Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
1.ยาแก้ปวด ลดไข้ และยาต้านการ อักเสษที่ไม่ใช่สเตียรอยด์…
1.ยาแก้ปวด ลดไข้ และยาต้านการ
อักเสษที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Analgesics, Antipyretic and NSAIDs)
1.1ยาแก้ปวด ลดไข้ (Analgesics,Antipyretic)
แอสไพริน (Aspirin)
ฤทธิ์ข้างเคียง
และอาการไม่พึ่งประสงค์
ระคายเคืองทางเดินอาหาร การเกิดเลือดออกในทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ค่อนข้างบ่อยและรุนแรงกว่า พบบ่อยในผู้ใช้ยาที่มีอายุมาก ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงได้โดยการใช้ยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารร่วมด้วย
ข้อบ่งใช้
การใช้ยาแอสไพรินเพื่อบรรเทาอาการปวด อักเสบ และลดไข้ ขนาดยาแอสไพรินในข้อบ่งใช้นี้ควร เป็นขนาดยาที่สูง คือ 325-650 มิลลิกรัม5 รับประทาน ทุก 4-6 ชั่วโมง ลักษณะของเม็ดยาจะมีขนาดใหญ่และเป็นเม็ดยาที่ถูกเคลือบเพื่อควบคุมให้มีการปลดปล่อยยาที่ลำไส้เล็ก ควรรับประทานยาทั้งเม็ดหลังอาหารทันทีเพื่อลดการระคายเคือง กระเพาะอาหารโดยใช้ตามอาการที่เป็น และหยุดใช้ยาเมื่ออาการหมดไป
การใช้ยาแอสไพรินเพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดอุดตัน ไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดสมอง หรือหลอด เลือดหัวใจ หากผู้ป่วยไม่เคยได้รับยาแอสไพรินมาก่อน ในวันแรกที่มีอาการแพทย์ผู้ให้การรักษาจะแนะน้าให้ ผู้ป่วยเคี้ยวยาแอสไพรินขนาด 300-325 มิลลิกรัมเพื่อให้ระดับยาในเลือดมากพอและเกิดการยับยั้งการเกาะ กลุ่มของเกล็ดเลือดอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันการเกิดการอุดตันหลอดเลือดซ้้าอีก จากนั้นจะลดขนาดยาลงเป็น แอสไพรินขนาดต่้า คือ 81 มิลลิกรัม และรับประทานตามปกติ (หลังอาหารทันทีและกลืนยาทั้งเม็ด) โดยจะต้องรับประทานยาแอสไพรินขนาดต่ำต่อเนื่องไปตลอดเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของภาวะหลอดเลือดอุดตัน
ข้อควรระวัง
ใช้ในเด็กหรือวัยรุ่นที่มีการติดเชื้อไวรัส พบว่าสัมพันธ์กับ ความผิดปกติ ที่เรียกว่า Reye's syndrome ถึงแม้จะพบได้ไม่บ่อยแต่มีความรุนแรงสูงจน ทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิตได้ เกิดตับอักเสบ และสมองอักเสบ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยา นี้ในเด็กอายุน้อยกว่า 16-19 และสามารถเลือกใช้ยาลดไข้ที่เป็นตัวยาพาราเซตามอล (paracetamol) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดไข้ที่ใกล้เคียงกับแอสไพริน หรือยาชนิดอื่นในกลุ่มเดียวกัน เช่น ไอบูโปรเฟน (ibuprofen), นาพรอกเซน (naproxen) เป็นต้น 2. ควรระวังการใช้ยาลดไข้กลุ่ม NSAIDs ในผู้ป่วยไข้เลือดออก ยาจะทำให้อาการเลือดออกผิดปกติเกิดได้ง่ายมากขึ้นเนื่องจากฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือดของยากลุ่มนี้
คำแนะนำ
ระมัดระวังการใช้ยาชนิดอื่นร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยา บรรเทาอาการปวดหรืออักเสบในกลุ่ม NSAIDs เนื่องจากจะเสริมฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือดและเพิ่มความระคายเคือง กระเพาะอาหารได้ หากมีความจ้าเป็นต้องใช้ยาบรรเทาอาการปวด อาจพิจารณาเลี่ยงไปใช้ยากลุ่มอื่นๆ เช่น ยาพาราเซตามอล หรือยาทรามาดอล (tramadol)
ชื่อทางการค้า
เอ.เอส.เอ แคป (A.S.A Cap), เอ.เอส.เอ.-500 (A.S.A.500), แอคโทริน (Actorin), อนาสซา (Anassa), อาร์ไพซิน (Arpisine), อาซ่าแทป (Asatab), แอสคอต (Ascot), แอสปาโก 300 (Aspaco 300), แอสเพนท์ (Aspent), แอสเพนท์-เอ็ม (Aspent-M), แอสพิเลทส์ (Aspilets), แอสพิแพค (Aspipac), แอสไพริน บีดี (Aspirin BD), แอสไพริน เอสเอสพี (Aspirin SSP), แอสไพริน 162 มก. (Aspirine 162 mg), แอสรินา (Asrina), บี-แอสไพริน 81 (B-Aspirin 81),
กลไกการออกฤทธิ์
ยับยั้งเอนไซม์ในร่างกายที่ท้าให้เกิดสารอักเสบ ซึ่งมีชื่อว่า ไซโคลออกซิจีเนส หรือเรียกชื่อเอนไซม์นี้ อย่างย่อๆ ว่า ค็อกซ์ (cyclooxygenase: COX) นอกจากนี้ เอนไซม์ค็อกซ์ (COX enzyme) ยังกระตุ้นการ สร้างสารที่ท้าให้เกิดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ที่มีชื่อว่า ทร็อมบ็อกเซนเอทู thromboxane-A2 ดังนั้น ผล ที่ได้จากการใช้ยาแอสไพริน นอกจากจะบรรเทาอาการอักเสบแล้ว ยังท้าให้เกล็ดเลือดเกาะกลุ่มกันได้ยากมาก ขึ้น ซึ่งขนาดยาที่สูงของแอสไพริน (325-650 มิลลิกรัม ต่อครั้ง) จะได้ผลดีในการบรรเทาอาการปวดและอักเส ส่วนขนาดยาที่ต่้าของแอสไพริน (75-150 มิลลิกรัมต่อวัน) มีผลการรักษาที่ดีในแง่ฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือด
รูปแบบ
ยาเม็ด ขนาด 60, 80, 81, 125, 162, 162.5, 227.5, 300, 325, 500, 600, 650, 800, 975, 1,000 และ 1,200 มิลลิกรัม ยาผง ขนาด 650 มิลลิกรัม เช่น ยาทัมใจ
พาราเซตามอล (Paracetamal)
ข้อบ่งใช้
ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดและช่วยลดไข้ นิยมใช้เพื่อรักษาอาการปวดทั่วไป อาการปวด ศีรษะ หรือไข้หวัดใหญ่ และเพื่อบรรเทาอาการปวดของโรคข้ออักเสบได้
ขนาดและวิธีใช้
ยาเม็ดส้าหรับผู้ใหญ่ และมีน้้าหนักตัว 40 กก. ขึ้นไป
ยาเม็ดขนาด325 มก./เม็ด ให้ค้านวณตามน้ำหนักตัว โดยให้ 10 - 15 มก./กก.
ยาเม็ดขนาด500 มก./เม็ด ให้ค้านวณตามน้ำหนักตัว โดยให้ 10 - 15 มก/กก.
ยาเม็ดขนาด650 มก./เม็ด เป็นยาที่ออกฤทธิ์ยาว 8 ชั่วโมง ดังะนั้นให้ทานทุก 8 ชั่วโมง โดย
ให้ค้านวณตามน้ำหนักตัว โดยให้ 10 – 15 มก./กก
ยาน้้าส้าหรับเด็ก มีความเข้มข้นต่างๆ ดังนี้
แบบหยด มีตัวยา 60มก./0.6 มล. หรือ 80 มก./0.8 มล. เหมาะกับเด็กอ่อนน้้ำหนักตัวไม่ถึง 10 กก. (อายุไม่ ถึง 1 ปี)
แบบยาน้ำเชื่อม มีตัวยา 120, 125มก./ช้อนชา เหมาะกับเด็กน้ำหนักตัว 12 – 15 กก. (อายุน้อยกว่า 2 ปี)
แบบยาน้ำเชื่อม มีตัวยา 160 มก./ช้อนชา เหมาะกับเด็กน้ำหนักตัว 16 – 24 กก. (อายุประมาณ 3- 7ปี)
แบบยาน้ำเชื่อม มีตัวยา 250 มก./ช้อนชา เหมาะกับเด็กน้้าหนักตัว 25-40 กก. (อายุประมาณ 8-10ปี)
ทั้งนี้ให้คิดตามน้้าหนักตัวของเด็กแต่ละคน ประมาณ 10 – 15 มก./กก. ของน้้าหนักตัวเด็ก
กลไกการออกฤทธิ์
ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ในระบบประสาทส่วนกลางและเพิ่มระดับกั้นความเจ็บปวด (Pain threshold) ยังเหนี่ยวนำฤทธิ์บรรเทาอาการปวดได้โดยการไปยับยั้งเอนไซม์ (Cyclooxygenase) โดยเฉพาะชนิดที่ 2 แต่มีฤทธิ์อ่อน
ฤทธิ์ข้างเคียงและ
อาการไม่พึ่งประสงค์
อุจจาระเป็นเลือด หรือมีสีดำ
ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะน้อยลง
มีอาการไข้ หนาวสั่น
ปวดที่หลังส่วนล่างอย่างรุนแรง - มีจุดแดงเล็ก ๆ ขึ้นตามผิวหนัง มีผื่นคัน
เจ็บคอ มีแผลร้อนใน หรือ จุดขาว ๆ ขึ้นที่ริมฝีปากหรือภายในช่องปาก
เลือดออกผิดปกติ เหนื่อยง่ายผิดปกติ
ตาเหลือง ตัวเหลือง
ข้อควรระวัง
ห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติการแพ้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol)
ห้ามใช้ในผู้ที่เป็นโรคตับหรือโรคไตวายระยะรุนแรงหรือเมื่อมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง
ห้ามใช้ยาที่หมดอายุหรือเสื่อมสภาพแล้ว
หลีกเลี่ยงการรับประทานยานี้ร่วมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
ควรระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ที่มีภาวะทุพโภชนาการ ดื่มสุราเป็นประจำหรือเป็น โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคตับหรือในผู้ป่วยที่มีสภาวะตับทำงานผิดปกติ รวมถึงผู้ที่ใช้ยาบางชนิดอยู่ก่อน เช่น ยากันชัก ยารักษาวัณโรค เป็นต้น
ควรระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ (G-6-PD) อาจเกิดภาวะเม็ด เลือดแดงสลาย (Hemolysis) ในรายที่ได้ยาเกินขนาด
ควรระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ที่มีไตเสื่อมขั้นรุนแร
คำแนะนำ
ไม่ควรใช้ยาเกินครั้งละ 500-1,000 มิลลิกรัม ต่อ 4-6 ชั่วโมง และไม่ควรเกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน
ผู้ที่มีปัญหาโรคตับ เช่น ตับแข็ง ตับอักเสบ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาทุกครั้ง
ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาพาราเซตามอลในทุกกรณี
ไม่ควรใช้ยาพาราเซตามอลร่วมกับยาแก้ไอ ยาไข้หวัด ยาแก้แพ้ หรือยาแก้ปวดชนิดอื่น ๆ อาจท้าให้ได้รับยาเกินขนาด
หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างการใช้ยา ทำให้ตับเสี่ยงต่อการถูกท้าลายมากขึ้น
สตรีมีครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาพาราเซตามอล
ชื่อทางการค้า
Sara, Cemol , Panado , Paracap , Tempra , Tylenol , Paracetamol GPO Paracetamol Jawarad , Paramol , Parat , Pyracon , Tempra , Unicap
รูปแบบ
ยาเม็ด ขนาด 325 และ 500 มิลลิกรัม และขนาด 650 มิลลิกรัม ทั้งชนิดที่ออก ฤทธิ์ทันทีและชนิดที่ออกฤทธิ์นานด้วย
ยาน้ำเชื่อม/ยาน้ำแขวนตะกอน ขนาด 120, 160, 240 และ 250 มิลลิกรัม/5 มิลลิลิตร (1 ช้อนชา)
ยาน้ำเชื่อม/ยาน้ำแขวนตะกอนเข้มข้น ขนาด 100 มิลลิกรัม/1 มิลลิลิตร
ยาหยด ขนาด 60 มิลลิกรัมในน้้า 0.6 มิลลิลิตร
ยาฉีด ขนาด 150 มิลลิกรัม/หลอด (2 มิลลิลิตร
1.2 ยาต้านการอักเสษที่ไม่ใช่สเตีรอยด์
(Nonsteroidal Antiinflammatory Drugs)
Ibuprofen
รูปแบบ
ยาเม็ด/ยาแคปซูล ขนาด 200, 300, 400, 600 และ 800 มิลลิกรัม
ยาเม็ดชนิดเคี่ยว ขนาด 100 มิลลิกรัม
ยาน้ำแขวนตะกอน ขนาด 50 มิลลิกรัม/1.25 มิลลิลิตร สำหรับเด็กอายุ 6 เดือน ถึงอายุไม่เกิน 2 ปี
ยาน้ำแขวนตะกอน ขนาด 100 มิลลิกรัม/5 มิลลิลิตร (1 ช้อนชา) สำหรับเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 11 ปี
ยาน้ำเชื่อม ขนาด 100 มิลลิกรัม/5 มิลลิลิตร (1 ช้อนชา)
ยาเจล (สำหรับทา) 5% ขนาด 100 กรัม/5 กรัม
ยาฉีด (Caldolor®) ขนาด 100 มิลลิกรัม/1 มิลลิลิตร (ในขวดยา 4 และ 8 มิลลิลิตร)
ยาฉีด Ibuprofen Lysine Injection (NeoProfen®) ขนาด 10 มิลลิกรัม/ 1 มิลลิลิตร
คำแนะนำ
สำหรับยาเม็ด ให้รับประทานโดยการกลืนยาเม็ดพร้อมกับน้ำ 1 แก้ว (ห้ามบด เคี้ยว หรือหักแบ่ง) ควรรับประทานยาพร้อมกับอาหารหรือหลังอาหารทันที และดื่มน้ำตามมากๆ เพื่อลดการระคายเคืองใน กระเพาะอาหาร หลังจากรับประทานยาแล้ว ไม่ควรอยู่ในท่านอนราบประมาณ 15-30 นาที เนื่องจากยาอาจ ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองในหลอดอาหารได้
สำหรับยาแคปซูล ห้ามแกะแคปซูลก่อนการรับประทานยา
สำหรับยาน้ำ ให้เขย่าขวดก่อนรินยาทุกครั้ง แล้วรินยาลงในช้อนตวงที่ได้มาตรฐานที่มาพร้อมกับขวด แล้วรับประทานยาโดยการกลืนและดื่มน้้าตาม
สำหรับยาเม็ดชนิดเคี้ยว ควรเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืนยาพร้อมกับดื่มน้ำตาม 1 แก้ว
ไม่ควรซื้อยานี้มารักษาตนเองเป็นเวลานานเกินกว่า 1 สัปดาห์
ข้อบ่งใช้
ยา Ibuprofen ชนิดยาเม็ดรับประทาน
ข้อบ่งใช้สำหรับลดไข้
ข้อบ่งใช้สำหรับบรรเทาอาการปวดในระดับความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง
ข้อบ่งใช้สำหรับรักษาข้อเสื่อม ข้ออักเสบรูมาตอยด์
ข้อบ่งใช้สำหรับรักษาอาการปวดประจ้าเดือน
ยา Ibuprofen ชนิดยาทาภายนอก
มีข้อบ่งใช้ คือ บรรเทาอาการปวดและอาการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อและข้อ
กลไกการออกฤทธิ์
ยาไอบูโพรเฟนมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสาร Prostaglandin ในร่างกาย ซึ่งชักนำให้เกิดการอักเสบ โดยจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของเอนไซม์Cyclooxygenase ทั้ง ชนิด 1 (Cox-1) และชนิด 2 (Cox-2) ซึ่งเป็นส่วนส้าคัญของกระบวนการสังเคราะห์สารโพรสตาแกลนดิน ยาจึงมีสรรพคุณในการต้านการอักเสบของเนื้อเยื่อต่างๆ ช่วยแก้อาการปวด ป้องกันและบรรเทาอาการปวด ประจ้าเดือน
ขนาดและวิธีใช้
สำหรับใช้เป็นยาแก้อาการอักเสบของข้อ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคข้อเสื่อมชนิดรุนแรง โรคข้อ สันหลังอักเสบเรื้อรัง และใช้ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น (เส้นเอ็นอักเสบ, ข้อเคล็ดข้อแพลง) ในผู้ใหญ่ ให้รับประทานยาครั้งละ 400-800 มิลลิกรัม วันละ 3-4 ครั้ง (สูงสุดไม่เกินวันละ 3,200 มิลลิกรัม) ในเด็ก ให้รับประทานยาวันละ 30-50 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยแบ่งให้ทุก 6 ชั่วโมง (สูงสุดไม่เกิน วันละ 2,400 มิลลิกรัม)
ฤทธิ์ข้างเคียง
และอาการไม่พึ่งประสงค์
ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ อาจท้าให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหาร และกระเพาะอาหารอักเสบ
อาจทำให้มีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ สับสน มึนงง เสียงดังในหู ตามัว การมองเห็นผิดปกติ คลื่นไส้ อาเจียน ง่วง ซึม อ่อนเพลีย เฉื่อยชา เป็นลม แสบร้อนกลางอก
อาจเกิดอาการแพ้ยา เป็นลมพิษ ผื่นคัน หอบหืด
อาจทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ โลหิตจางจากไขกระดูกฝ่อ
อาจทำให้ตับอักเสบหรือเอนไซม์ตับ (AST, ALT) สูง
อาจท้าให้ร่างกายคั่งน้้า (Fluid retention) ทำให้มือเท้าบวม ความดันโลหิตสูงได้ และอาจทำให้ผู้ที่ มีภาวะหัวใจวายเกิดอาการกำเริบได้
อาจท้าให้ระบบการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ
ข้อควรระวัง
ควรระมัดระวังการใช้ในผู้สูงอายุ โดยจะมีโอกาสเกิดอาการข้างเคียงจากยารุนแรง โดยอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นในผู้สูงอายุ คือ สับสน มี อาการบวมที่หน้า เท้าหรือน่อง ปริมาณปัสสาวะลดลงอย่างฉับพลัน เป็นต้น
ควรระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกง่าย (โรคเลือด), ผู้ป่วยที่ใช้ยาต้านการแข็งตัว ของเลือด, ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะ, ผู้ที่มีประวัติหอบหืด, ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ, ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง, ผู้ป่วยโรคตับหรือไต เป็นต้น
หลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ร่วมกับยาแอสไพริน, ยาแก้ปวด, ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาสเตียรอยด์, ยาคีโตโรแลค (Ketorolac) และแอลกอฮอล์ เนื่องจากอาจท้าให้มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงมาก ขึ้น เช่น ท้าให้เสี่ยงต่อการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร
ห้ามใช้ยานี้กับผู้ที่เคยมีประวัติการแพ้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือกลุ่ม ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือผู้ที่มีอาการหอบหืด ลมพิษ หรือโพรงจมูกอักเสบแบบ เฉียบพลันจากการแพ้ยาแอสไพรินหรือกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์
ห้ามใช้ยานี้กับผู้ที่เป็นโรคหอบหืด, ลมพิษ, หวัดภูมิแพ้, ผู้ป่วยที่มีเลือดออกหรือมีแผลในกระเพาะ อาหารหรือล้าไส้ หรือมีแผลทะลุ ผู้ป่วยโรคตับ, โรคไต
ห้ามใช้ยานี้กับหญิงตั้งครรภ์ในระยะไตรมาสที่ 3 นอกจากแพทย์สั่ง อาจท้าให้ตัวอ่อนในครรภ์หรือทารกที่คลอดออกมามีความ ผิดปกติของหัวใจหรือระบบการไหลเวียนของโลหิตได้
ชื่อทางการค้า
Ambufen, Borafen, Coprofen, G-Fen Syrup, G-Fen Tablet, Gofen 400 Clearcap, Heidi, Ibrofen, Ibuprofen, I-Profen, Mano-Bruzone, Nurofen, P-Fen, Rheumanox, Spedifen, Tonifen, Anufen, Aprofen, Brufen, Brufenin, Brugin
: