Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
สรุปสาระสำคัญ บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบริหาร (นายธนภัทร…
สรุปสาระสำคัญ บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบริหาร
(นายธนภัทร คบหมู่ 603101031)
การบริหารการพยาบาล หมายถึงกิจกรรมต่างๆ ที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาร่วมกันดำเนินการ โดยการใช้ทั้งศาสตร์และศิลปะ ในการนำเอาทรัพยากรการบริหารตามกระบวนการบริหาร เพื่อให้บุคลากรทางการพยาบาลสามารถให้การพยาบาลโดยบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ
การบริหารเป็นศาสตร์ (Science) ที่แสวงหาความเข้าใจอย่างมีระบบว่าทำอย่างไรให้คนสามารถทำงานร่วมกันอย่างมีระบบจนสำเร็จตามเป้าหมาย เป็นทฤษฎีและองค์ความรู้ที่เกิดจากการค้นคว้าเชิงวิทยาศาสตร์ ว่าควรจะทำอะไร อย่างไร
การบริหารเป็นศิลป์ (art) เป็นการประยุกต์ ความรู้ หลักการ และทฤษฎีทางการบริหารไปสู่การปฏิบัติโดยใช้เทคนิคการทำงานร่วมกันให้สำเร็จตามเป้าหมาย ซึ่งต้องใช้ประสบการณ์ ทักษะ ความรู้ ความสามารถพิเศษและบุคลิกเฉพาะตัว ไปประยุกต์ใช้ เป็นการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ
การบริหารการพยาบาล ช่วยให้บุคลากรทางการพยาบาลร่วมมือกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถทราบว่าองค์กรพยาบาลจะเป็นไปในทิศทางใด ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพของการบริหาร องค์กรพยาบาลเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ซับซ้อน จึงต้องจัดระเบียบองค์กร เพื่อความอยู่รอดและเจริญก้าวหน้า ซึ่งผู้บริหารต้องมีความสามารถในการวินิจฉัยสั่งการที่ดี จึงจะทำให้การให้การพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แนวคิดทางการบริหาร
5.1 การบริหารมุ่งผลงาน (Task center) มีระเบียบกฎเกณฑ์ใช้วิธี “ปรับคนให้เข้ากับงาน” ผลงาน และผลกำไรเป็นสิ่งสำคัญ
5.2 การบริหารโดยมุ่งตัวบุคคล (Personal center) ยึดหลักว่า ถ้าคนดีแล้วผลผลิตจะดีตามมาเองเป็นวิธี “ปรับงานให้เข้ากับคน”
5.3 การบริหารที่มุ่งคนและงาน (Modern development) มองการบริหารในลักษณะระบบความสัมพันธ์ทั้งคน องค์การ และระบบสังคม
5.4 การบริหารที่มุ่งถึงประสิทธิภาพตามสถานการณ์ เป็นแนวคิดที่เน้นว่าในทางปฏิบัติจะไม่มีวิธีการบริหารใดที่ใช้ดีที่สุด เป็นการนำเทคนิคหลายๆ อย่างมารวมกัน
6 .องค์ประกอบของการบริหาร
6.1 ทรัพยากรการบริหาร หรือปัจจัยการบริหาร (Administrative resources)
6.1.1 คน หรือ บุคลากร (Man) ประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ พยาบาลเทคนิค พนักงานช่วยเหลือผู้ป่วย พนักงานทำความสะอาด และเจ้าหน้าที่อื่นๆ
6.1.2 เงิน หรือ งบประมาณ (Money) เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่ายา และเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ และอื่นๆ
6.1.3 วัสดุอุปกรณ์ (Materials)
6.2 กระบวนการบริหาร (Administrative Processes)
6.2.1 P (Planning) หมายถึง การวางแผนงาน
6.2.2 O (Organizing) หมายถึง การจัดโครงสร้างของการบริหารงาน
6.2.3 S (Staffing) หมายถึง การดำเนินการเกี่ยวกับคนในองค์กร
6.2.4 D (Directing) หมายถึง การอำนวยการ
6.2.5 Co (Co-ordination) หมายถึง การประสานงาน
6.2.6 R (Reporting) หมายถึง การบันทึกรายงาน ไว้เป็นหลักฐาน
6.2.7 B (Budgeting) การจัดทำงบประมาณการเงิน
6.3 วัตถุประสงค์ของการบริหารงาน (Objective) การบริหารงานต้องกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ว่าต้องการอะไร มากน้อยแค่ไหน อย่างไร เพื่อให้การจัดการทรัพยากรการบริหาร และวิธีการบริหารอย่างเหมาะสม
6.3.1 ประหยัด (Economic)
6.3.2 ผลงานมีประสิทธิภาพ (Effectiveness)
6.3.3 ประสิทธิผล (Efficiency)
ทฤษฎีการบริหารเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) เป็นการใช้วิธีตั้งปัญหาและหาแนวทางเพื่อไปสู่จุดหมายที่ต้องการ
7.1 เฟรดเดอริค วินสโลว์ เทเลอร์ (Frederick winslow taylor) บิดาแห่งการบริหารงานเชิงวิทยาศาสตร์ เชื่อว่าปัญหาที่คนทำงานไม่เต็มศักยภาพนั้นสามารถแก้ไขได้ด้วยการออกแบบงาน
7.1.1 กําหนดวิธีการทํางานทดแทนการทําแบบลองผิดลองถูก
7.1.2 มีการวางแผนแทนที่จะให้คนงานเลือกวิธีการเอง
7.1.3 คัดเลือกคนงานที่มีความสามารถแล้วฝึกอบรมให้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆร่วมกัน
7.1.4 ใช้หลักแบ่งงานกันทําระหว่างผู้บริหารและคนงาน “time and motion study”
7.2 เฮนรี่ แกนต์ (Henry L Gantt) ได้นําเอาเทคนิคการจัดตารางสําหรับการควบคุมการปฏิบัติงานมาใช้เพื่อปรับปรุงและยกระดับประสิทธิภาพในการทํางาน
7.2.1 Gantt’s chart เป็นแผนภูมิกำหนดเวลาในอนาคตไว้ในแนวนอนและงานที่ปฏิบัติไว้ในแนวตั้ง
7.2.2 Gantt’s Milestone Chart เป็นแผนภูมิแสดงถึงความก้าวหน้าของงานประเภทเดียวกัน แต่ไม่สามารถแสดงความสัมพันธ์ระหว่างงานชัดเจน
7.2.3 PERT (Program Evaluation and Review Technique) นำ Gantt’s Milestone chart ดัดแปลงเป็น PERT เพื่อสร้างตาข่ายการปฏิบัติงาน (Network) โดยใช้เครื่องหมายลูกศรเป็นตัวเชื่อมโยง เพื่อแสดงทิศทางและเวลาหลังจากงานแรกเสร็จ
7.3 แฟรงค์ บังเกอร์ กิลเบรธ (Frank Bunker Gillbreth) การทำงานด้วยการแบ่งงานออกตามความชำนาญเฉพาะด้านและแบ่งงานเป็นส่วนๆ (division of work) จะทำได้ดียิ่งขึ้นถ้าได้มีการวิเคราะห์งานอย่างละเอียดถี่ถ้วน ให้ทำงานต่อเนื่องกันเป็นกระบวนการตามหลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งทำให้เกิดงานแบบประจำ (routine)
7.4 ลิเลียน กิลเบรธ (LilianGillbreth) ใช้หลักวิทยาศาสตร์ร่วมกับด้านจิตวิทยาที่จะช่วยส่งเสริมงานด้าน Motion Studies ให้ดียิ่งขึ้นซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมที่มีการศึกษาที่มีการบริหารโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์
ทฤษฎีการจัดการเชิงบริหาร(administrative management) ใช้วิธีบริหารตัวองค์การให้มีประสิทธิภาพ โดยมีหลักการให้ผู้บริหารเป็นผู้ประสานกระบวนการต่างๆ ภายในองค์การเข้าด้วยกัน
8.1 เฮ็นรี่ ฟาโยล(Henry Fayol) ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกแนวความคิดเกี่ยวกับการจัดการเชิงบริหาร(administrative management) เขาเชื่อว่าผู้บริหารจะประสบผลสำเร็จได้ ต้องปฏิบัติไว้ 5 ประการ (POCCC)
8.1.1 การวางแผน (planning)
8.1.2 การจัดองค์การ (organizing)
8.1.3 การบังคับบัญชาและสั่งการ (commanding)
8.1.4 การประสานงาน (coordinating)
8.1.5 การควบคุม (controlling)
8.2 ลูเทอร์ กูลิคและลินดอลล์เออร์วิค(Luther Gulick and LyndallUrwick) การบริหารแบบ POSDCoRB
ทฤษฎีระบบราชการ (bureaucracy)
9.1 แมกซ์ วีเบอร์ (Max Weber) แนวทางการดำเนินการบริหารแบบระบบราชการ
9.1.2 มีการแบ่งงานกันทำ (division of work) ตามความรู้ ความชำนาญ (specialization)
9.1.2 มีการจัดระบบตำแหน่งหน้าที่ตามสายบังคับบัญชาระดับสูงมายังระดับต่ำ (scalar chain)
9.1.3 มีการกำหนดระเบียบข้อบังคับ กฎเกณฑ์ต่างๆ (rule, regulation and procedures)
9.1.4 บุคลากรต่างทำหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างเป็นทางการ (impersonal)
9.1.5 การจ้างงานใช้หลักคุณสมบัติทางวิชาชีพ (professional qualities)
9.1.6 มีความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ (career aspects) อาชีพมั่นคง
9.1.7 มีอำนาจหน้าที่ (legal authority) ตามตำแหน่ง
ทฤษฎีการบริหารยุคนีโอคลาสิก (NEO-Classical Theory) เน้นลักษณะและผลกระทบต่อพฤติกรรมของคนในองค์กร โดยใช้พฤติกรรมศาสตร์ (behavior theory)
10.1 เอลตัน เมโย (Elton Mayo) ทฤษฎีมนุษยสัมพันธ์ พบว่า ผลผลิตจะเพิ่มสูงได้นั้นอยู่ที่ปัจจัยด้านจิตวิทยาและปัจจัยทางสังคมของผู้ทำงาน ผู้บริหารทุกคนจึงต้องสนใจความรู้สึกของผู้ทำงานด้วยงานจึงจะสำเร็จได้
10.2 แมคเกรเกอร์ (Douglas McGregor) เจ้าของทฤษฎีเอ็กซ์และวาย (X and Y theory) ได้วางหลักสมมติฐานเกี่ยวกับคนเป็น 2 แนวตรงกันข้ามกัน
10.2.1 ทฤษฎีเอ็กซ์ : ใช้วิธีควบคุมการทำงานใกล้ชิด คอยจะจับผิด ไม่ให้ทั้งเสรีภาพและโอกาส
10.2.2 ทฤษฎีวาย : ให้เสรีแก่คนทำงาน ทำงานด้วยตัวของเขาเอง ควบคุมห่างๆ
10.3 วิลเลี่ยมกูซี่ (wiiam G. Quchi) การมีส่วนร่วมของบุคลากรใน
การตัดสินใจบริหาร (participation of the participants in decision making)
10.3.1 ผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่มุ่งแสวงหาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างกัน
10.3.2 ผู้ปฏิบัติงานจะขาดความคุ้นเคยกัน เพราะ สภาพแวดล้อมของงานที่จัดไว้ ทำให้เกิดช่องว่างของความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกโดยไม่จำเป็น
10.3.3 ผู้ปฏิบัติงานต่างก็มีจิตสำนึกที่ดีในด้านความผูกพันทางใจ ความรัก ความสามัคคีอยู่แล้ว
10.3.4 ผู้ปฏิบัติงานสามารถไว้วางใจได้ โดยทำงานไม่บกพร่อง
ผู้บริหารเพียงแต่เอาใจใส่ ดูแลสวัสดิภาพและความเป็นอยู่ให้ดีเท่านั้น
10.4 เชสเตอร์ บาร์นาร์ด องค์การเป็นระบบของการร่วมแรงร่วมใจ เพื่อทำให้กิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การติดต่อสื่อสาร เพื่อความเข้าใจในวัตถุประสงค์สู่แนวทางการปฏิบัติ
10.5 อับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow)
ขั้นที่ 1 ความต้องการด้านร่างกายหรือด้านกายภาพ (Physiological Needs)
ขั้นที่ 2 ความต้องการด้านความมั่นคงปลอดภัย (Safety Needs)
ขั้นที่ 3 ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ (Belongingness and Love Need)
ขั้นที่ 4 ความต้องการเกียรติยศชื่อเสียงและความภาคภูมิใจ (Self- Esteem Need)
ขั้นที่ 5 ความต้องการความสมบูรณ์ของชีวิต (Self-Actualization Needs)
10.6 เฟรเดริค เฮิร์ซเบิร์ก (Frederick Herzberg)
10.6.1 ปัจจัยจูงใจ หรือ ปัจจัยภายใน (Intrinsic) คือ ปัจจัยที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจให้คนทำงานอย่างมีความสุข
10.6.2 ปัจจัยค้ำจุน (Hygiene Factors) หรือ ปัจจัยภายนอก (Extrinsic) คือ ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความพอใจในการทำงาน
11.ทฤษฎีระบบ (System theory) โลกประกอบด้วยระบบต่างๆมีลำดับชั้น จากเฉพาะเจาะจง ไปสู่ระบบทั่วไป
11.1 นำเข้า (Inputs)
11.2 กระบวนการแปรสภาพ (Transformation Process )
11.3 ผลผลิต (Outputs)
11.4 ข้อมูลย้อนกลับ (Feed Back)
11.5 สิ่งแวดล้อม(Environment)
ทฤษฎีบริหารตามสถานการณ์ (Contingency Theory) วิธีการบริหารจะไม่ตายตัวแต่จะเริ่มด้วยการวิเคราะห์สถานการณ์และจบด้วยการคิดหาทางเลือกเพื่อแก้ปัญหาการประเมินทางเลือกที่ดีที่สุด
12.1 ฟิดเลอร์ จำลอง “ความเป็นผู้นำตามสถานการณ์” ซึ่งอำนาจหน้าที่ การยอมรับมีผลต่อความเป็นผู้นำ
12.2 วรูมและเยตัน เสนอทฤษฎีมีหลักการคือ เน้นการเพิ่มคุณภาพการตัดสินใจของผู้นำ โดยให้ผู้ตามมีส่วนร่วม
12.3 เฮอร์เซย์ และแบลนซาร์ด เชื่อว่ารูปแบบผู้นำต้องเหมาะสมกับความพร้อมของผู้ตาม มีรูปแบบผู้นำ 4 รูปแบบ การออกคำสั่ง(Direction) การสอนงาน (Coaching) การสนับสนุน (Supporting) และการมอบหมายงาน (Delegating)
ทฤษฎีบริหารตามสถานการณ์ ( Contingency Theory )
13.1 โรเบิร์ต เฮาส์ (Robert House) แรงจูงใจเป็น
แรงผลักให้สู่เป้าหมายทางส่วนบุคคลและขององค์การ
13.2 เฮร์เซย์และแบลนซาร์ด (Hersey and Blanchard) “วงจรชีวิต“ แบ่งระดับความพร้อมของผู้ตามเป็น 4 ระบบ
13.2.1 R1 หมายถึงไม่มีความสามารถและไม่มีความเต็มใจที่จะทำถือว่าความพร้อมต่ำ
13.2.2 R2 หมายถึงไม่มีความสามารถแต่เต็มใจที่จะทำถือว่าความพร้อมปานกลาง
13.2.3 R3 หมายถึงมีความสามารถแต่ไม่มีความเต็มใจที่จะทำถือว่าความพร้อมปานกลาง
13.2.4 R4 หมายถึงมีความสามารถและเต็มใจที่จะทำถือว่ามีความพร้อมสูง
13.3 ทฤษฎีผู้นําเชิงสถานการณ์ของเฮอร์เซย์และแบลนชาร์ด เชื่อว่ารูปแบบผู้นำต้องเหมาะสมกับความพร้อมของผู้ตาม รูปแบบผู้นำ 4 รูปแบบ
13.3.1 S1 คือ ออกคำสั่ง
13.3.2 S2 คือ การสอนงาน
13.3.3 S3 คือ การสนับสนุน
13.3.4 S4 คือ การมอบหมายงาน
ทฤษฎีการบริหารเชิงปริมาณ (Quantitative theory)
14.1 การบริหารศาสตร์ (Management science) เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจให้แก่ผู้บริหาร ใช้ในรูปแบบวิจัยเชิงปฏิบัติการ (operation research) ศึกษาจากสภาพความเป็นจริงที่รวบรวมอย่างมีระบบเชิงการวิจัย แล้วนํามาคํานวณตามรูปแบบที่กำหนดขึ้น
14.2 ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (Management information system : MIS) เน้นการออกแบบ และการนำเอาระบบข้อมูลสารสนเทศมาใช้เพื่อการบริหารจะผลิตข้อมูลและสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารทุกระดับอย่างกว้างขวาง และหลากหลาย
14.3 การจัดการปฏิบัติการ (Operations management) การกำหนดตารางการทำงาน (work scheduling) การวางแผนการผลิต (production planning) การออกแบบอาคารสถานที่ (facilities and location design) ตลอดจนการประกันคุณภาพ (quality assurance) โดยอาศัยเครื่องมือต่างๆ ในการบริหารงาน
แนวคิด 7S ทฤษฎีที่ได้รับการคิดค้นขึ้นโดย Mc Kinsey เพื่อการวางแผนธุรกิจและการประเมินประสิทธิภาพของธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ
15.1 Structure (โครงสร้าง) : การจัดระเบียบองค์ประกอบขององค์กรที่เหมาะสม
15.2 Strategy (กลยุทธ์) : แผนกำหนดวิธีการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร
15.3 System (ระบบ) : วิธีการดำเนินงาน ระเบียบขององค์กร
15.4 Style (รูปแบบ) ลักษณะพฤติกรรมของผู้บริหารในองค์ การทำงานอย่างจริงจัง
15.5 Staff (พนักงาน) : ความสามารถทั่วไปของพนักงานในองค์กรและความพร้อมในการพัฒนาเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร
15.6 Skill (ทักษะ) : ทักษะ และความสามารถของพนักงานที่ทำให้กับองค์กร
15.7 Shared Value (ค่านิยมร่วมกัน) : เป้าหมายที่จะบรรลุผลสำเร็จ
การบริหารคุณภาพทั้งองค์การ (T.Q.M.=total quality management) คือ
การบริหารจัดการขององค์การที่มุ่งเน้นคุณภาพทั้งองค์การ โดยนำศาสตร์ต่างๆมาใช้ปฏิบัติงานเพื่อสร้างความเชื่อถือและคุณค่าที่ลูกค้าพึงได้รับ รวมถึงวิธีการจัดการปรับปรุงประสิทธิภาพ ความคล่องตัวและความสามารถในการแข่งขันของทั้งองค์การ
การรื้อปรับระบบ (reengineering) คือ การสร้างกระบวนการทำงานขึ้นใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพความเปลี่ยนแปลง ประสบการณ์และวิทยาการต่างๆ ในปัจจุบันเพื่อให้เกิดประโยชน์และคุณค่าสูงสุดแก่ลูกค้า ทั้งนี้ โดยมีจุดมุ่งหมายให้ผลการทำงานขึ้นในหลายๆ ด้าน เช่น ต้นทุน คุณภาพ การบริหาร และความรวดเร็ว เป็นต้น และการรื้อระบบสามารถนำไป ปฏิบัติได้ในทุกหน่วยงาน โดยอยู่บนพื้นฐานกรอบแนวคิด
17.1 การปรับระบบด้านการจัดการทางการพยาบาล (nursing management) เน้นการบริหารแบบเมตริกซ์ (matrix organization) ที่เน้นรูปแบบการมีส่วนร่วมของหน่วยงานในองค์การ
17.2 การปรับระบบด้านบริการพยาบาล (nursing service) ต้องได้รับความสะดวก รวดเร็วในการใช้บริการ มีความพึงพอใจในบริการ ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
องค์การสมัยใหม่ (Modern Organization)
18.1 องค์การแห่งการเรียนรู้(Learning Organization ) คือ องค์การแห่งการเรียนรู้ จะเรียนรู้เร็วกว่าคู่แข่งในการเปลี่ยนแปลงและก่อนที่จะถูกแรงกดดันให้เปลี่ยนแปลง จะพัฒนาเครื่องมือและวิธีการในการวิเคราะห์ระบบขององค์การของตนเองด้วย Peter M. Senge
18.1.1 บุคลากรที่มีความรอบรู้ (personal mastery)
18.2.2 รูปแบบความคิด (mental models)
18.1.3 วิสัยทัศน์ร่วม (shared vision)
18.1.4 การเรียนรู้เป็นทีม(team learning)
18.1.5 ความคิดเป็นระบบ (system thinking)
18.2 องค์การสมรรถนะสูง (High Performance Organisation) เป็นองค์การที่สามารถรับมือกับแรงกดดันต่าง ๆ ได้จากภายในและภายนอกองค์การได้ดี เป็นองค์การแห่งนวัตกรรม สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ
18.2.1 การตั้งเป้าหมายที่ท้าทายและแสวงหาแนวทางในการบรรลุเป้าหมายนั้น (Setting ambitious targets and achieving them)
18.2.2 การมีค่านิยมร่วมกันของบุคลากรทั่วทั้งองค์การ (Shared values)
18.2.3 การมุ่งเน้นที่ยุทธศาสตร์ และการทำให้ทั่วทั้งองค์การดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน (Strategic focus and alignment)
องค์การยุคหลังสมัยใหม่ (Post Modern Organization) แนวคิดในยุคหลังสมัยใหม่ (postmodern) จะใช้แนวคิดการสร้างเหตุผล (reasoning) และการแตกกระจาย(fragmentation) ที่มีคุณลักษณะของความเป็นปัจเจกบุคคลนิยม (individualism) ความร่วมมือระหว่างประเทศ(internationalization) การแบ่งแยกขององค์การ(organizational segregation) และการกระจายอำนาจ (decentralization)
19.1 ทฤษฎีไร้ระเบียบ (Chaos theory) กฎเกณฑ์ และปรากฏการวัตถุต่างๆ ซึ่งปรากฏการณ์นี้ควรจะเป็นไปตามธรรมชาติ แต่กลับผิดธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถอธิบายรากฎการณ์ที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ได้ ทฤษฎีทั่วไปทางสังคม เรียกว่า “ลัทธิไร้ระเบียบ” เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็น ลัทธิฉวยโอกาสอนาธิปไตยชนิดหนึ่ง
19.2 การจัดองค์การแบบแชมรอค (Shamrock Organization) องค์การแบบแชมรอค ช่วยลดจำนวนผู้ปฏิบัติงานประจำขององค์การลง จะเหลือเฉพาะผู้ปฏิบัติงานประจำที่ถือเป็นความสามารถหลักขององค์การเท่านั้น ผู้ปฏิบัติงานอีกสองไม่ถือเป็นผู้ปฏิบัติงานประจำขององค์การ ลักษณะพิเศษคือใบเป็นแฉก 3 ใบที่อยู่ติดกันเป็นกระจุก ถูกนำมาเทียบเคียงกับการแบ่งกลุ่มงานภายในองค์การ
19.2.1 กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (professional core)
19.2.2 กลุ่มผู้ปฏิบัติงานจากภายนอก (outsourcing vendors)
19.2.3 กลุ่มพนักงาน
19.3 5S Model องค์การต้องเพิ่มขีดความสามารถในทุกๆด้าน กระบวนทัศน์ทางการบริหารที่ควรนำมาใช้ ได้เเก่ การปกครองที่ดีไม่มีระบบอุปถัมภ์ การบริหารเน้นประสิทธิภาพประสิทธิผล
19.3.1 SMALL : องค์การสมัยใหม่จะมีขนาดเล็กลงเเต่มีคุณภาพมากขึ้น
19.3.2 SMART : องค์การสมัยใหม่มุ่งสู่ความเฉลียวฉลาด มีความเเปลกใหม่ มีนวัตกรรมใหม่
19.3.3 SMILE : องค์การที่มีความสุข
19.3.3 SMOOTH : องค์การไม่มีความขัดเเย้งเเละมีการผนึกความร่วมมือ
19.6 SIMPLIFY : ทำเรื่องยากให้ง่ายเเละรวดเร็ว
องค์การเสมือนจริง (Virtual Organization) หัวใจหลักของ Virtual Office คือหลักจิตวิทยา ที่เชื่อมโยงบุคลากรห่างไกลให้บรรลุเป้าหมายเดี่ยวกันการเปลี่ยนแปลงจะสำเร็จ ต้องได้รับความร่วมมือจากมนุษย์ด้วยกัน (Collaborated) มีความไว้ใจ ทำงานรวดเร็ว คล่องตัว ความรับผิดชอบต่อหน้าที่
20.1 มีการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมสังคมกับชุมชนเครือข่าย
20.2 มีการร่วมมือและพึ่งพากัน
20.3 มีความยืดหยุ่น (Flexibility)
20.4 มีความไว้วางใจ (Trust)
20.5 การบริหารตนเอง (Self- Organization)
20.6 ขอบเขตขององค์การไม่ชัดเจน
20.7 ไม่มีสถานที่ตั้งองค์การ
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหาร
21.1 คน (man) ก่อให้เกิดผลสำเร็จทั้งปริมาณและคุณภาพของงาน
21.2 เครื่องจักร (machine) ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่าเงินทุน
21.3 วัสดุสิ่งของ (material) จัดหามาเพื่อดำเนินการผลิต