Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บาดแผลไหม้ (Burns) (ปัจจัยที่บอกความรุนแรงของแผลไหม้ (ประเมินโดยใช้ความลึก…
บาดแผลไหม้ (Burns)
ปัจจัยที่บอกความรุนแรงของแผลไหม้
ประเมินโดยใช้ความลึกของแผลไหม้ (Degree of burn)
1.1 First degree burn (1O burn)มีการท้าลายเฉพาะชั้นหนังก้าพร้า ผิวหนังบริเวณนั้น จะมีสีชมพูหรือสีแดง มีความนุ่ม ไม่มีตุ่มพอง มี อาการปวดแสบ แผลหายได้เองภายใน 3-5 วัน
1.3 Third degree burn (3O burn) หรือ Full thickness ผิวหนังถูกท้าลายทุกชั้น ทั้ง ชั้นหนังกำพร้า หนัง แท้ โดยอาจลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ หรือกระดูก แผลไหม้จะมีลักษณะขาว ซีด เหลือง ดำ หนาแข็ง ไม่มีอาการเจ็บปวดการหายของแผล ต้องใช้เวลานาน
1.2 Second degree burn (2O burn) โดยจะแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ
-Superficial partial thickness จะมีการท้าลายชั้นหนังก้าพร้าทั้งหมดและบางส่วนของ หนังแท้ เวลาในการหายของแผลประมาณ 7-14 วัน มีแผลเป็น
-Deep partial thickness มีการทำลาย ของชั้นหนังกำพร้าทั้งหมด ระยะเวลาในการหายของแผลประมาณ 14-28 วัน จะเป็นแผลเป็นมาก
3.อายุ (Age)แผลไหม้ที่เกิดในเด็กเล็ก อัตราการตายจะสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงอายุ ต่ำากว่า2 ปี
4.ส่วนของร่างกายที่ถูกไหม้ (Part of Body Burn) ความรุนแรงจะแตกต่างกันตามส่วนที่ถูกไหม้
5.การบาดเจ็บร่วม (Concurrent Injury) กรณีที่มีกระดูกหัก ข้อเคลื่อน หรือมีการสูดควันเข้าไป จำานวนมากทำให้ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น
ประวัติความเจ็บป่วย (Past Medical History) ผู้ป่วยที่มีโรคประจ้าตัว เช่น โรคปอด เป็นต้น ทำให้อาการรุนแรงเพิ่มมากขึ้น และผลการรักษาแตกต่างกัน
ประเภทของแผลไหม้ (Type of Burn) เช่น แผลไฟไหม้น้ำาร้อนลวก แผลส่วนใหญ่จะไม่ลึก ต่างกับไฟฟ้าแรงสูง
บาดแผลมักจะลึกและมีการ ทำาลายของเนื้อเยื่อมาก
ประเมินโดยใช้ความกว้างหรือขนาดของ แผลไหม้ (Extent of burn) คำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ผิวกาย(% TBSA : percent of total body surface area) วิธีคำานวณที่นิยมใช้ คือ Rule of nineคำนวณโดยแบ่งส่วนของร่างกายออกเป็น ส่วนๆ ส่วนละ 9% สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 4 ปีจะมีสัดส่วนของศีรษะและลำคอเทียบกับลำตัวสูง ทำให้ไม่สามารถใช้ Rule ofnines ได้เหมือนในผู้ใหญ่จึงมีการใช้Formula อื่นในการประมาณ Burn size ได้แก่ Berkow หรือ Lund Browder Chart
บทบาทที่ส้าคัญในการดูแลด้านจิตใจผู้ป่วยและญาติ
ให้โอกาสผู้ป่วยและบิดามารดาซักถามและตอบข้อสงสัย ประสานกับแพทย์ในการให้ข้อมูลผู้ป่วย ด้าน
แผนการรักษา
ให้ผู้ป่วยและบืดามารดามีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการ รักษาพยาบาลและการดูแลบาดแผล
ให้ข้อมูลการดูแลรักษา การพยาบาลและระยะเวลาการหายของแผลโดยประมาณ
พยาบาลควรพูดคุยให้กำลังใจ ตลอดจนดูแลให้ได้รับยาแก้ปวดก่อนท้าแผลและบริหารร่างกาย
ให้บิดามารดามีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วย
การสร้างสัมพันธภาพกับผู้ป่วยและบิดมารดาตั้งแต่แรกรับให้เกิดความไว้วางใจ
จัดกิจกรรมนันทนาการให้เกิดความเพลิดเพลินแก่ผู้ป่วยตามความต้องการและพัฒนาการของผู้ป่วย
ประเภทของแผลไหม้
แผลไหม้จากกระแสไฟฟ้า (Electrical injury)
เช่น ฟ้าผ่า, ไฟฟ้าแรงสูง กระแสไฟฟ้าผ่านเข้าสู่ ร่างกายเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ท้าให้เกิดแผลไหม้ที่ผิวหนังภายนอก
แผลไหม้จากสารเคมี (Chemical injury)
อาจเป็นกรดหรือด่าง ซึ่งมีคุณสมบัติทำลายเนื้อเยื่อสารเคมีที่เป็นด่างจะเกิดแผลไหม้รุนแรงมากกว่ากรด เพราะไม่สามารถท้าให้เป็นกลางโดยสารน้้าในเนื้อเยื่อได้เร็ว เท่ากรด ด่างจะติดกับเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อจึงถูกทำลายแม้จะถูกเจือจาง
แผลไหม้จากความร้อน (Thermal injury)
เปลวไฟ(flame), ประกายไฟ( flash) และความร้อนเปียก เช่น น้้าร้อน(scald), ไอน้้าร้อน(steam), น้้ามันร้อน พบได้บ่อยที่สุด เช่น แผลที่เกิดจากเปลวไฟ ประกายไฟ แผลที่เกิดจากน้้าร้อน ไอน้้าร้อน น้้ามันร้อน เป็นต้น
แผลไหม้จากรังสี (Radiation injury)
สารกัมมันตรังสี อุบัติเหตุจากรังสี ระเบิดปรมาณู เป็นเหตุให้เกิดการท้าลายของผิวหนัง และเกิดแผลไหม้ขึ้น
ปัญหาและการพยาบาลผู้ป่วยแผลไหม้
ระยะวิกฤต (Acute phase)
2.2 การติดเชื้อของแผล การดูแลบาดแผล ในเบื้องต้น เพื่อก้าจัดสิ่งปนเปื้อน และเนื้อเยื่อที่ไหม้ อาจเป็นตัวท้าให้ bacteria เจริญ ป้องกันการ ติดเชื้อและท้าให้แผลหายดี
2.3 ภาวะทุพโภชนาการ ดูแลด้าน โภชนาการ เนื่องจากภาวะ hypermetabolism และ hypercatabolismจาก injury stress response ร่างกายจึงต้องการพลังงานสูงขึ้น
2.1 ปัญหาความเจ็บปวด การบรรเทา ความเจ็บปวด โดยการดูแลให้ได้รับยาลดปวด ตามแผนการรักษา เช่น
morphine นอกจากจะท้าให้ความเจ็บปวดน้อยลง ยังช่วยลดความกลัว ท้าให้ผู้ป่วยสบายและสงบขึ้น
2.4 การประคับประคองด้านจิตใจ เพื่อ ลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยและญาติ โดยการ ให้ก้าลังใจและอธิบาย
ให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นพร้อมแนวทางการรักษาตามความเหมาะสม
ระยะฟื้นฟู(Rehabilitative phase)
เป็นระยะที่แผลหาย ผู้ป่วยพร้อมที่จะกลับบ้านปัญหาที่พบในช่วงนี้ ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการท้าหน้าที่ของส่วนต่างๆของร่างกายที่ไม่เหมือนเดิม อาจเกิดจากการหดรั้งของแผลเช่น บริเวณข้อต่างๆ จากแผลเป็น หรือจากความพิการ การสูญเสียอวัยวะจากการ บาดเจ็บ และก่อให้เกิดปัญหาทางด้านจิตใจเกี่ยวกับ ภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไปมาก จนบางครั้งอาจต้องปรึกษาจิตแพทย์
ระยะฉุกเฉิน (Resuscitative phase or Emergent phase)
ปัญหาที่พบในระยะ 24-72 ชั่วโมงแรกโดยเฉพาะใน 48 ชั่วโมงแรก ซึ่งเสี่ยง ต่อการเกิดอันตรายต่อชีวิต มีดังนี้
1 มีการสูญเสียสารน้้าจำนวนมากจน อาจเกิดภาวะ hypovolemic shock ได้
3 ความเจ็บปวดทางร่างกายและทาง จิตใจ
2 การหายใจบกพร่อง
การพยาบาล
ป้องกันการเกิดภาวะ hypovolemic shock จากการสูญเสียน้้า
2.3 ตวงและบันทึกจำนวนปัสสาวะ ทุกชั่วโมง สังเกตลักษณะสี รวมทั้งหาค่าความถ่วงจ้าเพาะ
2.2 ตรวจสอบสัญญาณชีพ ทุก 15 – 30 นาที ในชั่วโมงแรกๆ และต่อไปทุก 1 ชั่วโมง หรือตามสภาพ
ผู้ป่วย พร้อมทั้งประเมินระดับ ความรู้สึกตัวและประเมินการไหลเวียนของเลือด สู่ส่วนปลาย
2.1 ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับสารน้้าทดแทน ตามแผนการรักษา ชนิดของสารน้้าที่นิยมให้ในระยะแรกของ
burn shock period คือ Crystalloid solution เพียงอย่างเดียวใน 24 ชั่วโมงแรก
2.4 เจาะเลือดส่งตรวจ ABG, CBC, electrolyte, BUN, Cr, Total protein, Albumin, PT, PTTเป็นระยะๆ และติดตามผล การตรวจ Arterial Blood Gas เพื่อดูความเป็นกรดด่างของ ร่างกายและประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนก๊าซ
2.5ปูองกันปัจจัยเสริมที่ท้าให้ร่างกายสูญ เสียสารน้้ามากขึ้น โดยควบคุมอุณหภูมิห้อง และความชื้นของ
สิ่งแวดล้อม และขณะเปิดแผลไม่ควร expose แผลต่อสิ่งแวดล้อมนานๆ
2.6. ชั่งน้้าหนักวันละครั้ง
ป้องกันภาวะ respiratory distress
3.2 ให้ออกซิเจน ช่วยหายใจ ถ้ามีพิษ จากคาร์บอนมอนนอกไซด์ ให้ออกซิเจนที่มีความ เข้มข้น 100%
ทันที ถ้ายังไม่รู้สึกตัวภายใน 1 ชั่วโมง แพทย์อาจพิจารณาวิธี hyperbaric oxygen therapy
3.1 เตรียมอุปกรณ์และช่วยแพทย์ ในการใส่ท่อหายใจ ก่อนที่จะมีการอุดตันจากการ บวมของทางเดิน
หายใจ การเจาะคอ ในระยะนี้ควร หลีกเลี่ยงเนื่องจากมีการบวมของคอ
3.3 ในกรณีที่ผู้ป่วยหายใจลำบากจาก circumferential full thickness burn ที่อก ต้องเตรียมผู้ป่วย
ท้า escharotomy ทันที
การดูแลผู้ป่วยเมื่อแรกรับ 2-4 ชั่วโมงแรก
1.1 ประเมินสภาพเบื้องต้นตามหลัก ABC (Airway, Breathing, Circulation)
1.2 หยุดกระบวนการเผาไหม้ที่ยังหลงเหลืออยู่ ถอดเสื้อผ้าออกและส้ารวจอย่างละเอียด
1.3 ซักประวัติจากผู้ป่วยและญาติ โดย ข้อมูลที่ซักถามครอบคลุมถึงสาเหตุของการเกิด เพลิงไหม้ บริเวณที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่ปิด หรือเปิดในกรณีที่อาจมี inhalation injury ร่วมด้วย
1.3.1ชั่งน้้าหนักผู้ป่วยทันที เพื่อเป็นน้ำหนัก มาตรฐานของผู้ป่วยในการให้สารน้้า
1.3.2 เปิดเส้นเลือดเพื่อให้สารน้้าทางหลอดเลือดด้าตามแผนการรักษาของแพทย์
1.3.3 ใส่สายสวนปัสสาวะด้วยวิธี ปลอดเชื้อ เพื่อประเมินจ้านวนปัสสาวะและสังเกต อาการ
ปัสสาวะเป็นเลือด
1.3.4ใส่สาย Nasogastric tubeเพื่อประเมินดูการทำงานของกระเพาะอาหาร และเตรียม
สำหรับ early enteral feeding ในกรณีที่ ไม่สามารถรับประทานอาหารทางปากได้