Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Preparation and Nursing care for Pregnancy women with Special examination…
Preparation and Nursing care for Pregnancy women with Special examination (การตรวจพิเศษทารกในครรภ์)
Biophysical assessment
การตรวจด้วยคลื่นความถี่สูง (Ultrasonography)
การคัดกรองภาวะสุขภาพทารกในครรภ์ในระยะตั้งครรภ์แบบไม่รุกราน (NIPT)
ใช้ตรวจหาอายุครรภ์
ใช้ตรวจคัดกรองทารกดาวน์ซินโดรม
ชนิดของ U/S เพื่อวินิจฉัย
การตรวจทางช่องคลอด (Transvaginal U/S : TVUS)
ผู้ตรวจจะใช้ถุงยางอนามัยปราศจากเชื้อสวมที่หัวตรวจ
ไม่จำเป็นต้องทำให้กระเพาะปัสสาวะเต็ม
ขณะตรวจหญิงตั้ังครรภ์นอนท่า Lithotomy
ข้อบ่งชี้ในการทำ U/S
วินิจฉัยการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติ
Blighted ovum (ภาวะไข่ฝ่อ)
Missed abortion
Abortion
ตรวจดูตำแหน่งการเกาะของรก
Placenta previa
การเปลี่ยนแปลงของรก
Abruptio placenta
วินิจฉัยการตั้งครรภ์ในระยะเริ่มแรก
วินิจฉัยการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก การตั้งครรภ์นอนมดลูก
การเปลี่ยนแปลงของรังไข่และเยื่อบุโพรงมดลูกระหว่างรอบระดู
ตรวจดูตำแหน่งที่เหมาะสมก่อนทำ Amniocentesis
ความผิดปกติทางนรีเวช
ติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน
ก้อนในอุ้งเชิงกราน
ตำแหน่งของห่วงอนามัย
มดลูกผิดปกติ
ตรสจดูการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ คาดคะเนอายุครรภ์
ตรวจเพื่อติดตามการเจริญเติบโตของไข่และรักษาภาวะมีบุตรยาก
ตรวจดูความผิดปกติของทารกในครรภ์
DFIU
ครรภ์แฝด
กลุ่มอาการดาวน์
แนวของทารกและส่วนนำทารก
การตรวจทางหน้าท้องปกติ (Transabdominal U/S : TAUS)
หญิงตั้งครรภ์ต้องดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ทำให้ full bladder ก่อนรับการตรวจ เพื่อกระเพาะปัสสาวะดันมดลูกขึ้น
การตรวจ U/S ในแต่ละไตรมาส
การประเมินน้ำคร่ำ (Amniotic fluid assessment) :
ใช้ติดตามปริมาณน้ำคร่ำ
Single deepest vertical pocket (DVP)
เป็นการวัดปริมาณน้ำคร่ำที่มีแอ่งใหญ่ที่สุดในแนวดิ่ง
Amniotic fluid index (AFI)
หลักการวัด
แบ่งมดลูดเป็น 4 ส่วน ใช้จุดตัดผ่านสะดือและเส้น linea nigra เป็นหลัก
วัดปริมาณน้ำคร่ำแอ่งที่ลึกที่สุดในแนวดิ่งของแต่ละส่วน แล้วรวมกันเป็นค่า AFI
Oligohydramnios
ค่า AFI <= 5 cm / DVP < 2 cm
มักพบร่วมกับทารกที่ผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ ถุงน้ำรั่วก่อนกำหนด รกเสื่อม Postterm
Polyhydramnios
ค่า AFI >= 24 cm / DVP >= 8 cm
มักพบร่วมกับทารกที่ตัวโตผิดปกติ มารดาเป็นเบาหวาน ทารกพิการแต่กำเนิด/geneผิดปกติ Anemia Infection ครรภ์แฝดที่มีภาวะ twin-twin transfusion syndrome
ใช้วัดเชิงปริมาณ แม่นยำและง่ายต่อการทำซ้ำ
การหนาตัวของผิวหนังบริเวณหลังคอทารก (Thickened nuchal fold : NF)
ถ้าพบการหนาตัวของผิวหนังบริเวณหลังคอทารกในช่วง GA 18-20 wks หนา>=6 mm จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการดาวน์ในทารก
Second Trimester and Third Trimester Ultrasound examination
การวัดความยาวของกระดูกต้นขา (Femur lenght : FL)
การวัดเส้นรอบวงศีรษะ (Head circumference : HC)
ใช้ค่า HC คำนวณอายุครรภ์ได้แม่นยำกว่า BPD
การวัดความกว้างของกระดูก Parietal (Biparietal diameter : BPD)
ใช้ทำนายอายุครรภ์ในช่วง 14-20 สัปดาห์
การวัดเส้นรอบท้อง (Abdominal circumference : AC )
ทำนายอายุครรภ์และน้ำหนักตัวเด็ก เพื่อประเมินการเจริญเติบโตของทารก
First Trimester Ultrasound examination
การวัดความหนาของน้ำที่สะสมอยู่ใต้ผนังหลังคอทารก (Nuchal translucency : NT)
ต้องทำร่วมกับ free beta-hCG และ PAPP-A
ทำเมื่อ GA 11-13 wks หรือทารกมีคาวมยาว(CRL) 45-84 mm
ความยาวจากศีรษะทารกถึงก้น (Crown-rump length : CRL)
GA ที่เหมาะสมคือ 6-14 สัปดาห์ โดยการตรวจ TAUS
การวัดจะวัดส่วนที่ยาวที่สุดของตัวเด็กจากส่วนยอดศีรษะตัวอ่อนถึงส่วนล่างของกระดูกสันหลัง
นิยมทำในไตรมาสที่1ของการตั้งครรภ์
อาจพบความคลาดเคลื่อนถ้าวัดเอา yolk sac และส่วนแขนขา/ลำตัวเด็กงอเกินไป
ถุงการตั้งครรภ์ (Gestational sac : GS )
ถุงการตั้งครรภ์จะมีลักษณะรูปร่างกลม เเห็นขอบ sac มีลักษณะเป็นสองชั้น
พบ yolk sac
การวัด GS วัดทั้ง 3 แนว กว้าง ยาว สูง แล้วหาค่าเฉลี่ยไปเทียบหาอายุครรภ์จากตาราง
ตรวจพบเมื่ออายุครรภ์ 5-7 สัปดาห์
พบ GS ได้เร็วสุดเมื่อ GA 5 wks จะพบ MSD ขนาด 2 mm จะเพิ่มขึ้นวันละ 1 mm เมื่อ MSD เกิน 25 mm ใช้ค่า MSD ที่วัดได้ +30 จะเท่ากับอายุครรภ์เป็นวัน
ถ้าพบตัวอ่อนแล้ว จะนิยมประเมินGAจากการวัดตัวอ่อน
ทำก่อน GA 14 wks จะแม่นยำที่สุด
การตรวจความผิดปกติอื่นๆของการคั้งครรภ์
Abortion
Incomplete Abortion
Complete Abortion
Inevitable Abortion
Missed Abortion
Blight ovum
Ectopic pregnancy
Threatened Abortion
Molar pregnancy
ครรภ์แฝด
การตรวจความผิดปกติในการเจริญเติบโตของทารกและความพิการแต่กำเนิด
Anencephaly
Hydrocephalus
Spina bifida
Cleft lip/Cleft palate
Gastroschisis
Clubfoot
Hydrop fetalis
บทบาของพยาบาล
ก่อนตรวจ ให้ข้อมูลถึงวัตถุประสงค์และวิธีการ ประโยชน์ ข้อจำกัดของการตรวจ ตอบข้อซักถาม/ข้อสงสัยเกี่ยวกับการตรวจ
ขณะตรวจ จัดท่าเพื่อเข้ารับการตรวจ
TAUS : ควรนอนหงาย จัดให้นอนหนุนหมอนสูงและหันศีรษะเอียงเล็กน้อย และนำผ้าห่มที่ม้วนรองไว้ใต้สะโพกด้านใดด้านหนึง เพื่อเพิ่มความสุขสบายและป้องกันการเกิด Supine hypotension
TVUS : ควรจัดในท่านอนหงายราบชันเข่า (Lithotomy position)
หลังตรวจ เช็ดทำความสะอาดเจลเพื่อความสุขสบาย เปิดโอกาสให้ซักถามข้องข้องใจ และแสดงความยินดีในกรณีที่ผลตรวจปกติ
การประเมินสุขภาพทารกในครรภ์ (Fetal Biophysical Profile : BPP)
ศึกษา Biophysical activity หรือการเคลื่อนไหวของอวัยวะต่างของทารกในครรภ์
การศึกษา BPP ดูตัวแปร 5 อย่าง
กำลังกล้ามเนื้อของทารก (Fetal tone : FT)
การที่หัวใจทารกตอบสนองเมื่อทารกเคลื่อนไหว (Reactive fetal heart rate)
การเคลื่อนไหวของทารกทั้งร่างกาย (Gross body movement : FM)
นำมาคิดคะแนนเป็น Fetal biophysical profile scoring
ใช้ได้ละเอียดแม่นยำกว่าการตรวจ NST / CST
ปริมาณน้ำคร่ำ (Amniotic fluid index : AFI)
การหายใจของทารก (Fetal breathing movement : FBM)
Biochemical assessment
การวินิจฉัยทารกก่อนคลอด (Prenatal diagnosis)
การเจาะดูดน้ำคร่ำ (Amniocentesis)
ภาวะแทรกซ้อนของ Amniocentesis
แทงเข็มเข้าไปใน Bladder
ถ้าเจาะถูกรกอาจทำให้เกิด Fetomaternal bleeding
มีการรั่วซึมการน้ำคร่ำตรงตำแหน่งที่เจาะ
ติดเชื้อในมารดาและทารก อาจเกิด Chorioamnionitis และอาจตืดเชื้อในกระแสเลือดได้
แทงเข็มถูกทารก อาจทำให้เกิด Subcutaneous emphysema and Fetal pneumothorax
มดลูก contraction ทำให้เกิดการแท้ง/คลอดก่อนกำหนดได้
ถ้าแทงถูกสายสะดือ ทำให้เกิด hematoma จนกด umbilical vessels ทารกเกิดภาวะขาดออกซิเจนได้
การเสียเลือดทีออกจากบริเวณที่แทงเข็ม และ Hematoma ที่ผนังหน้าท้อง
วัตถุประสงค์
เพื่อการวินิจฉัย
ตรวจหาเพศของทารก จาก Barr bodies
การทำ Amniography
ประเมินการมีชีวิตอยู่ของทารกในครรภ์
ประเมินอายุครรภ์ในรายที่ไม่ทราบ EDC ที่แน่นอน/รายที่เกินกำหนดคลอด หรือเพื่อดู fetal maturity
เพื่อการรักษา
ทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุด
ทำแท้งเพื่อการรักษา
กระตุ้นให้เกิดการเจ็บครรภ์คลอด
ลดความดันภายใน amniotic cavity ลดอาการอึดอัดในกรณีครรภ์แฝดน้ำ
ตรวจหาความผิดปกติทางโครโมโซม
มารดาเคยคลอดบุตรที่มีความผิดปกติทางโครโมโซม
บิดาและมารดามีความผิดปกติทางโครโมโซม
มารดาอายุ>=35 ปี นับถึง EDC
มารดามีประวัติ Habitual abortion
ตรวจคัดกรองจาการตรวจเลือดมารดาได้ผลผิดปกติ
ตรวจพบความพิการภายนอกจากการ U/S
ตรวจพบภาวะ IUGR
บทบาทพยาบาล
เตรียมอุปกรณ์ให้ปราศจากเชื้อ ยาชา
ขณะเตรียมผิวหนังด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนแทงเข็ม ควรอธิบายให้หญิงตั้งครรภ์ทราบ ให้กำลังใจในขณะที่แพทย์ทำการเจาะถุงน้ำ
ช่วยส่งหลอดใส่น้ำคร่ำแล้วบรรจุใส่ในถุงพลาสติกและใส่กระติกน้ำแข็ง
วัด BP และฟัง FHS เพื่อเปรียบเทียบก่อน-หลังทำ
ดูแลจัดท่าให้นอนหงาย คลุมผ้าบริเวณหน้าท้อง รองหมอนบริเวณใต้ก้นด้านขวา เพื่อป้องกันภาวะ Supine hypotension
หลังทำให้หญิงตั้งครรภ์นอนหงาย กดแผลไว้ประมาณ 1 นาทีและปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรั่วซึมของน้ำบริเวณที่แทงเข็มและสังเกตดูการรั่วซึมของน้ำคร่ำ
ให้หญิงตั้งครรภ์ถ่ายปัสสาวะเพื่อให้กระเพาะปัสสาวะว่าง
ฟัง FHS ทุก 15 นาที จนครบ 1 ชั่วโมง
อธิบายให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ วิธีการทำ และการปฏิบัติตัวหลังทำ
สังเกตอาการของหณิงตั้งครรภ์ และวัด V/S 2 ครั้งห่างกัน 15 นาที
ถ้าแพทย์เจาะได้เลือดหรือน้ำคร่ำปนเลือด ให้สังเกตและประเมินตามข้อ9และ10 ต่ออีก 1-2 ชั่วโมง เพื่อจะได้ช่วยเหลือได้ทันหากเกิดภาวะแทรกซ้อน
ให้คำแนะนำก่อนกลับบ้านและสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น
ความหมาย
เป็นหัตถการที่นิยมทำมากสุดในการตรวจหาความผิดปกติทางโครโมโซมในทารกก่อนคลอด
การทำ Amniocentesis มักทำในช่วงอายุครรภ์ 16-18 สัปดาห์
เป็นหัตถการที่ใช้ในการการเจาะน้ำคร่ำผ่านทางหน้าท้องมารดา
ในไตรมาส 3 ทำเพื่อดูความสมบูรณ์ของปอดทารกและดูสุขภาพทารกในครรภ์กรณีที่มารดามีภาวะ Rh immunization
การเจาะเลือดจากสายสะดือทารก (Cordocentesis / Fetal blood sampling)
ภาวะแทรกซ้อนของ Cordocentesis
รกลอกตัวก่อนกำหนด กรณีที่เจาะผ่านรก
ภาวะเลือดออกจากทารกสู่มารดา
Infection
หัวใจทารกเต้นช้า
ก้อนเลือดที่สายสะดือ
ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด
มีเลือดออกจากตำแหน่งที่เจาะ
เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
Abortion
ความหมาย
วินิจฉัยการขาดปัจจัยที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดทารกและภาวะกรด-ด่างของทารก
ใช้รักษาทารกด้วยยาโดยให้ผ่านทางสายสะดือ กรณีที่ไม่สามารถวิธีอื่นได้
ตรวจหาโครโมโซมและโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
Thalassemia
อายุครรภ์ที่เหมาะสม คือ ตั้งแต่ 18 สัปดาห์ขึ้นไป
บทบาทพยาบาล
เหมือนกับทำ CVS
การเก็บชิ้นเนื้อรกส่งตรวจ (Chorionic villus sampling : CVS)
ภาวะแทรกซ้อน
มีก้อนเลือดใต้ชั้น chorion
การแตก/รั่วของถุงน้ำคร่ำ
เลือดออกทางช่องคลอด
ภาวะเลือดออกจากทารกเข้าสู่มารดา
Infection
ทารกพิการแต่กำเนิด
Abortion
วิธีตรวจ CVS
Transcervical chorionic villus sampling
อายุครรภ์ที่เหมาะสม 9สัปดาห์ครึ่ง - 11สัปดาห์ 6 วัน
เป็นการสอดเครื่องมือผ่านคอมดลูกเข้าไปยัง chorion frondosum แล้วตัด/ดูด chorionic villi มาตรควจ
Transabdominal chorionic villus sampling
เป็นการทำ CVS ผ่านทางผนังหน้าท้อง ซึ่งเป็นการหลีกลเี่ยงการติดเชื้อได้
อายุครรภ์ที่เหมาะสม 9-40 สัปดาห์
บทบาทพยาบาล
เตรียมอุปกรณ์ให้ปราศจากเชื้อ น้ำยาเพาะเลี้ยงเซลล์ (culture media)
ให้กำลังใจและอยู่เป็นเพื่อนหญิงตั้งครรภ์ขณะแพทย์ทำการตรวจ
วัด V/S
จัดเตรียมภาชนะที่ใส่และช่วยแพทย์เก็บชิ้นเนื้อรก โดยเก็บไม่น้อยกว่า 10-30 mg เพื่อเพียงพอสำหรับการตรวจหาโครโมโซม DNA และ Enzyme
ดูแลจัดท่านอนในท่า Lithotomy กรณีตรวจทางช่องคลอด
หลังตรวจเสร็จ ดูแลให้หญิงตั้งครรภ์นอนพักและวัด V/S
วิธีนี้แพทย์นิยมให้ปัสสาวะเหลืออยู่บ้าง จึงไม่จำเป็นต้องทำให้กระเพาะปัสสาวะว่าง
แนะนำให้งดทำงานหนักอย่างน้อย 1 วันและงดมีเพศสัมพันธ์ภายใน 1-2 สัปดาห์
อธิบายให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ วิธีการทำ และการปฏิบัติตัวหลังทำ
ถ้ามีอาการผิดปกติหลังทำ เช่น ปวดท้องรุนแรง มีเลือดออก ให้รีบมาโรงพยาบาลทันที
ความหมาย
ช่วยในการค้นหาความผิดปกติของโครโมโซมและ DNA
ช่วยในการตรวจความผิดปกติคล้ายกับการทำ Amniocentesis
Hemophilia A
Rubella agent
ความผิดปกติของต่อมหมวกไตและกล้ามเนื้อ
ความผิดปกติของ Hb
เป็นการวินิจฉัยทารกในครรภ์จากเซลล์ของทารกในไตรมาส 1 (10-13 wks)
การตรวจเลือดมารดา (Maternal blood test)
ไตรมาส 2
ตรวจระดับฮอร์โมน hCG
เป็นไกลโคโปรตีนที่สร้างมาจาก Syncytiotrophoblast ของรก
มี 2 รูปแบบ
free beta-hCG
intact hCG
การตรวจแบบ Triple test
อายุครรภ์ที่เหมาะสม 16-18 สัปดาห์
เพื่อคัดกรองภาวะ NTD และ trisomy 21
ตรวจ Unconjugate estriol (uE3)
ค่า uE3 ในเลือดจะเพิ่มขึ้นตลอดการตั้งครรภ์
หากค่า uE3 <0.7 MOM
ทารกอาจมีภาวะ Down's syndrome
ส่วนใหญ่สร้างมาจาก Syncytiotrophoblast ของรก
ตรวจ Alpha fetoprotein (AFP)
การแปลผล AFP
ค่าปกติ 2.0-2.5 MOM
ค่า AFP สูงกว่าปกติ
ทารกมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Neural tube defect (NTD)
Spina bifida
Myelomeningocele
Anencephaly
Omphalocele
ค่า AFP น้อยกว่าปกติ
ทารกที่มีโครโมโซมผิดปกติมีการเจริญเส้นเลือดน้อยกว่าปกติ (undervascularization)
มารดาเป็นเบาหวานชนิด IDDM หรือมีภาวะอ้วน
ทารกมีโครโทโซมผิดปกติ เช่น trisomy 18
สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 6 สัปดาห์ขึ้นไป
ไตรมาส 3
ตรวจหาระดับ estriol ในปัสสาวะมารดา
ตรวจได้เมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์
ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมเนื่องจากวิธีอื่นสะดวกและรวดเร็วกว่า
การวิเคราะห์น้ำคร่ำ (Amniotic analysis)
เป็นการตรวจดูความสมบูรณ์ของปอด
L/S ratio (Lecitin/Sphingomyelin ratio)
สัดส่วนของ L/S อย่างน้อย 2:1 หรือ >2
ปอดของทารกเจริญเต็มที่ ไม่ค่อยเกิดภาวะ RDS
Shake test and Foam Stability test (FSI)
เป็นการทดสอบด้วยการดูการรักษาฟองอากาศที่เกิดขึ้นเมื่อเขย่าน้ำคร่ำที่ผสม ethanal
การแปลผล
พบฟองอากาศ 2 หลอดแรก
Intermediate
1 more item...
พบฟองอากาศเพียงหลอดเดียว/ไม่พบเลย
Negative
1 more item...
พบฟองอากาศเกิดขึ้น 3 หลอดแรก
Positive
1 more item...
ตรวจระดับฮอร์โมน Human placental lactogen (hPL)
ปกติระดับของ hPL จะเพิ่มขึ้นตามอายุครรภ์จนถึง 36-37 สัปดาห์ จากนั้นจะคงที่หรือลดลงเล็กน้อย
ระดับ hPL ปกติ มีค่า 5.4-7.0 micro g./ml
ถ้า <4.0 micro g./ml
ทารกในครรภ์อยู่ในภาวะอันตราย
Postterm
Chronic hypertension
IUGR
ทารกพิการแต่กำเนิดรุนแรง
ถ้า >ค่าปกติ
มารดาที่ตั้งครภ์เป็นเบาหวาน
ทารกตัวโตและรกมีขนาดใหญ่
ครรภ์แฝด
มีภาวะ erythroblastosis
สร้างมาจาก Syncytiotrophoblast ของรก
ไตรมาส 1
การตรวจ
ตรวจ Free beta-humanchorionic gonadotropin
ตรวจ Pregnancy-associated plasma protein-A (PAPP-A)
เพื่อคัดกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์
สามรถทำร่วมกับการตรวจ NT ในอายุครรภ์ 11-13 สัปดาห์
การแปลผล
ค่า beta-hCG > 2.0 MOM และค่า PAPP-A < 5.0 MOM
ทารกเสี่ยงที่จะมี trisomy 21 /เป็นกลุ่มอาการดาวน์
ค่า beta-hGC and PAPP-A ที่ต่ำ
ทารกเสี่ยงที่โครโมโซฒคู่ที่ 13 / 18 เกิน
Electronic fetal monitoring
Non Stress Test : NST
วิธีการตรวจ
ติดเครื่องบันทึกอัตราการเต้นของหัวใจทารก เครื่องบันทึกการหดรัดตัวของมดลูกภายนอก และเครื่องบันทึกการเครื่องไหวของทารกในครรภ์
ใช้เวลา 20 นาที ถ้าครบเวลาและยังไม่รู้สึกว่าทารกเคลื่อนไหว ต้องกระตุ้นทารกในครรภ์ด้วยการใช้เสียงหรือ FAST (กรณีที่ไม่มีเครื่องกระตุ้นให้ตรวจต่อเป็นเวลา 40 นาที)
ให้หญิงตั้งครรภ์นอนตะแคงซ้าย / ท่า Semi fowler
การแปลผล
Reactive
ถ้าพบการตอบสนองอย่างน้อง 2 ครั้งใน 20 นาที = ทารกมีสุขภาพดี
ควรตรวจซ้ำทุกสัปดาห์
มีการเพิ่มขึ้นของอัตราการเต้นของหัวใจทารก >15 bpm และคงอยู่อย่างน้อย 15 วินาที เมื่อทารกเคลื่อนไหว
กรณีที่เป็น Reactive with decelerations
ควรตรวจ U/S เพื่อหาสาเหตุ เช่น
Nuchal cord/ภาวะแทรกซ้อนอื่นเกี่ยวกับสะดือ
IUGR
Oligohydramnios
ควรตรวจ BPP เพิ่มเติม เพื่อยืนยันความปลอดภัยของทารก
มักเกิดจากสายสะดือถูกกดชั่วคราว
Nonreactive
เป็นการบ่งชี้ภาวะพร่องO2ในเลือด/ภาวะเลือดเป็นกรด/สาเหตุอื่น เช่น
มารดาสูบบุหรี่
ทารกมีความผิดปกติของระบบประสาท/หัวใจ
ติดเชื้อในกระแสเลือด
ทารกหลับ
มารดากินยาที่มีผลต่อการเต้นของหัวใจ
ทารกอายุครรภ์น้อย
ผลที่ได้ไม่ครบตามเกณฑ์ของ Reactive แต่ต้องตรวจอย่างน้อย 40 นาที ไม่เกิน 120 นาที
ถ้าพบผลกรณีอื่นๆ
ผล False positive
มีปัจจัยมาจากมารดา
ยากล่อมประสาท
ยาระงับปวด
ได้รับยาสลบ
ยา beta-sympatomimetic agent
ผล False negative
ตรวจเพียง 10 นาที
ตรวจในขณะที่ทารกหลับ
ข้อบ่งชี้ในการทำ NST
Pregnancy-induced hypertension : PIH
Chronic hypertension
Intrauterine Growth Retardation : IUGR
Gestational Diabetes Mellitus : GDM
Postterm
ทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลง
Oligohydramnios
มารดาอายุมากกว่า 35 ปี
ความผิดปกติอื่นๆ
ภาวะแทรกซ้อนทางศัลยกรรม
Rh immunization
ภาวะแทรกซ้อนทางอายุรกรรม
บทบาทพยาบาล
บันทึก FHR ไปเรื่อยๆ ตลอดการทดสอบ
แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์กด marker เพื่อบันทึกเมื่อรู้สึกว่าเด็กดิ้น
ดูแลให้ Tocodynanometer ของ external monitor อยู่ที่ระดับยอดมดลูก เพื่อจะได้บันทึกการหดรัดตัวของมดลูกที่เกิดขึ้นเองหรือเด็กดิ้น ระวังไม่ให้สายยืดที่คาดบริเวณหน้าท้องหลุดหรือเคลื่อนผิดตำแหน่ง
ขณะตรวจควรสังเกตอาการและอาการแสดงของ Supine hypotension จากการนอนหงายนานๆของสตรีตั้งครรภ์ โดยวัด BP เปรียบเทียบก่อน-หลังทำ
วัด BP ก่อนตรวจและระหว่างการตรวจทุก 10-15 นาที หาก BP ลดลง ให้ปรับเปลี่ยนท่านอน
เมื่อตรวจเสร็จควรเช็ดเจลออกจากหน้าท้องและช่วยดูแลให้หยิงตั้งครรภ์ลุกช้าๆ ติดตามและให้คำแนะนำที่เหมาะสมต่อไป
จัดท่านอนในลักษณะ Semi fowler หรือนอนศีรษะสูงประมาณ 20 องศา
จดชื่อ-สกุล เลขที่โรงพยาบาล เวลาที่เริ่มและสิ้นสุดกราฟ
อธิบายให้หญิงตั้งครรภ์ทราบขั้นตอนและวิธีตรวจ
ความหมาย
เป็นการประเมินสุขภาพทารกในครรภ์ โดยอาศัยความสัมพันธ์ของจังหวะการเต้นหัวใจทารกที่เร็วขึ้นในขณะที่ทารกดิ้น และยังเป็นส่วนหนึ่งของการทำ BPP
ควรตรวจ NST เมื่อ GA 32 wksขึ้นไป แต่ถ้าภาวะของมารดดาและทารกเสื่อมลงก่อนสามารถตรวจเร็วกว่านั้นได้
Contraction Stress Test : CST
วิธีการทำให้เกิด contraction
The breast self-stimulation test : BSST
การกระตุ้นเต้านมและหัวนทด้วยตนเอง
วิธีทำ
ทำการนวดหัวนมทั้งสองข้างประมาณ 2 นาที / จนกระทั่งมดลูก contraction 3 ครั้งภายใน 10 นาที นานครั้งละ 40-60 วินาที
ให้นวดซ้ำได้หลังจากนวดครั้งแรก 5 นาที
กระตุ้นบริเวณหัวนมด้วยผ้าชุบน้ำอุ่น
The oxytocin challenge test : OCT
ให้ oxytocin ทาง IV
เกิด contraction อย่างน้อย 3 ครั้งใน 10 นาที
มีระยะเวลาหดรัดตัวนาน 40 วินาที
การแปลผล
Negative
ทารกปกติ
ตรวจไม่พบ late deceleration / significant variable deceleration
Positive
ทารกผิดปกติ
ตรวจพบ late deceleration > 50% เมื่อมดลูกหดรัดตัว
ถ้าพบผลกรณีอื่นๆ
ผล False positive
อาจเกิดจาก Aorta-caval compression ระหว่างมดลูกหดรัดตัว
การแปลผลผิดพลาด อาจทำให้มารดาและทารกเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น
C/S
Hyaline membrane disease
Neonatal death
ผล False negative
การที่ทารกเสียชีวิตในครรภ์
อาจเกิดจากเหตุการณ์ที่ไม่รู้มาก่อน
รกลอกตัวก่อนกำหนด
ความพิการแต่กำเนิด
สายสะดือย้อย
เกิดจากขาดสมดุลเคมีในร่างกาย
มารดาเป็นเบาหวานควบคุมไม่ได้
ข้อบ่งชี้ในการทำ CST
ทำเหมือน NST แต่มีข้อห้าม ดังนี้
ครรภ์แฝด
มีเลือดออกทางช่องคลอดในไตรมาส 3
มดลูกมีรูปร่างผิดปกติ
ปากมดลูกหลวม
มีประวัติเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
รกเกาะต่ำ
หญิงตั้งครรภ์ที่เคยได้รับการผ่าท้องทำคลอดแบบ Classical
ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนการเจ็บครรภ์
บทบาทพยาบาล
ดูแลให้ Tocodynanometer และ Droppler FHR transducer ติดกับหน้าท้องหญิงตั้งครรภ์และปรับให้ได้สัญญาณที่ดีที่สุด ระวังอย่าให้เคลื่อน และดูแลให้ได้รับ oxytocin IV ตลอดจนเฝ้าสังเกตภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น
เฝ้าสังเกต 15-20 นาที เพื่อประเมิน FHR reactivity โดยกำหนดให้การหดรัดตัวของมดลูกที่เพียงพอ คือ 3 ครั้งใน 10 นาที นาน 40-60 วินาที
วัด BP เป็น base line และวัดซ้ำทุก 10 นาที ในระหว่างการทดสอบ เพื่อไม่ให้มี supine hypotension เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของการไหลเวียนเลือดที่รกลดลง และทำให้มีผล False positive ได้
สังเกต contraction ถ้า contraction เองไม่ต้องให้ oxytocin กระตุ้น ถ้าcontraction เองไม่ได้ แต่มี late deceleration ถือเป็นข้อห้ามในการให้ oxytocin ต่อ
จัดท่าให้อยู่ในท่า Semi fowler หรือเอียงข้าง ป้องกัน Supine hypotension
ดูแลปรับหยด oxytocin เพิ่มอัตราการให้อย่างช้าๆ ตามแผนการรักษาของแพทย์
อธิบายให้หญิงตั้งครรภ์ทราบขั้นตอนและวิธีตรวจ
ถ้าพบมี late deceleration ทุกครั้งของการหดรัดตัว แม้ว่า contraction ไม่เพียงพอ สรุปได้ส่าเป็นผลบวกและหยุดทดสอบได้
หลังหยุดให้ oxytocin แล้วให้ monitor การหดรัดตัวต่อไปจนกว่าการหดตัวกลับคืนมาสู่ภาวะปกติ
ติดตามผลการตรวจ และวางแผนให้การพยาบาลที่เหมาะสมกับปัญหาของหญิงตั้งครรภ์
ความหมาย
ควรตรวจ CST ทันทีหากพบว่าผล NST ผิดปกติ
การตรวจอาศัยหลักการทางสรีรวิทยาของระดับออกซิเจนในทารก
เป็การทดสอบการเปลี่ยนแปลงของ FHS เมื่อมดลูก contraction
วัตถุประสงค์
ตรวจคัดกรองหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงสูงว่าเลือดไปเลี้ยงมดลูกและรกพอหรือไม่ก่อนเจ็บครรภ์คลอด
ถ้าตั้งครรภ์ต่อไปทารกจะทนต่อการหดรัดตัวของมดลูกเมื่อเจ็บครรภ์คลอดได้หรือไม่
ผู้จัดทำ นศพต.เนติธร ใจงิ้วคำ ชั้นปีที่3 เลขที่ 30 วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ