Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 15 ทักษะทางสังคมและการควบคุมตนเอง (15.2 การควบคุมตนเองสู่เป้าหมาย…
บทที่ 15
ทักษะทางสังคมและการควบคุมตนเอง
15.1 ทักษะการแสดงออกที่เหมาะสม
ทักษะทางสังคมในสถานการณ์ต่างๆ
ทักษะพื้นฐาน
การประสาตา
คือ เป็นการมองไปยังบุคคลที่ตนเองสนทนาด้วย เพื่อบอกให้รู้ว่าผู้พูดมีเจตนาหรือความจริงใจในสิ่งที่พูด
การใช้น้ำเสียง
คือ ความสัมพันธ์อย่างเหมาะสมระหว่างระดับความทุ้มของเสียง ระดับความดังของเสียง และการเน้นเสียงที่ใช้ในการสนทนา
การวางท่าทาง
คือ เป็นการแสดงออกทางร่างกายส่วนต่างๆในขณะสนทนาซึ่งควรจะมีความเหมาะสมกับสภาพการณ์
การแสดงออกทางสีหน้า
คือ เป็นการแสดงออกทางอารมณ์ทางใบหน้าที่ควรมีความสอดคล้องกับสถานณ์การณ์หรือเรื่องที่กำลังสนทนา
ทักษะพื้นฐานในการสนทนา
การแนะนำตัว
คือ เป็นการเสนอให้บุคคลอื่นทราบว่าตนเองเป็นใครในเบื้องต้น ซึ่งสมควรใช้อย่างยิ่งในการทำความรู้จักกับบุคคลอื่นในครั้งแรก
การสร้างความเป็นกันเองในการสนทนา
คือ เป็นการสร้างความเป็นกันเอง เช่น การทักทาย การให้คำชมต่อกัน หรือการสนทนากันเล็กๆน้อยๆด้วยเรื่องทั่วๆไป
การใช้คำถาม
คือ คำถามที่ใช้มี 2 แบบ ได้แก่ 1) คำถามปิด เป็นคำถามที่ต้องการหาข้อมูลโดยให้ผู้ตอบตอบเพียงสั้นๆ
2) คำถามเปิด เป็นคำถามที่ต้องการให้ผู้ตอบเล่าเรื่อง แสดงความรู้สึก หรือแสดงความคิดเห็น
ทักษะการฟัง
คือ ทักษะในการฟังเพื่อทราบให้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่ผู้สนทนาสื่อความออกมา การฟังจึงต้องอาศัยความตั้งใจ ที่จะแสดงให้ผู้ร่วมสนทนาเห็นถึงการใส่ใจหรือตั้งใจฟังคู่สนทนา
ข้อควรระวังขณะสนทนากับบุคคลอื่น
1) ไม่ควรผูกขาดการพูดเพียงฝ่ายเดียว ควรยิงคำถามไปยังบุคคลอื่นเพื่อให้เขามีโอกาสร่วมสนทนาบ้าง
2) ไม่ควรแย่งบุคคลอื่นพูดในขณะที่เขายังพูดไม่จบ
3) ไม่ควรติติงหรือขัดคอคู่สนทนาโดยไม่จำเป็น เพราะอาจจะทำให้คู่สนทนาเสียหน้าและไม่อยากคบอีกต่อไป
4) ไม่ควรใช้มือแคะแกะเกาส่วนใดๆ บริเวณหน้าตาหรือศีรษะ เนื่องจากคู่สนทนาจะทำตามเพราะรู้สึกอีกฝ่ายกำลังบอกใบ้ถึงความบกพร่องที่อาจมีขึ้นในบิเวณดังกล่าว นอกจากนี้ยังทำให้ผู้พูดสะดุดและขาดความมั่นใจที่จะพูดอีกต่อไป
การให้คำชมผู้อื่นและการตอบรับคำชม โดยปฏิบัติ ดังนี้
1) กล่าวคำ"ขอบคุณ" ทุกครั้งเมื่อได้รับคำชม
2) ถ้าต้องการถ่อมตน ให้ยกความดีความเด่นที่ได้จากคำชมไปให้กับบุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ถูกชม
3) หากต้องการยกความดีให้ผู้ชม อาจชมกลับได้ตามหลักข้างต้น แต่มีข้อสังเกตว่า ไม่ควรชมกลับในสิ่งเดียวกันกับที่เขาชม เพราะอาจทำให้เกิดการเปรียบเทียบและแข่งขันกันได้
ทักษะการร้องขอและปฏิเสธคำร้องขอของผู้อื่นอย่างเหมาะสม
มีหลักการ ดังนี้
1) พูดขึ้นต้นอย่าสุภาพ
3) พูดร้องขออย่างสุภาพ
2) พูดชมสักเล็กน้อยในสิ่งที่จะร้องขอ
การร้องขอให้ผู้อื่นหยุดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์จะให้เกิดขึ้น มีหลักดังนี้
1) พูดขึ้นอย่างสุขภาพว่า "ขอโทษครับ"
2) พูดถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเราที่มีต่อพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์นั้น
3) พูดร้องขอให้หยุดแสดงพฤติกรรมนั้น
การปฏิเสธบุคคลที่ร้องขอแบบดื้อรั้น
จะใช้หลักการปฏิเสธแบบเข้าใจความรู้สึกและแบบขยายเพิ่ม ดังนี้
1) การปฏิเสธคำขอแบบธรรมดา
2) การปฏิเสธคำขอที่เหมาะสมแบบเข้าใจความรู้สึก
3) ใช้การแสดงออกที่เหมาะสมแบบขยายเพิ่ม
การปฏิเสธคำร้องขอของผู้อื่นอย่างเหมาะสม
การแสดงออกที่เหมาะสมทำดังนี้
1) เริ่มต้นด้วย"ขอโทษครับ"
2) พูดแสดงเหตุผลความจำเป็นที่ไม่สามารถปฏิบัติตามคำขอนั้นได้
3) อาจให้ความช่วยเหลือบ้างตามที่สมควร ถ้าเห็นว่าผู้ร้องขอนั้นมีความจำเป็นจริงๆ
แนวคิดเบื้องต้น
ความหมายของทักษะทางสังคม
คือ ความสามารถที่จะรู้จัก เข้าใจความรู้สึก ความต้องการทางจิตใจ หรือความต้องการต่างๆของคนที่เราเกี่ยวข้องด้วย รวมทั้งรู้จักที่จะสร้างสานสายสัมพันธ์ให้มั่นคงด้วยความรัก ความเอาใจใส่ เอื้ออาทรต่อผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง รู้จักการแสดงออกอย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ต่างๆ
ความเชื่อและสิทธิพื้นฐานในการแสดงออกที่เหมาะสม
คือ ซึ่งจะขอกล่าวถึงในบางประการที่สำคัญ ดังนี้
ความเชื่อพื้นฐาน
1) การยืนหยัดเพื่อตนเองและการทำให้คนอื่นรู้จักตัวของเรานั้น เป็นการเคารพตนเองรวมทั้งเป็นการที่จะได้รับการเคารพจากผู้อื่น ทั้งนี้เมื่อมีการแสดงความรู้สึกของเราออกมาอย่างจริงใจ ตรงไปตรงมาด้วยท่าทีที่เหมาะสมแล้ว
2) การไม่ให้ผู้อื่นรู้ว่าเราคิดหรือรู้สึกอย่างไร เป็นการเห็นแก่ตัวเท่าๆกับการไม่สนใจความรู้สึกและความคิดของคนอื่น นอกจากนี้ การเสียสละความเป็นส่วนตัวของเราเองและปฏิเสธความรู้สึกส่วนตัวของเรามักจะนำไปสู่ความร้าวรานในความสัมพันธ์หรือความสัมพันธ์ไม่สามารถจะพัฒนาต่อไปได้ และยังเป็นการสอนให้บุคคลอื่นเอาเปรียบเรา
สิทธิพื้นฐาน
1) เราทุกคนมีสิทธิอย่างเต็มที่ที่จะได้รับการเคารพจากผู้อื่น
2) เราทุกคนมีสิทธิที่จะมีความต้องการ และความต้องการนั้น ก็สำคัญเท่ากับความต้องการของคนอื่นยิ่งกว่านั้น เรามีสิทธิที่จะร้องขอ(ที่มิใช่เป็นการเรียกร้อง)ให้บุคคลอื่นตอบสนองต่อความต้องการของเรา และให้สิทธิที่จะตัดสินใจว่าเราจะสนองตอบตามความต้องการของผู้อื่นหรือไม่
3) เราทุกคนมีสิทธิที่จะมีความรู้สึก และแสดงความรู้สึกนั้นออกมาในทิศทางที่ไม่ไปก้าวกายศักดิ์ศรีของบุคคลอื่น
4) เราทุกคนมีสิทธิที่จะตัดสินใจว่า เราจะทำตามความคาดหวังของผู้อื่นหรือไม่ หรือจะแสดงออกในวิถีทางที่คิดว่าเหมาะสมกับเรา ตราบเท่าที่การแสดงออกของเรานั้นไม่ไปก้าวก่ายสิทธิของผู้อื่น
5) เราทุกคนมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นเป็นของตนเอง และแสดงความคิดเห็นนั้นออกไป
พฤติกรรมกล้าแสดงออก:ความกล้ายืนยันตัวเอง
คือ จัดเป็นพฤติกรรมไม่กล้าแสดงออก เนื่องจากบุคคลไม่สามารถที่จะปฏิเสธการร้องขอหรือแสดงออกถึงสิ่งที่ตนต้องการได้ ในทางกลับกัน บุคคลอาจสามารถปฏิเสธการร้องขอจากบุคคลอื่นหรือสามารถร้องขอให้บุคคลอื่นกระทำตามความประสงค์ของตนเองได้ แต่เป็นการแสดงออกที่ก้าวราวหรือไม่เหมาะสม ซึ่งทำให้บุคคลอื่นเกิดความไม่พึงพอใจและนำไปสู่การเสียสัมพันธภาพ พฤติกรรมเหล่านี้ จัดเป็นพฤติกรรมที่เป็นปัญหาในด้านทักษะทางสังคม
ลักษณะของทักษะทางสังคม
ประกอบด้วย
1) ทักษะมนุษย์สัมพันธ์ มีความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพอันดีกับผู้อื่น และความสามารถในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี
2) ทักษะการปรับตัว มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนตนเองด้านแนวคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมต่างๆได้อย่างสอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
3) ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น มีความสามารถในการทำงานเป็นกลุ่มได้อย่างดี จนสามารถทำให้งานบรรลุเป้าหมายที่กำหนด
15.2 การควบคุมตนเองสู่เป้าหมาย
3) ลักษณะของการควบคุมตนเอง
มีลักษณะสำคัญที่พิจารณาได้ 2 ประการ ดังนี้
1) เป็นการเลือกกระทำระหว่าง 2 พฤติกรรมที่มีความขัดแย้งกัน
2) ผลกรรมของทั้งสองพฤติกรรมมีความขัดแย้งกัน
คือ เป็นแนวคิดเกี่ยวกับกระบวณการกำกับและควบคุมความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของบุคคล
2) การควบคุมตนเอง
คือ เป็นผลมาจากการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม 2 ชนิด ได้แก่
1) สิ่งแวดล้อมที่เป็นเงื่อนไข คือ เป็นสิ่งแวดที่มีสิ่งเร้า เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม
2) สิ่งแวดล้อมที่เป็นผลกรรม คือ เมื่อบุคคลแสดงพฤติกรรมแล้วได้รับความพึงพอใจจะทำให้เกิด "ตัวเสริมแรง"<Reinforcer> ในทางกลับกัน หากบุคคลแสดงพฤติกรรมใดแล้วได้รับผลกรรมที่ไม่พึงพอใจจะทำให้เกิด "ตัวลงโทษ"<Punisher>
4) การนำการควบคุมตนเองมาฝึกใช้ในการพัฒนาหรือแก้ไขพฤติกรรม
คือ มีอยู่ 2 กรณีที่แตกต่างกัน คือ
1) เป็นพฤติกรรมที่มีคุณค่าสูง เป็นพฤติกรรมที่เหมาะสมหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ แต่ตนเองมักไม่แสดงพฤติกรรมหรือแสดงพฤติกรรมนั้นในปริมาณที่น้อยมาก ในกรณีนี้ จะต้องฝึกใช้การควบคุมตนเองเพื่อเพิ่มพฤติกรรมเป้าหมายที่เหมาะสมนั้น
2) เป็นพฤติกรรมที่บุคคลมักกระทำ แม้ว่าจะได้รับผลกรรมทางลบที่เป็นการทำลายตนเอง เช่น การสูบบุหรี่ ซึ่งในการฝึกควบคุมตนเอง มักจะใช้การเพิ่มพฤติกรรมที่พึงประสงค์ควบคู่กับการลดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาในลักษณะตรงข้ามกัน เช่น ในการลดความอ้วน บุคคลจะลดพฤติกรรมการกินอาหารขณะเดียวกันก็จะเพิ่มพฤติกรรมการเดินเพื่อเป็นการออกกำลังกาย
วิธีในการกำกับหรือควบคุมตนเอง
คือ เทคนิควิธีที่ใช้ควบคุมตนเองอย่างเป็นระบบมีได้ 2 แนวทาง ได้แก่
1) การควบคุมสิ่งเร้า เป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งเร้าเพื่อให้บุคคลแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม โดยการเปลี่ยนแปลงสิ่งเร้าที่เคยกระตุ้นให้บุคคลเกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยให้สิ่งเร้าที่เปลี่ยนแปลงใหม่นั้น มากระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม เพื่อให้บุคคลเรียนรู้ที่แสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมภายใต้สภาพสิ่งเร้าที่เหมาะสม
2) การควบคุมผลกรรม เป็นการให้ผลกรรมหลังจากที่บุคคลได้แสดงพฤติกรรมเป้าหมายแล้ว โดยตนเองเป็นผู้วางเงื่อนไขผลกรรมและให้ผลกรรมนั่นแก่ตนเองเพื่อให้พฤติกรรมของตนเปลี่ยนแปลง
1) การกำกับตัวเอง
มี 3 กระบวณการ ดังนี้
1) การสังเกตตัวเอง คือ เป็นจุดเริ่มต้นของการกำกับตนเอง เพื่อให้ตนเองรู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่
2) กระบวณการตัดสิน คือ เป็นการประเมินตนเองโดยใช้ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตตนเองมาเพื่อตัดสินว่าเป็นไปตามาตรฐานหรือเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่
3)การแสดงปฏิกิริยาตอบสนอง คือ บุคคลจะแสดงปฏิกิริยาต่อตนเองในทิศทางใดนั้นขึ้นอยู่กับผลสำเร็จหรือล้มเหลวที่ตัดสินการกระทำของตน
5) เทคนิคการควบคุมตนเอง
คือ โดยบุคคลจำเป็นจะต้องทราบเป้าหมายพฤติกรรมที่จะกระทำในปริมาณที่กำหนดให้ได้รับการเสริมแรง
การเสริมแรงตนเอง
คือ บุคคลเป็นผู้ควบคุมการให้ผลกรรมที่เป็นตัวเสริมแรงแก่ตนเองเมื่อได้กระทำพฤติกรรมได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
การเตือนตนเอง
คือ เป็นกระบวณการที่บุคคลสังเกตและบันทึกพฤติกรรมเป้าหมายด้วยตนเอง เป็นการตรวจสอบพฤติกรรมของตนเองเพื่อให้ทราบว่าในเวลานั้นตนเองกำลังทำอะไรอยู่ ในการฝึกเตือนตนเอง จึงต้องประกอบด้วย 2 ขั้นตอนย่อย คือ การสังเกตพฤติกรรมตนเอง และการบันทึกพฤติกรรมตนเอง
การประเมินตนเอง
คือ เป็นการประเมิณพฤติกรรมของตนเองจากข้อมูลที่ได้จากการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมของตนเอง
การตั้งเป้าหมาย
คือ เป็นการกำหนดเป้าหมายพฤติกรรมอย่างชัดเจน เพื่อให้ตนเองทราบว่าพฤติกรรมใดเป็นพฤติกรรมเป้าหมายที่ต้องกระทำ ด้วยปริมาณหรือความถี่ที่กำหนด
การลงโทษตนเอง
คือ เป็นการลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของตนโดยการให้ผลกรรมทางลบหรือผลกรรมที่ไม่พึงพอใจแก่ตนเองเมื่อตนเองได้ประเมินว่าไม่สามารถกระทำพฤติกรรมได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้