Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Antenatal Care Pregnancy in advanced maternal age การตั้งครรภ์ในสตรีอายุ…
Antenatal Care
Pregnancy in advanced maternal age
การตั้งครรภ์ในสตรีอายุมาก
ข้อมูลทั่วไป
Notify
การตั้งครรภ์ในสตรีอายุมาก (Pregnancy in advanced maternal age)
หญิงตั้งครรภ์ อายุ 33 ปี
G2P1001 GA19+6 wks. by date
:star: LMP : 12 พฤศจิกายน 2562 x 5 วัน
:star:EDC by date : 18 สิงหาคม 2563
:star: โรคประจำตัว : ไม่มีโรคประจำตัว
:star: ประวัติการเจ็บป่วยครอบคัว : มารดาผู้ป่วยเป็นความดันโลหิตสูง
:star: น้ำหนักก่อนการตั้งครรภ์ 54 kg. ส่วนสูง 150 cm. BMI 24 kg/m2
:star:ประวัติการตั้งครรภ์ : 9 กุมภาพันธ์ 2553 คลอดทารกเพศ หญิง แบบ Normal Labor
อายุครรภ์ครบกำหนด น้ำหนักตัว 3,340 กรัม ที่ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช บ้านดุง
ร่างกายแข็งแรง
:star: เข้าโรงเรียนพ่อแม่ครั้งที่ 1 : 16 มกราคม 2563
:star: ให้คำแนะนำกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม : 16 มกราคม 2563
ตรวจร่างกาย
ศีรษะ : หนังศรีษะสะอาดดี ผมไม่แห้ง ไม่มีรังแค
ตา : เยื่อบุใต้ตาไม่ซีด
จมูก : ไม่บวม แดง
ปาก : ไม่มีฟันผุ เหงือกไม่บวม แดง
ลำคอ : ต่อมไทรอยด์ไม่โต
เต้านม : คลำไม่พบก้อน หัวนมไม่บอด แบน บุ๋ม
แขนขา : ไม่บวม
ตรวจครรภ์
การคลำ
ระดับยอดมดลูกอยู๋ระดับสะดือ
การฟัง
ไม่สามารถฟัง FHS ได้
การดู
หน้าท้องปกติเหมาะสมกับอายุครรภ์
ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ
Group Blood : A
Rh มารดา : Negative
Rh บิดา : Positive
Ab Screening : Neg
HIV Ab : Neg
OGTT : 80,146,107,102
Hct : 39.1
MCV : 82.9
Hb : 12.5
HBsAg : Non-reactive
Urine Protein/Sugar : Neg/Neg
VDRL : Neg
Hb typing : Neg
พยาธิสภาพ Elderly Pregnancy
ความหมาย
การตั้งครรภ์เมื่ออายุมาก หมายถึง การตั้งครรภ์ของสตรีที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 35 ปี นับจากวันเกิด จนถึงวันกำหนดคลอด
การตรวจเพื่อคัดกรองทารกที่ผิดปกติ
:red_flag:สตรีตั้งครรภ์หรือสามีตรวจพบเป็น Balanced Robertsonian translocation ของโครโมโซมคู่ที่ 21 หรือ 13
:red_flag:ประวัติบุตรคนก่อนเป็นทารกที่มีโครโมโซมผิดปกติ
:red_flag:มีหลักฐานจาก Ultrasound พบว่าทารกมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโครโมโซมผิดปกติ
:red_flag: เคยตรวจคัดกรองด้วยวิธีอื่น เช่น Triple หรือ quadruple test แล้วพบว่าทารกมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโครโมโซมผิกปกติ
ผลกระทบต่อสตรีตั้งครรภ์
ด้านร่างกาย
:star:การตั้งครรภ์นอกมดลูก
:star:มีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์แฝดร้อยละ 3.5
:star:การแท้งบุตร การสูญเสียทารกในระหว่าง 20 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์
:star:การคลอดก่อนกำหนด
:star:การคลอดก่อนกำหนด
:star:การผ่าตัดทางหน้าท้อง
:star:ภาวะแทรกซ้อน เช่น รกเกาะต่ำ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง
ด้านจิตสังคม
:fire: ความเครียดและความวิตกกังวล
การตรวจรักษา
สุขภาพของตนเองและทารกในครรภ์
การเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์
การคลอด
การรับบทบาทใหม่
:fire:ความรู้สึกไม่แน่นอนต่อการตั้งครรภ์
และการคลอด
:fire:การยอมรับการตั้งครรภ์
:fire:สัมพันธภาพกับสามี
ผลกระทบต่อทารก
:warning: ความผิดปกติของโครโมโซม Down Syndrome
:warning:ทารกมีน้ำหนักน้อย
:warning:ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์
แนวทางการดูแลและบทบาทของพยาบาล
ระยะก่อนการตั้งครรภ์
:pencil2:แนะนำการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่จำเป็นก่อนการตั้งครรภ์ เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมัน และไวรัสตับอักเสบบี
:pencil2:แนะนำการเตรียมตัวและการวางแผนการตั้งครรภ์
:pencil2:ให้คำแนะนนำเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น โรคธาลัสซีเมีย
:pencil2:ให้คำแนะนำเกี่ยวกับความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ที่พบในสตรีตั้งครรภ์อายุมาก
ระยะตั้งครรภ์
:red_flag:อธิบายขั้นตอนเกี่ยวกับกระบวนการคลอดและการปฏิบัติตัวในระยะคลอด
:red_flag:คอยให้กำลังใจ อยู่เป็นเพื่อนเคียงข้าง และให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสม
:red_flag:เฝ้าระวังและประเมินภาวะเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นขณะคลอด
ระยะคลอด
:black_flag:การวางแผลคุมกำเนิด แนะนำการปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป
:black_flag:การดูแลสุขภาพของตนเอง
:black_flag:การตรวจติดตามหลังคลอดอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาทางการพยาบาล
:fire: ผู้ป่วยชอบทานหวาน
เสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์
1.ให้คำแนะนำเรื่องการลดการรับประทานอาหารที่มีรสหวานจัด เพื่อจำกัดจำนวนน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย ได้แก่ น้ำตาล น้ำผึ้ง นมข้นหวาน ขนมหวานต่างๆ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
2.หลีกเลี่ยงผลไม่ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน องุ่น มะม่วงสุก และผลไม่อบแห้ง
3.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
4.แนะนำการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกาย เป็นขบวนการทำให้มีการส่งเสริมการเผาผลาญกลูโคสถูกนำไปใช้มากขึ้น
:fire:ผู้ป่วยมีภาวะเครียด
มีภาวะเครียดขณะตั้งครรภ์
การพยาบาล
1.พูดคุยทักทายผู้ป่วยด้วยใบหน้าที่เป็นมิตร ยิ้มแย้มแจ่มใส หรืออยู่เป็นเพื่อน เพื่อสร้างความรู้สึกอบอุ่น และทำให้เกิดการผ่อนคลาย
4.แนะนำการทำสมาธิ เป็นการจัดการกับความเครียดที่ลึกซึ้งที่สุด เพราะจะทำให้จิตใจสงบ โดยใช้วิธี
การนับลมหายใจ
3.แนะนำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงจังหวะเบาๆ หรือเพลงบรรเลง ดูรายการโทรทัศน์ที่ไม่เครียด ให้บริการหนังสือส่งเสริมสุขภาพแม่และเด็ก / บันเทิง / ธรรมะรวมทั้งการโทรศัพท์พูดคุยกับครอบครัวหรือเพื่อน
2.เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้แสดง และระบายความรู้สึกวิตกกังวลต่างๆ ที่มีอยู่ จะช่วยทำให้มีการปรับตัว และสามารถเผชิญกับปัญหาได้
5.ส่งเสริมให้มีระบบ Family support หรือ social support โดยให้สามีหรือญาติมีส่วนร่วมในการดูแล และช่วยเหลือประคับประคองจิตใจผู้ป่วย
:fire: ไม่สุขสบายในไตรมาส 2
มีภาวะไม่สุขสบายจากการตั้งครรภ์ไตรมาส 2
อาการปัสสาวะบ่อย
การพยาบาล
อธิบายสาเหตุของการปัสสาวะบ่อย เนื่องจากมดลูกขยายใหญ่ขึ้น ทำให้เบียดกระเพาะปัสสาวะทำให้มีความจุน้อยลง
3.แนะนำการถ่ายปัสสาสวะทุกครั้งที่ปวด ไม่กลั้นปัสสาวะ
2.แนะนำการสังเกตอาการผิกปกติที่แสดงถึงการติดเชื้อ เช่น ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะปนเลือด
4.แนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เช่น กาแฟ ชา
5.แนะนำลดการดื่มน้ำก่อนเข้านอน เนื่องจากจะทำให้ปวดปัสสาวะตอนกลางคืนได้
6.แนะนำการรักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ โดยการทำความสะอาดจากหน้าไปหลัง
อาการจุกเสียดแน่นท้อง
การพยาบาล
2.หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำมากๆในระหว่างรับประทานอาหาร
3.หลังรับประทานอาหารไม่ควรนอน ควรนั่งอย่างน้อย 30 นาที
4.หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สและอาหารที่มีรสจัด
5.งดรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกาย งดดื่มสุรา และสูบบุหรี
1.รับประทานอาหารในแต่ละมื้อให้น้อย แต่บ่อยครั้ง วันละ 5-6 มื้อ
Rh Negative Blood and Pregnancy
ความหมาย
ภรรยามีหมู่เลือดแบบ Rh- สามีมีหมู่เลือดแบบ Rh+ และหากลูกที่เกิดมามีหมู่เลือดแบบ Rh+ ในครรภ์แรกเลือดของทารกที่ปนเปื้อนสู่เลือดของมารดาจะกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของมารดาสร้างแอนติบอดีต่อแอนติเจน RhD ซึ่งในครั้งแรกจะสร้างแอนติบอดีอายุสั้น IgM ซึ่งไม่สามารถผ่านรกได้จึงยังไม่ส่งผลต่อทารกในครรภ์นั้น
หลังจากนั้นระบบภูมิคุ้มกันจะจดจำแอนติเจน หากมีการกระตุ้นในครั้งต่อไป หรือหากในครรภ์ที่สองของมารดาที่มีหมู่เลือดแบบ Rh- มีลูกที่มีหมู่เลือดแบบRh+ อีก จะทำให้ร่างกายของมารดาสร้างแอนติบอดีระยะยาว IgG ปริมาณมาก โดยแอนติบอดี IgG นี้สามารถผ่านรกได้และอยู่ในร่างกายได้นาน ดังนั้นจึงส่งผลต่อทารกทำให้เกิดเม็ดเลือดแดงทารกแตกและเกิดภาวะซีดตามมา ได้ หากรุนแรงมากอาจเกิดภาวะทารกบวมน้ำและเสียชีวิตได้ หากในครรภ์ที่สองของมารดาที่มีหมู่เลือดแบบ Rh- แต่มีลูกที่มีหมู่เลือดแบบRh- เช่นเดียวกันก็ไม่มีปัญหาเกิดขึ้น
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
:star:การตรวจหาการปนเปื้อนของเลือดทารกในมารดา
เพื่อประเมินโอกาสที่มารดาจะถูกกระตุ้นให้สร้างแอนติบอดี
มีการตรวจ rosette test หากให้ผลบวก แปลได้ว่า มีภาวะ feto-maternal hemorrhage
:star:Antibody screening และ antibody identification
ตรวจคัดกรองหาแอนติบอดีต่อเม็ดเลือดแดงในมารดาด้วยหลักการ indirect antiglobulin test
ควรตรวจในการฝากครรภ์ครั้งแรกหรือช่วงอายุครรภ์ 10-16สัปดาห์
หากให้ผลเป็นบวกจะต้องทดสอบต่อเพื่อระบุชนิดของแอนติบอดีนั้นและพิจารณาว่ามีความสำคัญต่อภาวะเม็ดเลือดแดงแตกในทารกหรือไม่
ถ้าไม่พบแอนติบอดีควรตรวจอย่างน้อยอีก
1 ครั้งที่อายุครรภ์ 28-32 สัปดาห
:star:Antibody titer
หากแอนติบอดีที่พบมีความสำคัญต่อภาวะเม็ดเลือดแดงแตกในทารกควรทำการตรวจหาความแรงของแอนติบอดีนั้น แล้วรายงานเป็น titer หากความแรงเกินกว่าค่าวิกฤติ จะต้องส่งมารดาให้แพทย์เฉพาะทางประเมินทารก
:star:การอัลตร้าซาวด์ (ultrasonography)
สามารถวินิจฉัยทารกที่มีภาวะบวมน้ำได้ดี โดยการตรวจหาน้ำในช่องท้อง ช่องเยื่อหุ้มปอด ช่องเยื่อหุ้มหัวใจ ผิวหนังชั้นsubcutaneous
อาการซีด ในระยะแรกๆ ดูได้จากการขยายตัวของหัวใจห้องขวาบน umbilical vein และการหนาตัวขึ้นของรก รวมทั้งวัดขนาดรอบ ช่องท้องและรอบศีรษะ
ไม่นิยมใช้ติดตามอาการทารกในปัจจุบัน
:star:การตรวจ middle cerebral artery Doppler
ปัจจุบันใช้เป็น gold standard ในการตรวจติดตามอาการของทารกในครรภ์
หาก MCA peak velocity มีค่าสูงขึ้นแสดงว่าทารกมีภาวะเลือดจาง
การดูแลมารดาหมู่เลือด Rh negative ที่ตั้งครรภ์
:no_entry:มารดามีการสร้าง anti-D แล้ว
เฝ้าระวังทารกในครรภ์มีภาวะ HDN (Hemolytic disease of the newborn) โดยประเมินว่าเด็กในครรภ์หมู่เลือด Rh positive หรือไม่
มารดาที่สร้าง anti-D แล้วไม่ต้องให้ RhIG และไม่สามารถรับเลือด Rh positive
:no_entry:มารดายังไม่มีการสร้าง anti-D
ถ้ามารดายังไม่มีการสร้าง anti-D ต้องดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้สร้าง anti-D จากการต้ังครรภ์ตามธรรมชาติ เพื่อไม่ให้บุตรคนต่อไปเสี่ยงต่อการเกิด HDFN
การให้ RhIG ในมารดาหมู่เลือด Rh(D) ลบ ที่ยังไม่สร้าง แอนติบอดีนั้น ขนาดที่แนะนำคือ 300 µg ฉีดเข้ากล้าม ครั้งแรกในช่วงอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ และอีกครั้งหลังคลอดบุตร Rh(D) บวกภายใน 72 ชั่วโมง