Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การตรวจพิเศษทารกในครรภ์ ANC (NST (ทดสอบ non stress ) (วิธีการตรวจ…
การตรวจพิเศษทารกในครรภ์
ANC
Ultrasound
ความหมาย
คือ คลื่นเสียงความถี่สูง 3.5 -7 megahertz ที่ปล่อยออกมาจากหัวตรวจ(transducer) ที่สัมผัสกับผนังหน้าท้องของแม่ คลื่นเสียงจะไปกระทบที่เนื้อเยื่อแล้วสะท้อนกลับมา เครื่องก็จะอ่านผลเป็นความเข้มหรือจางขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของเนื้อเยื่อ ภาพที่แสดงให้เห็นทางจอภาพจะแสดงในรูปแบบของจุด(pixel) เช่น ถ้าเป็นเนื้อเยื่อที่มีความหนาแน่นมาก เช่นกระดูก ก็จะแสดงให้เห็นเป็นสีขาว ถ้าเป็นเนื้อเยื่อก็จะแสดงเป็นส่วนที่มืดมากขึ้น ถ้าเป็นของเหลวก็จะเป็นสีดำ เป็นต้น การตรวจอัลตร้าซาวด์ในขณะตั้งครรภ์คลื่นเสียงจะผ่านผนังหน้าท้องของแม่ ไปยังทารกในครรภ์แล้วสะท้อนกลับมาสร้างเป็นภาพให้เห็นทางจอภาพ
ชนิดของอัลตร้าซาวด์
Transvaginal scans
เป็นอัลตร้าซาวด์ที่ออกแบบสำหรับสอดเข้าช่องคลอดเพื่อตรวจโดยทั่วไปเหมาะสำหรับการตรวจตั้งครรภ์ในระยะแรก
Standard ultrasound
เป็นอัลตร้าซาวด์มาตรฐานที่ตรวจทางหน้าท้อง
Advanced ultrasound
เป็นอัลตร้าซาวด์ที่ออกแบบพิเศษสำหรับปัญหาที่ซับซ้อน
3-D ultrasound
เป็นอัลตร้าซาวด์ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างภาพสามมิติเพื่อการพัฒนาของทารก
Droppler ultrasound
เป็นอัลตร้าซาวด์ที่ใช้สำหรับวัดการไหลเวียนของเม็ดเลือด
4-D or Dynamic 3-D ultrasound
เป็นอัลตร้าซาวด์เพื่อดูหน้าและการเคลื่อนไหวของอวัยวะ
Fetal Echocardiography
เป็นอัลตร้าซาวด์เพื่อตรวจหัวใจเด็ก
วัตถุประสงค์
อัลตร้าซาวด์ไตรมาสที่2
ตรวจดูเพศของทารก
ตรวจดูความสมบูรณ์ของแขนขา
ตรวจดูความสมบูรณ์ของอวัยวะในช่องอก
ตรวจความสมบูรณ์ของโครงสร้างศีรษะและโครงสร้างสมอง
ตรวจความสมบูรณ์ของอวัยวะในใบหน้า
ตรวจความสมบูรณ์ของอวัยวะในช่องท้อง
ตรวจความสมบูรณ์ของกระดูกสันหลังและพื้นผิว
อัลตร้าซาวด์ไตรมาสที่3
ตรวจวัดปริมาณน้ำคร่ำ
ตรวจความผิดปกติที่เกิดขึ้นช่วงหลังของการตั้งครรภ์
ตรวจการเจริญเติบโตของทารก
การตรวจเลือดแบบพิเศษ(เฉพาะกรณีสงสัยการเจริญเติบโตผิดปกติ)
กลไกการตรวจ
มักถูกนำไปเปรียบเทียบกับเครื่องมือหาปลา คลื่นอัลตร้าโซนิกที่เป็นคลื่นเสียงความถี่สูงนั้นมีคุณสมบัติสะท้อนเส้นขอบอวัยวะภายในและเนื้อเยื่อเมื่อผ่านของเหลว
มีการนำเทคโนโลยีนี้มาประยุคใช้ในทะเลโดยสร้างเป็นเครื่องหาปลา และมีการนำไปประยุกต์ใช้ในท้องของคุณแม่ที่เต็มไปด้วยน้ำคร่ำโดยนำไปตรวจสอบระหว่างการตั้งครรภ์
การตรวจอัลตร้าซาวด์จะทำให้สามารถเห็นคลื่นอัลตร้าโซนิกเป็นภาพได้ ดังนั้นจึงสามารถตรวจสอบได้ด้วยการดูที่จอมอนิเตอร์หรือปริ้นท์ภาพออกมาและในบางโรงพยาบาลอาจจะสามารถขอให้ข่วยบันทึกภาพเป็นวีดีโอได้
ประเภท
ใช้หัวตรวจ
อัลตร้าซาวด์ทางช่องคลอด
สอดอุปกรณ์ส่งคลื่นอัลตร้าโซนิกในรูปแบบแท่งที่เรียกกันว่าหัวตรวจทางช่องคลอดเข้าไปในช่องคลอด
ถูกนำมาใช้ในการตรวจอัลตร้าซาวด์ในครั้งแรกเป็นหลัก เนื่องจากวิธีนี้จะถูกใช้จนถึงประมาณ 11 - 12สัปดาห์ของการตั้งครรภ์
การสอดเข้าไปในช่องคลอดจะทำให้เห็นมดลูกในตำแหน่งที่ใกล้กับลูกในครรภ์มากกว่าจึงสามารถได้ภาพที่บะเอียด และไม่เพียงได้ตรวจแต่สภาพของลูกเท่านั้นแต่ยังสามารถตรวจสภาพความแข็งแรงของมดลูกและรังไข่ของมารดาได้อีกด้วย
หัวตรวจจะมีการฆ่าเชื้อและใส่ถุงยางอนามัยเฉพาะทางให้ทุกครั้ง จึงมีความสะอาดมาก
อัลตร้าวาวด์ทางหน้าท้อง
ทำตั้งแต่ไตรมาสที่2จองการตั้งครรภ์
ใช้หัวตรวจจากภายนอกท้อง โดยจะทาเจลสำหรับช่วยให้คลื่นอัลตร้าโซนิกผ่านได้ดีที่ท้องและค่อยๆเลื่อนหัวตรวจเท่านั้น
ไม่มีความเจ็บปวด มีเพียงแต่จะรู้สึกเย็นเล็กน้อยและจะต้องเปลี่ยนท่าทางและการหายใจตามคำสั่งให้ตรงกับตำแหน่งและการเคลื่อนไหวของลูก
ขั้นตอนการตรวจ
ไม่ต้องมีการเตรียมตัวใดๆ ยกเว้น
กรณีอายุครรภ์น้อยกว่า 3 เดือน อาจต้องดื่มน้ำหลายๆแก้วและกลั้นปัสสาวะ เพื่อให้มีน้ำอยู่ในกระเพาะปัสสาวะจะทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
หากมีความจำเป็นต้องตรวจผ่านทางช่องคลอด ให้ปัสสาวะทิ้งก่อนตรวจ
ส่วนใหญ่เป็นการตรวจผ่านทางหน้าท้อง จะมีการทาเจลใสๆบริเวณที่จะวางหัวตรวจลงไป
ภาพของมดลูก ทารก รก น้ำคร่ำ หรืออวัยวะอื่นๆ จะปรากฏบนจอภาพ ส่วนใหญ่เป็นภาพขาวดำ เคลื่อนไหวได้ อาจมีการบันทึกภาพ หรือพิมพ์เป็นภาพถ่ายและข้อมูลการตรวจออกมา
BBP
เป็นแบบทดสอบที่เอาไว้ประเมินร่วมกับตัววัดอื่นๆเพื่อลดผลบวกและลบลวงของแต่ละแบบประเมิน
ข้อเสีย
-เสียเวลามากในการตรวจ
-มีข้อจำกัดของตัววัด มักไม่เท่าเทียมกัน
การดูแลรักษา
7-6 คะแนน
เฝ้าติดตาม
8-7คะแนน
-ถ้าครบกำหนด พิจารณาให้คลอด
-ถ้ายังไม่ครบกำหนด ให้ตรวจสัปดาห์ละ2ครั้ง
6-5คะแนน
-ถ้าน้อยกว่า36สัปดาห์ให้ตรวจซ้ำใน24ชั่วโมง
<6 พิจารณาให้คลอด
6คะแนนให้ดูแลรักษาตามคะแนนที่ได้
-ถ้ามากกว่า36สัปดาห์ พิจารณาให้คลอด
4-3คะแนน
-ถ้าน้อยกว่า32สัปดาห์ให้ตรวจซ้ำทุกวัน
-ถ้ามากกว่า32สัปดาห์ พิจารณาให้คลอด
2-0คะแนน
ให้คลอดถ้ามากกว่า 26สัปดาห์
สัญญาณเรื้อรัง(Chronic marker) เป็นลักษณะที่เกิดมานาน เรื้อรังไม่ได้เพิ่งเกิดในขณะนั้น
ปริมาณน้ำคร่ำลดลง
ลักษณะของรกในรายที่รกเริ่มมีการเสื่อมสภาพ
สัญญาณเฉียบพลัน (Acute marker)
การเต้นของหัวใจ variabilityของการเต้นหัวใจซึ่งจะเกิดหลังสุด โดยพบในช่วงไตรมาสที่ 3
Non stress test (NST)
-ถ้าอายุครรภ์ตั้งแต่ 32สัปดาห์เป็นต้นไปหัวใจจะเต้นเร็วขึ้น 15ครั้ง/นาที นาน15 วินาที
-เมื่อทารกดิ้น ถ้าอายุต้ำกว่า 32สัปดาห์ จะเพิ่ม 10ครั้ง/นาที นานมากกว่า10วินาที
การตรวจNST จะใช้เวลาประมาณ 20 นาที ถ้ามีการดิ้น 2ครั้ง และอัตราการเต้นหัวใจเพิ่มขึ้นดังกล่าว แสดงว่าการทดสอบให้ผลลบ หรือเรียกว่า reactive นั่นคือทารกมีสุขภาพดี อย่างน้อยภายใน 7วันหลังการตรวจ ถ้า20นาทีแรกทารกไม่ดิ้นเลยให้ขยายเวลาตรวจไปเป็น40นาทีเพราะทารกอาจหลับได้้
การหายใจ (Fetal breathing movement,FBM)
คือการเคลื่อนไหวของทรวงอก คือ ขณะหายใจเข้ามีการยุบตัวของทรวงอกพร้อมกับการเลื่อนต่ำของกระบังลม และส่วนในช่องท้อง กลับกัน ขณะหายใจออกทรวงอกคลายออกและกระบังลมเลื่อนขึ้นไปยังทรวงอก
ถ้ามีการเคลื่อนไหวของทรวงอกและกระบังลมสวนทางกันหรือสะอึกนานต่อเนื่อง อย่างน้อย 30วินาที ตั้งแต่1ครั้งเป็นต้นไป ใน30 นาที ถือว่าปกติ
การเคลื่อนไหว (Fetal movement,FM)
คือการเคลื่อนไหวแขนขาหรือลำตัวอาจจะเกิดขึ้นเพียงส่วนเดียวหรือหลายๆส่วนรวมกัน เช่น การเห็นแขนไหวเดี่ยวๆก็ถือว่ามี Fetal movement ปกติจะต้องเห็นอย่างน้อยฟ3 episodes ในช่วงเวลาที่เฝ้าสังเกต การเคลื่อนไหวอื่นๆ เช่นแสยะหน้า ดูดหัวแม่มือ แลบลิ้น กลืน กลอกตา จะไม่รวมเข้าเป็น Fetal movement
การขยับแขนขา แตะแรงหรือเบา ก็จัดว่าเป็นการเคบื่อนไหวของทารกได้หทด โดยต้องเห็นอย่างน้อย 3ครั้งใน 30นาที การเคลื่อนไหวของแขนขาและลำตัวพร้อมๆกันถือว่าเป็น1ครั้ง ไม่นับแยกกัน
การตรวจ tone (fetal tone,FT)
พบอย่างน้อย 1episode ของการกางมือ กับเหยียดหัวแม่มือแล้วคืนสู่สภาพกำมือแบบเดิม ในกรณีที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของแขน FT ก็ยังถือว่าปกติ ถ้ามือยังคงอยู่ในลักษณะกำปั้นเป็นเวลาอย่างน้อย30นาที FT ที่ผิดปกติคือมือยังคงอยู่ในสภาพกางนิ้ว
แต่ถ้า tone หายไปจริง เช่น เหยียดแล้วไม่คลาย หรือกำมือแล้วไม่ปล่อย แสดงว่าผิดปกติ มีโอกาสเกิด acidosis ของทารกในครรภ์ค่อนข้างสูงรวมถึงเพิ่มความเสี่ยงของทารกเสียชีวิตในครรภ์
ถ้ามีการเคลื่อนไหวในลักษณะกำหรือคลายมือเต็มที่และกำมือใหม่ หรืองอแล้วเหยียดของลำตัวหรือแขนขา โดยต้องเป็นลักษณะของ complete flextion อย่างน้อย1ครั้ง แปลว่าปกติ
การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์โดยอาศัยการประเมินพฟติกรรมหลายๆอย่างรวมกัน
Late deceleration ตอบสนองต่อ hypoxia โดยรวม fetal tone หายไปช้าสุดถ้าfetal tone หายไปมีผลต่อการเกิดอัตราการตายปริกำเนิดสูงสุด ดังนั้นการนำ BBP มาใช้ร่วมกับ NST จะช่วยลดผลบวกลวงของ NSTลงไป
การตรวจคัดกรองและวินิจฉัยภาวะดาวซินโดรม
การตรวจคัดกรอง
ไตรมาสแรก (อายุครรภ์ 11 - 13 สัปดาห์ )
โดยการเจาะเลือดแม่เพื่อดูระดับ PAPP-A + hCG ร่วมกับการอัลตร้าซาวน์วัดความหนาของต้นคอทารกในครรภ์ สามารถตรวจกรองอาการกลุ่มอาการดาวน์ได้ 87%
ไตรมาสสอง ( 15-20สัปดาห์ )
โดยการเจาะเลือดแม่เพื่อดูระดับ MSAFP +hCG + uE3 + inh A สามารถตรวจกรองกลุ่มอาการดาวน์ได้ 81%
การตรวจวินิจฉัย
การตัดชิ้นเนื้อรก ( Chorionic villous sampling, CVS)
-ทำได้ในช่วงอายุครรภ์ 11 - 14 สัปดาห์
-สามารถทำได้ทั้งเจาะผ่านทางหน้าท้องมารดา หรือใช้เครื่องมือเข้าไปคีบบางส่วนของเนื้อรกผ่านทางช่องคลอดและปากมดลูก
การเจาะน้ำคร่ำ (Amniocentesis)
ทำในช่วงอายุครรภ์ 16 -18 สัปดาห์
การเตรียมคนไข้
-ให้ผู้ป่วยปัสสาวะก่อนเข้ารับการตรวจ
คำแนะนำหลังทำ
ไม่จำเป็นต้องทำแผลบริเวณที่เจาะน้ำคร่ำ สามารถอาบน้ำได้ตามปกติ
หลังการเจาะ ให้สตรีตั้งครรภ์นอนพักประมาณ 20 นาที หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดสามารถกลับบ้านได้
ควรงดการทำงานหนักหรือยกของหนัก หลังตรวจประมาณ 24 ชั่วโมง
งดการมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 24 ชั่วโมงหลังตรวจ
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
ติดเชื้อในโพรงมดลูกและถุงน้ำคร่ำ
การแท้ง
มีเลือดออกทางช่องคลอด
อาการผิดปกติที่ควรมาพบแพทย์
เป็นไข้ภายใน 2 สัปดาห์หลังเจาะน้ำคร่ำ
มีน้ำหรือเลือดออกทางช่องคลอด
ปวดเกร็งหน้าท้องมาก ไม่หายไปหลังจากนอนพัก
การเจาะเลือดสายสะดือทารก (cordocentesis)
ข้อบ่งชี้ในการทำ
-ทำในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 18 - 22 สัปดาห์
-ทารกในครรภ์มีความจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยก่อนคลอดในโรคอื่นๆ ที่ต้องได้รับการตรวจเลือดสายสะดือ เช่น โรคธาลัสซีเมีย
ภาวะแทรกซ้อน
การแท้ง
การที่หัวใจทารกเต้นช้า (fetal bradycardia)
มีเลือดออกที่ตำแหน่งของสายสะดือที่โดนเจาะหรือกลายเป็นก้อนเลือด (cord hematoma),Feto-maternal hemorrhage
ภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวนี้มักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและสามารถหายไปเองได้โยไม่ต้องรับการรักษาใดๆ
หลังทำการเจาะเลือดสายสะดือ ให้สตรีตั้งครรภ์นอนพักสังเกตอาการประมาณ 20 นาที ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆจึงให้กลับบ้านได้
NST (ทดสอบ non stress )
ความหมาย
-การตรวจสุขภาพของทารกโดยที่จะตรวจสอบเมื่ออายุครรภ์มากกว่า 28 สัปดาห์
-วัดนาน 20 - 30 นาที
มีการติดตัวรับสัญญาณที่ผนังหน้าท้องของมารดาสองจุดคือ ส่วนยอดของมดลูก และบริเวณที่สามารถได้ยินหัวใจของทารกเต้น
-ความปลอดภัยของแม่และลูก
วิธีการตรวจ
ให้มารดานอนบนเตียงในท่าศีรษะสูง
เปิดหน้าท้องใช้เข็มขัดรัดที่หน้าท้องของมารดา เพื่อฟังหัวใจของทารกและการบีบตัวของมดลูก และการดิ้นของทารก
มารดาจะได้รับปุ่มสำหรับกดเมื่อรู้สึกถึงการดิ้นของทารกในครรภ์
เครื่องมือจะบันทึกการเต้นของหัวใจของทารกเป็นเวลา 20 นาที
ผลจะแสดงเป็นรูปกราฟ
เมื่อมารดากดปุ่มผลของการตรวจจะแปลผลตามสภาวะนั้น
การพยาบาล
อธิบายขั้นตอนการทำ NST เพื่อให้มารดาปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง
จัดหญิงตั้งครรภ์อยู่ในท่า semi - fowler
บันทึกความดันโลหิตก่อนทำ เพื่อตรวจสอบสภาวะ supine hypotention
ใช้ tocodynamometer ของ external monItorคาดหน้าท้องมารดาเพื่อบันทึกการหดรัดตัวของมดลูกที่เกิดเองหรือเด็กดิ้น
ให้หญิงตั้งครรภ์กด mark ทุกครั้งเมื่อเด็กดิ้น
เมื่อครบ 20 ครั้ง อ่านผลได้ และปลด tocodynomometer และ Doppler FHR transducer ออกจากหน้าท้องของมารดา
วัตถุประสงค์ของการตรวจ
-การตรวจบันทึกการเต้นของหัวใจของทารกที่ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหว หัวใจของทารกจะเต้นเร็วขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหว แต่เมื่อพัก หัวใจทารกจะเต้นลดลง ซึ่งจะบ่งบอกว่าออกซิเจนไปเลี้ยงทารกปกติหรือไม่
การแปลผล
ทารกเคลื่อนไหวอย่างน้อย 2 ครั้งใน 20นาที
ในสองครั้งที่ทารกมีการเคลื่อนไหวอัตราการเต้นของหัวใจจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 15 ครั้ง/นาทีและสูงขึ้นอย่างน้อย 15 วินาที
ทารกไม่มีการเคลื่อนไหวหรือไม่มีการเพิ่มจึ้นของการเต้นของหัวใจในระหว่างที่ทำ
บ่อยครั้งในการตรวจที่จะได้ผล Nonreactive เนื่องจากทารกไม่มีการเคลื่อนไหวเพียงพอ ที่เครื่องจะทำการอ่านผลได้ แพทย์จะทำการตรวจว้ำอีกครั้งดมื่อเด็ก Active มากขึ้น แต่ถ้าผลยังคงเป็น Nonreactive ก็จะทำการตรวจอัลตร้าซาวด์แบบที่เรียกว่า Biophysical แต่ถ้าผลยังคงไม่ชัดเจนแพทย์ก็จะต้องทำ contraction stress test (CST) และถ้าหากผลการตรวจแสดงว่าทารกมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรงแพทย์อาจแนะนำให้ทำการคลอดก่อนกำหนด
บุคคลที่ควรได้รับการตรวจ
มารดาที่รู้สึกว่าลูกดิ้นน้อยลงหรือหยุดดิ้น
ทารกในครรภืมีการเจริญเติบโตช้ากว่าอายุครรภ์
มารดาที่ตรวจพบว่ามีน้ำคร่ำน้อยกว่าปกติ
มารดาตั้งครรภ์เกินกำหนด (42สัปดาห์)
มารดาเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือเป็นโรคหัวใจร่วมด้วย
มารดามีประวัติทารกตายคลอด
จะน่าเชื่อถือเมื่อ
-ทำใน 6 - 8 สัปดาห์สุดท้ายของการตั้งครรภ์
-ช่วงเวลาที่ทารกมีการเคลื่อนไหวมากที่สุดของแต่ละวัน (เช่น หลังจากมารดารับประทานอาหาร 1 - 2 ชั่วโมง
Contraction stress test (CST)
ความหมาย
เป็นการประเมินภาวะสุขภาพของทารกในครรภ์โดยดูจากความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเต้นของหัวใจทารกกับการหดรัดตัวของมดลูก ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเองหรือโดยกะตุ้นให้ oxytocin ทางหลอดเลือดดำ ให้มีการหดรัดตัวของมดลูก 3 ครั้ง ใน 10นาที
วัตถุประสงค์
-เพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์
-เพื่อตรวจสอบสภาวะสุขภาพของทารกในครรภ์
ข้อบ่งชี้ในการทำ CST
-ควรเริ่มเมื่อ GA 32 wks ตรวจซ้ำได้ทุกสัปดาห์ อาจเพิ่มเป็นสัปดาห์ละ 2 -3 ครั้ง ถ้ามารดาเป็นโรคเบาหวานควบคุมไม่ได้ ความดันโลหิตสูง sickle cell ในระยะวิกฤตหัวใจวาย หรือหอบหืดมากขึ้น ทารกดิ้นน้อยลง
ข้อห้ามในการทำ CST
เคยได้รับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง
มีประสัติเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
ปากมดลูกหย่อนสมรรถภาพ
ตั้งครรภ์แฝดหรือครรภ์แฝดน้ำ
มีเลือดออกขณะตั้งครรภ์
ภาวะรกเกาะต่ำ
Premature Rupture of membrane
การพยาบาลขณะทำ CST
จัดหญิงตั้งครรภ์อยู่ในท่า semi- fowler
บันทึกความดันโลหิตก่อนทำ เพื่อตรวจสอบภาวะ supine hypotention
ใช้ tocodynamometer ของ external Monitor คาดหน้าท้องมารดาเพื่อบันทึกการหดรัดตัวของมดลูกที่เกิดเองหรือเด็กดิ้น
ใช้ doppler FHS transducer คาดเจ้ากับหน้าท้องหญิงตั้งครรภ์เพื่อบันทึก FHS ตลอดการทำการ
ให้หญิงตั้งครรภ์กด mark ทุกครั้งเมื่อเด็กดิ้น
เมื่อครบ 20 ครั้ง อ่านผลและปลด tocodynamometer และ droppler FHS transducer ออกจากหน้าท้องมารดา
เมื่อมดลูกมีการหดรัดตัวเองหรือกระตุ้นด้วย oxytocin ให้มดลูกหดรัดตัว 3 ครั้งใน 10 วินาที duration 40 - 60 วินาที แต่ต้องหยุดให้ oxytocin เมื่อพบว่ามี Fetal distress และมดลูกหดรัดตัวแบบไม่คลาย
การแปลผล CST
Negative
ผลปกติ ทารกอยู่ในสภาวะปกติหมายถึง ไม่มี late deceleration เกิดขึ้นเลย แนะนำการนับลูกดิ้นและมาตรวจซ้ำใน 1 สัปดาห์
Positive
ผลผิดปกติ เป็นการทำนายว่าทารกอยู่ในสภาวะผิดปกติ เช่น ทารกอยู่ในภาวะพร่องออกซิเจนหมายถึงการมี late deceleration มากกว่าร้อยละ 50 เมื่อมดลูกหดรัดตัว
Equivocal CST
คือผลทั้งหมดนี้ให้ข้อมูลที่ไม่อาจแปลผลประโยชน์ทางคลินิค จะต้องทำการทดสอบซ้ำภายใน 24 ชั่วโมง
Suspicious
มดลูกหดตัวจะพบ late deceleration มากกว่าร้อยละ 50
Hyperstimulation on
เกิด late deceleration ตามหลังการหดรัดตัวที่มากเกิน 90 วินาที เกิด contraction มากกว่าทุก 2 นาที
หยุดให้ oxytocinก่อน
Unsatisfactory
ไม่สามารถอ่านผลของ FHR ได้หรือการหดรัดตัวของมดลูกไม่เพียงพอ คือ น้อยกว่า 3ครั้งใน10นาที