Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Intellectual Disability (ความบกพร่องทางสติปัญญา) (ระดับความรุนแรง…
Intellectual Disability
(ความบกพร่องทางสติปัญญา)
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
1) การเจริญเติบโตและพัฒนาการล่าช้าเนื่องจากความบกพร่องทางสติปัญญาและการรับรู้
2 บกพร่องในการดูแลตนเองและทักษะในการดำรงชีวิตประจำวันเนื่องจากความบกพร่องทาง สติปัญญาและการรับรู้
3) บกพร่องในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นเนื่องจากพัฒนาการล่าช้า
4) บกพร่องในการพูดสื่อสารเนื่องจากพัฒนาการล่าช้า
5 มีความบกพร่องในการติดต่อสื่อสารเนื่องจากไม่ได้รับการฝึกกระตุ้นพัฒนาการที่ถูกต้อง
การพยาบาล
1 สอนและแนะนำหรือให้คำปรึกษาครอบครัวในเรื่องโรคแนวทางการดูแลเด็ก
2 การกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการโดยเน้นทักษะด้านร่างกายและทักษะในการดำรงชีวิต
3 จัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย
4 การให้คำปรึกษาครอบครัวในการระบายความรู้สึกและสร้างเสริมกำลังใจ
อาการ
1 ทักษะทางเชาวน์ปัญญา (intellectual functioning) เช่น การใช้เหตุผล การแก้ไขปัญหา การวางแผน การคิดเชิงนามธรรม การตัดสินใจ การเรียนรู้ทางวิชาการ และการเรียนรู้จากประสบการณ์ ซึ่งยืนยันโดยการประเมินอาการทางคลินิก และการทดสอบเชาวน์ปัญญา หรือที่เรียกว่าการวัดไอคิว โดยเกณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 90 ถึง 109 ถ้าได้ตั้งแต่ 70 ถึง 89 เรียกว่ากลุ่มเรียนรู้ช้า แต่ถ้าได้ต่ำกว่า 70 จะเข้าเกณฑ์ของความบกพร่องทางสติปัญญา
ทักษะการปรับตัว (adaptive functioning) เป็นปัจจัยบ่งชี้ ถึงความสามารถในการดำรงชีวิตประจำวัน มี 3 ด้าน ดังนี้
• ด้านความคิดรวบยอด (conceptual domain) หมายถึง ทักษะการใช้ภาษา การอ่าน การเขียน การคำนวณ การใช้เหตุผล และความจำ
• ด้านสังคม (social domain) หมายถึง การเข้าใจผู้อื่น การตัดสินใจในสถานการณ์ทางสังคมต่างๆ การสื่อสารระหว่างบุคคล และสัมพันธภาพ
• ด้านทักษะในการดำรงชีวิตและการทำงาน (practical domain) หมายถึง การดูแลตนเองเรื่องต่างๆ เช่น สุขอนามัยส่วนตัว ความรับผิดชอบในการเรียนและทำงาน และการจัดการด้านการเงินของตนเอง
ระดับความรุนแรง
ระดับน้อย มีระดับไอคิวอยู่ในช่วง 50-69 อาจไม่แสดงอาการล่าช้าจนกระทั่งวัยเข้าเรียน มักไม่มีอาการแสดงทางร่างกาย ทางบุคลิกภาพ หรือทางพฤติกรรมใดโดยเฉพาะ ที่บ่งบอกถึงความบกพร่องทางสติปัญญา ยกเว้นกลุ่มอาการที่มีลักษณะพิเศษทางรูปร่างหน้าตา ปรากฏให้เห็น แต่มักมีความบกพร่องด้านประสาทสัมผัส และการเคลื่อนไหว สามารถเรียนรู้ได้ (educable) ทักษะทางวิชาการมักเป็นปัญหาสำคัญที่พบในวัยเรียน แต่ก็สามารถเรียนจนจบชั้นประถมปลายได้ สามารถฝึกทักษะด้านสังคมและอาชีพ พอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ เป็นแรงงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะฝีมือ หรือกึ่งใช้ฝีมือ แต่อาจต้องการคำแนะนำ และการช่วยเหลือบ้างเมื่อประสบความเครียด
ระดับปานกลาง มีระดับไอคิวอยู่ในช่วง 35 ถึง 49 ในช่วงขวบปี แรก มักจะมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวปกติ แต่พัฒนาการด้านภาษาและด้านการพูดจะล่าช้า การศึกษาหลังจากระดับชั้นประถมต้น มักไม่ค่อยพัฒนา สามารถทำงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะฝีมือ แต่ควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด
ระดับรุนแรง มีระดับไอคิวอยู่ในช่วง 20 ถึง 34 มักจะพบทักษะทางการเคลื่อนไหวล่าช้าอย่างชัดเจน ด้านภาษาพัฒนาเล็กน้อย ทักษะการสื่อความหมายมีเพียงเล็กน้อยหรือไม่มี พอจะฝึกฝนทักษะการดูแลตนเองเบื้องต้นได้บ้างแต่น้อย ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมภายใต้การควบคุมดูแลอย่างเต็มที่ การทำงานต้องการโปรแกรมในชุมชน หรือการให้ความช่วยเหลือที่พิเศษเป็นการเฉพาะ
ระดับรุนแรงมาก มีระดับไอคิวต่ำกว่า 20 มีพัฒนาการล่าช้าอย่างชัดเจนในทุกๆ ด้าน มักมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว และฝึกการช่วยเหลือตนเองได้บ้าง มีขีดจำกัดในการเข้าใจและการใช้ภาษาอย่างมาก ต้องการความช่วยเหลือ ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
ระบาดวิทยา
พบความชุกของความบกพร่องทางสติปัญญาในประชากรทั่วไป ประมาณร้อยละ 1 โดยมีความแปรปรวนตามช่วงอายุ พบสูงสุดช่วงอายุ 10 ถึง 14 ปี แล้วค่อยๆ ลดลง พบลดลงมากในวัยผู้ใหญ่ ระดับความรุนแรงที่พบส่วนใหญ่คือระดับน้อย พบร้อยละ 85 ส่วนระดับรุนแรงมากพบอัตราความชุก 5.4 ถึง 10.6 ต่อ 1,000 ประชากรความแตกต่างระหว่างเพศ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง พบในอัตราส่วน 2 ต่อ1 ในระดับรุนแรงน้อย และ 1.5 ต่อ1 ในระดับรุนแรงมาก
สาเหตุ ส่วนใหญ่ไม่สามารถระบุหาสาเหตุที่ชัดเจนได้ (ร้อยละ 30-50) มักเกิดจากหลายสาเหตุเป็นปัจจัยร่วมกัน ทั้งปัจจัยทางชีวภาพ และปัจจัยทางจิตสังคม
ปัจจัยทางชีวภาพ เป็นสาเหตุได้ตั้งแต่ขณะตั้งครรภ์ ขณะคลอด และหลังคลอด ได้แก่ โรคทางพันธุกรรม การติดเชื้อ การได้รับสารพิษ กาขาดออกซิเจน การขาดสารอาหาร การเกิดอุบัติเหตุได้รับความกระทบเทือนของสมอง
ปัจจัยทางจิตสังคม เช่น ขาดการเลี้ยงดูที่เหมาะสม ถูกทอดทิ้ง ครอบครัวแตกแยก ฐานะยากจนอยู่ในภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ ขาดความกระตือรือร้น ขาดแรงจูงใจที่ดี
แนวทางการดูแลรักษา
1) การส่งเสริมศักยภาพครอบครัว
2) การส่งเสริมพัฒนาการ
3) การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ ในช่วงแรกเกิด ถึง 6 ปี กายภาพบำบัด · แก้ไขการพูด · ฝึกทักษะในชีวิตประจำวัน · กิจกรรมบำบัด
4) การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการศึกษา ในช่วงอายุ 7 ถึง 15 ปี
5) การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม
6) การฟื้นฟูสมรรถภาพทางอาชีพ เมื่ออายุ 15 ถึง 18 ปี
7) การใช้ยา
การป้องกัน
1 คู่สมรสควรมีการวางแผนครอบครัวล่วงหน้า
2 ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์
3 ในระหว่างตั้งครรภ์ ควรฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ
4 กลุ่มที่มีความเสี่ยงควรรับการตรวจเพิ่มเติม เช่น มารดาที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไป
5 หลังคลอด ควรติดตามประเมินพัฒนาการตามวัย
6 เอาใจใส่ดูแลเด็กอย่างเหมาะสม
หมายถึง
บุคคลมีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการมีพัฒนาการช้ากว่าปกติ หรือมีระดับเชาวน์ปัญญาต่ำกว่าบุคคลทั่วไป
นางสาวสิรินนาถ ใสงาม
นางสาวสุนิสา ภู่บัว