Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การตรวจพิเศษในหญิงตั้งครรภ์ (BPP (การดูแลรักษา (8-7 คะแนน (ถ้าครบกำหนด…
การตรวจพิเศษในหญิงตั้งครรภ์
BPP
การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์โดยอาศัยการประเมินพฤติกรรมหลายๆอย่างร่วมกัน
late deceleration ตอบสนองต่อ hypoxia โดยรวม Fetal tone หายไปช้าสุด ถ้า Fetal tone หายไปมีผลต่ออัตราการตายปริกำเนิดสูงสุด ดังนั้นการนำ BPP มาใช้ร่วมกับ NST จะช่วยลดผลบวกลวงของ NST ลงไป
สัญญาณเฉียบพลัน (Acute marker)
การเต้นของหัวใจ
variability ของการเต้นของหัวใจซึ่งจะเกิดหลังสุด โดยพบในช่วงไตรมาสที่ 3
Non stress test (NST)
ถ้าอายุครรภ์ตั้งแต่ 32 สัปดาห์ขึ้นไป หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น 15 ครั้ง/นาที นาน15 วินาที
เมื่อทารกดิ้น ถ้าอายุครรภ์ตํ่ากว่า 32 สัปดาห์จะเพิ่ม 10 ครั้ง/นาที นาน มากกว่า 10 วินาที
การตรวจ NST จะใช้เวลาประมาณ 20 นาที ถ้ามีการดิ้น 2 ครั้ง และอัตราการเต้นหัวใจเพิ่มขึ้นดังกล่าว แสดงว่าการทดสอบให้ผลลบ หรือเรียกว่า reactive นั่นคือทารกมีสุขภาพดี อย่างน้อยภายใน 7 วันหลังการตรวจ
ถ้า 20 นาทีแรกทารกไม่ดิ้นเลยให้ขยายเวลาตรวจไปเป็น 40 นาที เพราะทารกอาจหลับได้
การหายใจ
เริ่มปรากฏอายุ 20 สัปดาห์
การหายใจ (fetal breathing movement, FBM)
ถ้ามีการเคลื่อนไหวของทรวงอกและกะบังลมหรือสะอึกนานต่อเนื่อง อย่างน้อย 30 วินาทีตั้งแต่หนึ่งครั้งเป็นต้นไปใน 30 นาที ถือว่าปกติ
คือการเคลื่อนไหวของทรวงอก คือขนาดหายใจเข้ามีการยุบเข้าของทรวงอกพร้อมกับการเลื่อนต่ำของกระบังลม และส่วนในช่องท้อง ในทางกลับกันขณะหายใจออกทรวงอกคลายออกและกระบังลมเลื่อนขึ้นไปยังทรวงอก
การเคลื่อนไหว
ตอนอายุครรภ์ 10 สัปดาห์
การเคลื่อนไหว (fetal movement, FM)
การขยับแขนขาหรือมือ แตะแรงหรือเบา ก็จัดว่าเป็นการเคลื่อนไหวของทารกได้หมด โดยต้องเห็นอย่างน้อย 3 ครั้งใน 30 นาที การเคลื่อนไหวของแขนขาและลำตัว พร้อม ๆ กัน ถือว่าเป็น 1 ครั้ง ไม่นับแยกกัน
คือการเคลื่อนไหวของแขนขาหรือลำตัว อาจจะเกิดขึ้นเพียงส่วนเดียวหรือหลายๆ ส่วนรวมกัน เช่นการเห็นแขนเคลื่อนไหวเดี่ยวๆ ก็ถือว่ามี Fetal movement ปกติ จะต้องเห็นอย่างน้อย 3 episodes ในช่วงเวลาที่เฝ้าสังเกต การเคลื่อนไหวอื่นๆ เช่น แสยะหน้า ดูดหัวแม่มือ แลบลิ้น กลืน กลอกตา จะไม่รวมเข้าเป็น Fetal movement
tone ของกล้ามเนื้อ
พบได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 7-8 สัปดาห์
การตรวจ tone(fetal tone, FT)
การเคลื่อนไหวแบบเหยียดงอของแขนขา หรือ กำและคลายมือ (flexion และ deflexion) จะทำได้ยากขึ้นถ้าทารกอยู่ในท่างอตัว ทำให้เห็นการเคลื่อนไหวไม่ค่อยชัด
แต่ถ้า tone หายไปจริง เช่น เหยียดแล้วไม่คลาย หรือกำมือแล้วไม่ปล่อย แสดงว่าผิดปกติ มีโอกาสเกิด acidosis ของทารกในครรภ์ค่อนข้างสูง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงของทารกเสียชีวิตในครรภ์
ถ้ามีการเคลื่อนไหว ในลักษณะกำและคลายมือเต็มที่และกำมือใหม่ หรือ งอแล้วเหยียดของลำตัวหรือ แขนขา โดยต้องเป็นลักษณะของ complete flexion อย่างน้อย 1 ครั้ง แปลผลว่าปกติ
พบอย่างน้อย 1 episode ของการกางมือ กับเหยียดหัวแม่มือแล้วคืนสู่สภาพกำมือแบบเดิม ในกรณีที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของแขน FT ก็ยังถือว่าปกติ ถ้ามือยังคงอยู่ในลักษณะกำปั้นเป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที FT ที่ผิดปกติคือ มือยังคงอยู่ในสภาพกางนิ้ว
สัญญาณเรื้อรัง (Chronic marker)
เป็นลักษณะที่เกิดมานาน เรื้อรัง ไม่ได้เพิ่งเกิด ณ ขณะนั้น
ปริมาณน้ำคร่ำลดลง
ลักษณะของรก ในรายที่รกเริ่มมีการเสื่อมสภาพ
การแปลผล
การดูแลรักษา
6-7 คะแนน
เฝ้าติดตาม
8-7 คะแนน
ถ้าครบกำหนด พิจารณาให้คลอด
ถ้าไม่ครบกำหนด ให้ตรวจสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
6-5 คะแนน
ถ้าน้อยกว่า 36 สัปดาห์ ให้ตรวจซ้ำใน 24 ชั่วโมง
< 6 คะแนน พิจารณาให้คลอด
6 คะแนน ให้ดูแลรักษาตามคะแนนที่ได้
ถ้ามากกว่า 36 สัปดาห์ พิจารณาให้คลอด
4-3 คะแนน
ถ้าน้อยกว่า 32 สัปดาห์ ให้ตรวจซ้ำทุกวัน
ถ้ามากกว่า 32 สัปดาห์ พิจารณาให้คลอด
2-0 คะแนน
ให้คลอดถ้ามากกว่า 26 สัปดาห์
เป็นแบบทดสอบที่เอาไว้ประเมินร่วมกับตัววัดอื่นๆ เพื่อลดผลบวกและลบลวงของแต่ละแบบประเมิน
ข้อเสีย
เสียเวลามากในการตรวจ
มีข้อจำกัดของตัววัด มักไม่เท่าเทียมกัน
Contraction stress test (CST)
การตรวจวิธีนี้ใช้หลักการเดียวกับ NST แต่มีการเพิ่ม stress ก็คือการหดรัดตัวของมดลูกเข้าไป เพื่อดูการตอบสนองของระบบประสาททารกในครรภ์ที่จะแสดงออกมาทางรูปแบบการเต้นของหัวใจ วิธีนี้ใช้ประเมินภาวะ uteroplacental insufficiency ได้ดี
การตรวจด้วย CST จะทำในรายที่เป็น nonreactive NST โดยวิธีการทำต้องมีการหดรัดตัวของมดลูกร่วมด้วย ถ้าไม่มีต้องชักนำให้เกิด ซึ่งมีวิธีการชักนำอยู่ 2 วิธี คือ การกระตุ้นด้วย oxytocin หรือ nipple stimulation
ห้ามทำ
ในกรณีต่อไปนี้
Preterm labor หรือมีความเสี่ยงสูงในการเกิด preterm labor.
Preterm premature rupture of membrane
มีประวัติผ่าตัดมดลูกหรือ classic cesarean delivery.
Placenta previa
Multiple gestation
Polyhydramnios
ครรภ์แฝด
วิธีการตรวจ
Nipple stimulation test
อาศัยกลไกการหลั่ง Oxytocin จากการกระตุ้นหัวนม กล่าวคือ เมื่อมีการกระตุ้นหัวนมของหญิงมีครรภ์ จะทำให้กาส่งสัญญาณประสาทไปสู่ไขสันหลังผ่านไปยัง hypothalamus กระตุ้นให้ต่อมใต้สมองส่วนหลังให้หลั่ง hormone oxytocin เข้าสู่กระแสเลือด มีผลกระตุ้นกล้ามเนื้อเรียบ มีฤทธิ์กระตุ้นมดลูกส่วน fundus มากกว่าปากมดลูก จะทำให้มดลูกมีการหดรัดตัว โดยจะเพิ่มแรงบีบ เพิ่มความถี่โดยมีระยะพักหลังมีการหดรัดตัวมดลูก
1.จัดให้ผู้ป่วยนอนหงายหรือนอนตะแคงในท่าที่สบายและเหมาะสม
2.ติดสายรัด external FHR mornitor และ uterine activity
3.ให้มารดาใช้มือกระตุ้น คลึงเบา ๆ บริเวณยอด nipple ทำสลับ ซ้าย – ขวา โดยคลึงข้าง ละ 2 นาที แล้วหยุดพัก 3 นาที จึงเปลี่ยนไปกระตุ้นอีกข้างโดยวิธีเดียวกัน ทำไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเริ่มมี Ut.Contraction จะแปลผลได้เมื่อมี contraction อย่างน้อย 3 ครั้งใน 10 นาที แต่ละครั้งกินเวลานาน 40-60 นาที
Oxytocin challenge test
เป็นการชักนำให้เกิดการหดรัดตัวของมดลูกโดยให้ Oxytocin ทาง intravenous drip
1.จัดหญิงมีครรภ์นอนในท่า semi-Fowler’s หรือเอียงขวา (โดยยกสะโพกข้างหนึ่งขึ้นประมาณ 4 นิ้ว ด้วยหมอนแข็ง ๆ ) ไม่ให้มี supine hypotension
2.วัดความดันโลหิตเป็น base line ในระหว่างทดสอบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ supine Hypotension
3.ติด tocodynamometer และ Doppler FHR reactivity เข้ากับหน้าท้องมารดาและปรับให้ได้สัญญาณที่ดีที่สุด
เฝ้าสังเกต 15 – 20 นาที ประเมิน ประเมิน FHR reactivity ขณะที่มีการหดรัดตัวของมดลูกที่เกิดขึ้นเองโดยกำหนด ไว้ว่าการ หดรัดตัวของมดลูกที่เพียงพอคือ มี 3 ครั้ง ใน 10 นาทีDuration 40-60 วินาที
5.ถ้ามีการหดรัดตัวเองก็ไม่ต้องให้ oxytocin กระตุ้น ถ้าหากมีการหดรัดตัวเอง โดยไม่ได้ขนาดเพียงพอแต่มี late deceleration เกิดขึ้นทุกครั้ง หรือเกือบทุกครั้งของการหดรัดตัวถือเป็นข้อบ่งห้ามในการกระตุ้นด้วย oxytocin ต่อ
ถ้าไม่มีการหดรัดตัวของมดลูกเริ่มให้ oxytocin โดยใช้ Infusion pump ในอัตรา 0.5 มิลลิยูนิต/นาที
เพิ่มอัตราการให้อย่างช้า ๆ เช่น 2 เท่า ทุก ๆ 15 นาที จนกระทั่งได้ การหดรัดตัว 3 ครั้งใน 10 นาที
แต่ละครั้งกินเวลานาน 40-60 นาที
ถ้าพบมี Iate deceleration เกิดขึ้นทุกครั้งที่หดรัดตัวแม้ว่าการหดรัดตัวยังไม่เพียงพอก็สรุปได้ว่า เป็นผลบวก และหยุดทดสอบได้
หลังหยุดให้ Oxytocin แล้วให้ Monitor การหดรัดตัวต่อไปจนกว่าการหดรัดตัวกลับคืนมาสู่ภาวะปกติ ใช้เวลาในการทดสอบราว 1-2 ชั่วโมง
การแปลผล
ผล Negative หมายถึง ไม่มี deceleration ในขณะทำการทดสอบ โดยมีการหดรัดตัวของมดลูกอย่างน้อย 3 ครั้งใน 10 นาที นานครั้งละอย่างน้อย 40-60 วินาที
ผล Positive หมายถึง มี Late deceleration มากกว่าครึ่งหนึ่งของการทดสอบที่มีการหดรัดตัวของมดลูก
การพยาบาลที่สำคัญ
1.จัดให้มารดานอนพักทำตะแคงซ้าย ศีรษะสูง 30 องศา เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงมดลูกเพิ่มขึ้น
2.ประเมินการหดรัดหัวของมดลูก ทุก 15 นาทีและควบคุมการหดรัดหัวของมดลูก ไม่ให้เกิน 60 วินาทีหรือหดรัดหัวไม่เกิน 3 ครั้งต่อ 10 นาที เพื่อให้การคลอดปกติ
3.ประเมินการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ทุก 15-30 นาที
4.ประเมินความดันโลหิต ชีพจรและการหายใจ ทุก 15 นาที
5.เตรียมการให้ออกซิเจนและการฟื้นคืนชีพแก่ทารกแรกเกิดระหว่างการชักนำการคลอด
ดูลักษณะการเต้นของหัวใจทารกเมื่อมดลูกหดตัว เพื่อประเมินความสามารถต่อการทนการขาดออกซิเจนของทารกเมื่อมดลูกหดตัว
ข้อเสีย คือ ใช้เวลานานและมีผลลวงสูง
Non stress test (NST)
วิธีนี้อาศัยหลักการการเปลี่ยนแปลงอัตราการเต้นของหัวใจ ดู fetal heart rate variability ซึ่งเป็นการตอบสนองของระบบประสาทอัตโนมัติต่อสิ่งกระตุ้น
รูปแบบการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์
(fetal heart rate pattern)
อัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ ในช่วงแรกจะค่อนข้างเร็ว เป็นผลจากระบบประสาท sympathetic เมื่ออายุครรภ์มากขึ้นอัตราการเต้นจะลดลงเป็นผลจากสมดุลของระบบประสาท sympathetic และ parasympathetic ถ้ามีการกระตุ้นระบบประสาท sympathetic หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น แต่ถ้ากระตุ้นระบบประสาท parasympathetic หัวใจจะเต้นช้าลง ซึ่งมักเกิดจากการขาดออกซิเจน
FHR baseline ทารกปกติจะอยู่ระหว่าง 110-160 bpm
FHR variability คือ การแปรปรวนของการเต้นของหัวใจ ถ้าเป็นความแปรปรวนระหว่างการเต้นแต่ละครั้ง เรียกว่า beat to beat variability หรือ short term variability แต่ถ้าเป็นความแปรปรวนของ baseline FHR ในแต่ละช่วงเวลา เรียกว่า long term variability ซึ่งแบ่งตามขนาดของความแปรปรวนซึ่งบ่งชี้สุขภาพทารกในครรภ์ได้ดังนี้
Absent variability คือ ไม่มีความแปรปรวนของ FHR เมื่อมองด้วยตาเปล่า สัมพันธ์กับภาวะ asphyxia ของทารกในครรภ์สูง
Minimal variability คือ สังเกตเห็นความแปรปรวนของ FHR ได้แต่มีขนาดน้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 bpm สัมพันธ์กับภาวะ acidosis ของทารกในครรภ์ แต่อาจไม่มี asphyxia ก็ได้
Moderate (normal) variability คือช่วงขนาดของความแปรปรวนอยู่ระหว่าง 6-25 bpm มักพบในทารกปกติ
Marked variability คือ ความแปรปรวนของ FHR มากกว่า 25 bpm สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ และยังเป็นการตอบสนองต่อภาวะขาดออกซิเจน
FHR acceleration คือ การเพิ่มขึ้นของ FHR อย่างฉับพลัน มากกว่าหรือเท่ากับ 15 bpm และนานกว่า 15 วินาที แต่น้อยกว่า 2 นาที แต่ถ้านานกว่า 2 นาที แต่ไม่ถึง 10 นาที จัดเป็น prolonged deceleration แต่ในรายที่อายุครรภ์น้อยกว่า 32 สัปดาห์ เกณฑ์การวินิจฉัยลดลงเป็น เพิ่มขึ้น 10 bpm นานกว่า 10 วินาที
FHR deceleration คือ การลดลงของ FHR ซึ่งแบ่งเป็น 3 ชนิด
Early deceleration คือ การลดลงของ FHR อย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไปและกลับคืนสู่ baseline อย่างช้า ๆ สัมพันธ์กับการหดรัดตัวของมดลูก
Variable deceleration คือ การลดลงของ FHR อย่างฉับพลัน สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า โดย FHR จะลดลงมากกว่าหรือเท่ากับ 15 bpm คงอยู่นานมากกว่าหรือเท่ากับ 15 วินาที และไม่นานเกิน 2 นาที
Late deceleration คือ การลดลงของ FHR อย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไปและกลับคืนสู่ baseline อย่างช้า ๆ สัมพันธ์กับการหดรัดตัวของมดลูก โดยจุดตั้งต้นของการลดลงของ FHR จุดต่ำสุด และการกลับคืนสู่ baseline จะเกิดช้ากว่าจุดเริ่มต้นของการหดรัดตัวของมดลูก
วิธีการตรวจ
จัดท่า semi-Fowler หรือ ท่านอนตะแคงซ้าย จะดีกว่าท่านอนหงายซึ่งมักทำให้เกิด supine hypotension มีผลต่อการแปลผล NST
วัดความดันโลหิต
ติดเครื่อง electronic fetal monitoring โดยติดหัวตรวจ tocodynamometer เพื่อบันทึกการหดรัดตัวของมดลูก ไว้ที่ตำแหน่งยอดมดลูก และหัวตรวจ FHR ไว้ที่ตำแหน่งหลังของทารกที่ได้ยินเสียงการเต้นของหัวใจชัดที่สุด
บอกให้มารดากดปุ่มเมื่อรู้สึกถึงลูกดิ้น
บันทึก นาน 20นาที ถ้ายังแปลผลไม่ได้ให้บันทึกต่ออีก 20 นาที รวมเป็น 40 นาที
การแปลผล
Reactive หมายถึง การเพิ่มขึ้นของ FHR มากกว่าหรือเท่ากับ 15 bpm และนานกว่า 15 วินาที อย่างน้อย 2 ครั้งในช่วงการตรวจ 20 นาที อาจเกิดในช่วงใดของการตรวจภายใน 40 นาทีก็ได้ โดยระหว่างที่ตรวจสามารถกระตุ้นการเคลื่อนไหวด้วย artificial larynx กระตุ้นครั้งละ 1-2 วินาทีที่หน้าท้องมารดาซึ่งสามารถทำซ้ำได้ 3 ครั้ง ถ้าอายุครรภ์น้อยกว่า 32 สัปดาห์ ให้ลดเกณฑ์ลง ให้มีการเพิ่มขึ้นของ FHR อย่างน้อย 10 bpm และนานกว่า 10 วินาที ก็ถือว่า reactive เช่นเดียวกัน โดยที่ FHR baseline อยู่ในช่วง 110-160 bpm และ baseline variability อยู่ในช่วง 5-25 bpm
ใน reactive test อาจมี sporadic mild deceleration (amplitude < 40 bpm, duration < 30 วินาที) เกิดร่วมด้วยได้ หรือ ถ้า FHR อยู่ระหว่าง 150-170 bpm หรือ 100-110 bpm โดยที่ไม่มี deceleration ก็ถือว่าวางใจได้
Nonreactive หมายถึง การเพิ่มขึ้นของ FHR ไม่เป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่มีการเพิ่มขึ้นของ FHR เลยในการตรวจนาน 40 นาที
ประสิทธิภาพของ NST
มีผลบวกลวงสูง ดังนั้น NST reactive สามารถเชื่อมั่นได้ว่าทารกในครรภ์สุขภาพดี แต่ถ้า nonreactive ยังบอกไม่ได้ว่าทารกอยู่ในภาวะอันตรายจริงหรือไม่ต้องตรวจยืนยันเพิ่มเติมเพื่อให้การดูแลรักษาที่เหมาะสม
ข้อบ่งชี้
มารดามีภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ
มารดาเคยมีประวัติทารกตายในครรภ์ หรือ ครรภ์เกินกำหนด
ทารกเจริญช้าในครรภ์
มารดานับลูกดิ้นได้น้อยกว่าเกณฑ์
เริ่มตรวจเมื่อ GA 32 wk
เป็นการดูการตอบสนองของระบบประสาทอัตโนมัตของทารก (Fetal condition) แสดงออกด้วยลักษณะการเต้นของหัวใจทารกเมื่อทารกเคลื่อนไหว
Dropper
เป็นการตรวจอัลตราซาวด์ และพัฒนาใช้คลื่นเสียงดอพเลอร์ มาแสดงการไหลเวียนของเลือดที่ไหลผ่าน ทำให้ทราบถึงพยาธิสภาพของการไหลเวียนเลือดที่ทารกและรก โดยสามารถวิเคราะห์จากการวัดความเร็วโดยตรงหรือวิเคราะห์รูปคลื่น ซึ่งการตรวจสามารถทำได้ทั้งที่ทารกในครรภ์และมารดา ส่วนใหญ่จะตรวจในรายที่มีปัญหา fetal growth restriction
โดยสรุป การใช้คลื่นเสียงดอพเลอร์สามารถนำมาทำนายสุขภาพทารกในครรภ์ได้ โดยที่แนะนำให้ใช้มากที่สุดคือ umbilical artery แต่ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียวในการตัดสินการรักษาควรพิจารณาการตรวจด้วยวิธีอื่น เพิ่มเติม เช่น การทำ biophysical profile ร่วมด้วย
เส้นเลือดที่นิยมตรวจวัดเพื่อประเมินสุขภาพทารกในครรภ์
Umbilical artery
ความผิดปกติของรูปคลื่นเสียงนี้ อาศัยหลักการที่ เมื่อมีปัญหา uteroplacental insufficiency การไหลเวียนของเลือดที่รกจะลดลง ความต้านทานของรกจะเพิ่มขึ้น ทำให้การไหลเวียนของเลือดในจังหวะคลายตัวน้อยลง ลักษณะรูปคลื่นที่ผิดปกติจะเห็น diastole(d) wave ต่ำลง ถ้าในรายที่รุนแรง ลักษณะของ d wave จะหายไป หรือคือ absent end diastolic velocity(AEDV) หรืออาจะจะมีการสะท้อนหรือไหลย้อนกลับเป็น reverse end diastolic velocity(REDV) ได้ ดังรูป ซึ่งถ้าพบลักษณะ REDV ควรพิจารณาให้คลอดให้เร็วที่สุด
Middle cerebral artery
เป็นการวัดการไหลเวียนของเลือดในสมองของทารก ในรายที่มีปัญหา uteroplacental insufficiency ถึงแม้การไหลเวียนของเลือดในร่างกายจะลดลง แต่การไหลเวียนที่ไปยังสมองจะเพิ่มขึ้นตรงข้ามกันกับ umbilical artery เป็นผลของ brain sparing effect ที่เลือดพยายามไหลเวียนไปยังอวัยวะที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ลักษณะรูปคลื่นจึงเห็น d wave สูงขึ้น จึงนำมาใช้ในการตรวจสุขภาพภาวะทารกโตช้าในครรภ์ร่วมกับ umbilical artery จะเพิ่มความแม่นยำมากยิ่งขึ้น
Ductus venosus และ umbilical vein
เป็นการตรวจคลื่นเสียงดอพเลอร์ในเส้นเลือดดำ ซึ่งจะเป็นตัวที่บ่งชี้ถึงการทำงานของหัวใจ ในรายที่มีการทำงานของหัวใจล้มเหลวจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น ทารกโตช้าในครรภ์ชนิดรุนแรง หัวใจพิการ เป็นต้น หรือเป็นทารกบวมน้ำ (Hydrops fetalis) การตรวจดู venous Doppler ไม่ว่าจะเป็น ductus venosus หรือ inferior vena cava จะประเมินความรุนแรงของโรคได้
การคัดกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม
ในปัจจุบันถือว่ากลุ่มอาการดาวน์เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการบกพร่องทางสติปัญญานอกจากผู้ป่วยกลุ่มอาการดาวน์ทุกคน ดังนั้นจึงอาจเป็นที่ยอมรับในการให้ทางเลือกแก่สตรีตั้งครรภ์และคู่สมรสในการยุติการตั้งครรภ์ ในกรณีที่วินิจฉัยว่าทารกในครรภ์มีปัญหาเรื่องกลุ่มอาการดาวน์
วิธีการตรวจ
วิธีคัดกรองในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ (First-trimester sceening)
ตรวจเมื่ออายุครรภ์ 11-13 สัปดาห์
ประกอบด้วยการวัดความหนาแน่นของน้ำที่สะสมบริเวณต้นคอทารกโดยใช้อัลตร้าซาวด์ ร่วมกับการตรวจหาค่าสารชีวเคมี ในกระแสเลือดของสตรีตั้งครรภ์ 2 ชนิด คือ BHCG และ PAPP-A
วิธีคัดกรองในช่วงไตรมาสสองของการตั้งครรภ์ (Second-trimester screening)
สำหรับตรวจเมื่ออายุครรภ์ 14-16 สัปดาห์ มี 2 ทางเลือก
Quadruple screening
เป็นการตรวจเลือดมารดาเพื่อหาสารเคมีในเลือกมารดา 4 ชนิด เพื่อคนหาเด็กพิการแต่กำเนิด
AFP: alpha-fetoprotein เป็นโปรตีนที่ผลิตจากทารก
hCG: human chorionic gonadotropin เป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากรก
Estriol: estriolเป็นฮอร์โมน estrogen ที่ผลิตจากทารก และรก
Inhibin-A: inhibin-A เป็นโปรตีนที่ผลิตจากรกและรังไข่
Triple screening
เป็นการตรวจโดยการเจาะเลือดของมารดาเพื่อหาค่าของสารเคมีในเลือด 3 ชนิด ได้แก่
AFP( alpha-fetoprotein ) เป็นโปรตีนที่สร้างจากตัวอ่อน
hCG:( human chorionic gonadotropin ) เป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากรก
striol( estriol) เป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากทารก และรก
กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการที่ทารกในครรภ์เป็นดาวน์ซินโดรม ให้ตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดด้วยวิธีการเจาะน้ำคร่ำ (Amniocentesis)
วิธีคัดกรองในช่วงไตรมาสแรกร่วมกับวิธีคัดกรองในช่วงไตรมาสสองของการตั้งครรภ์ (Sequential first and second-trimester screening)
ถ้าตรวจวิธีคัดกรองในช่วงไตรมาสแรกพบเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำให้ตรวจ Quadruple screening ในไตรมาสสองต่อ ถ้าพบเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงให้ตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดด้วยการ
เจาะน้ำคร่ำ (Amniocentesis)
มักทำใน GA 15-18 wk
เป็นการนำเซลล์ในน้ำคร่ำมาตรวจโดยการใช้การ U/S ช่วยในการเจาะน้ำคร่ำ
ความเสี่ยง
แท้ง
ติดเชื้อ
เกิดอันตรายต่อทารก
คำแนะนำหลังการตรวจ
งดกิจกรรมหนัก ที่ต้องออกแรงมาก เช่น ยกของหนัก และเดินทางไกลใน 24 ชม.หลังการตรวจ
ถ้าปวดแผลสามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
สามารถอาบน้ำได้ปกติ ไม่จำเป็นต้องล้างแผล
อาการผิดปกติที่ต้องมาพบแพทย์
มีไข้
ปวดท้องมาก
มีน้ำเดิน
มีเลือดออกทางช่องคลอด
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
มีการติดเชื้อของรกและถุงน้ำคร่ำ
มีน้ำเดินก่อนกำหนด
มีเลือดออกทางช่องคลอด
ข้อบ่งชี้
มารดาอายุ 35 ปีขึ้นไป
เคยมีบุตรที่โครโมโซมผิดปกติ
มีประวัติครอบครัวมีโครโมโซมผิดปกติ
เคยคลอดบุตรที่มี Neural-tube defect
U/S พบว่าทารกผิดปกติ
เคยคลอดทารกที่มีความพิการหลายอย่าง และยังไม่ได้รับการวินิจฉัย
Ultrasound
การตรวจด้วยคลื่นความถี่สูง หมายถึงการใช้คลื่นเสียงที่มีความถี่สูงเกินกว่าที่หูคนจะได้ยิน ผ่านผนังหน้าท้องโดยเครื่องมือที่เรียกว่าทรานซ์ดิวเซอร์ เมื่อคลื่นเสียงส่งกระทบอวัยวะ จะสะท้อนกลับมาเข้าเครื่องและเปลี่ยนพลังงานให้เป็นภาพปรากฏในจอโทรทัศน์ ซึ่งสามารถถ่ายภาพหรือฟิล์มเอ็กซเรย์ไว้ได้
วิธีนี้แพทย์จะใช้เจลทาลงบนผิวหน้าท้อง และใช้เครื่องมือตรวจเคลื่อนไปมาบนหน้าท้อง ช่วยให้หัวตรวจสัมผัสกับพื้นผิวของร่างกายได้อย่างเต็มที่และไม่มีอากาศมาแทรกระหว่างหัวตรวจกับผิวหนัง
ในขณะตรวจแพทย์จะกดหัวตรวจบนผิวหนังส่วนที่จะตรวจเบา ๆ แล้วเคลื่อนไปจนทั่วไปเนื้อเยื่อหรืออวัยวะที่ตรวจ ซึ่งจะช่วยให้แพทย์และผู้เข้ารับการตรวจมองเห็นภาพการตรวจบนจอคอมพิวเตอร์ไปพร้อม ๆ กัน
มักทำเพื่อ
ตรวจดูท่าและส่วนนำทารก
คาดคะเนน้ำหนักทารกในครรภ์เพื่อวางแผนการคลอด
บอกอายุครรภ์