Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Nephrology (Non Infection (CRF (การพยาบาล (ระเมินอาการบวม การหายใจ,…
Nephrology
Non Infection
CRF
อาการและอาการแสดง
เหนื่อยง่าย น้ำหนักเพิ่ม บวมที่เท้า ซีด อ่อนเพลีย มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร มีรอยจ้ำเลือดที่ผิวหนังได้ง่าย หายใจเร็ว หายใจลำบาก ลมหายใจมีกลิ่นแอมโมเนีย มีอาการไอ เจ็บหน้าอกเวลาไอ
เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อาจมีอาการท้องผูก ท้องเสีย เซื่องซึม สับสน ไม่รู้สึกตัว กล้ามเนื้อเกร็ง เป็นตะคริว กระดูกหักง่าย ปวดข้อ คันตามผิวหนัง ผิวหนังคล้ำ แห้ง แตก ในหญิงอาจมีประจำเดือนขาดหายไป ผู้ชายจะมีลูกอัณฑะเล็กลง
สาเหตุ
เกิดจากความผิดปกติที่ไต เช่น มีอาการอักเสบที่ไต จากโรคต่างๆ เช่น SLE, Scleroderma, Polyarteritis nodosa เบาหวาน Hypertension นิ่วในไต
อาจเกิดจากการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ เช่น เนื้องอกของต่อมลูกหมากและกระเพาะปัสสาวะ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ถ่ายปัสสาวะไม่ออกเนื่องจากมีการอุดตันในหลอดปัสสาวะ (Urethral Obstruction)
การรักษา
-
-
ยากระตุ้นการบีบตัวของหัวใจ เช่น Digoxin หรือทำ Hemodialysis, Continuous ambulatory peritoneal dialysis (CAPD), Peritoneal dialysis หรืออาจต้องทำ Renal transplantation
-
-
ARF
-
การพยาบาล
ให้ความระมัดระวังเกี่ยวกับการให้ยาที่มีผลข้างเคียง หรือมีพิษต่อไต
ติดตามอาการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วย เช่น จำนวนปัสสาวะ ระดับยูเรียในเลือด (BUN) ครีอะตินีน (creatinine) ในเลือด
ติดตามผลเลือด Blood urea nitrogen (BUN), Creatinine (Cr), Electrolyte
-
-
ประเมินอาการ K+ ในเลือดสูง เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง หายใจเร็ว อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นต้น รักษาสมดุลน้ำ เกลือแร่ และแคลอรี่ รวมทั้งการรักษาสมดุลกรด-ด่าง โดยดูแลให้ผู้ป่วยได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอกับที่เสียไปในแต่ละวัน ป้องกันการเกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งอาจเกิดจากการมีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน การรักษาสมดุลเกลือแร่ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม รักษาสมดุลกรด-ด่าง ให้อาหารที่มีแคลอรี่เพียงพอ
การป้องกันภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ การติดเชื้อจากการคาสายสวนตามที่ต่างๆ จากแผลผ่าตัดและการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยแยกผู้ป่วยให้อยู่ห่างจากผู้ป่วยอื่นที่มีการติดเชื้อ และรักษาความสะอาดบริเวณที่มีการสวนคา
กำจัดของเสียออกจากร่างกายผู้ป่วย
จัดอาหารให้เหมาะสมกับโรค เช่น อาหารที่มีแคลอรี่สูง โปรตีนจากเนื้อสัตว์ นม ไข่ เกลือแร่ วิตามินจากผัก ผลไม้
การรักษา
-
-
-
ให้ Regular insulin (RI) + 50% Glucose ทาง IV ทั้งนี้ Insulin จะพา Glucose เข้าเซลล์ และนำ K+ ในเลือดได้อย่างรวดเร็ว
-
อาการและอาการแสดง
-
มีของเสียคั่ง (Blood urea nitrogen และ Creatinine สูง) ทำให้มีอาการของภาวะยูรีเมีย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร เยื่อบุช่องปากอักเสบ ท้องผูก ท้องเสีย เลือดออกในกระเพาะอาหาร ซึม ชัก หรือไม่รู้สึกตัว
มีภาวะเป็นกรดจากการเผาผลาญ (Metabolic acidosis) ทำให้มีอาการหายใจเร็วลึก บวม อาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ปอดบวมน้ำ มีโพแทสเซียมในเลือดสูง โซเดียมในเลือดต่ำ เมื่อพ้นระยะ 2 สัปดาห์แล้วผู้ป่วยจะมีปัสสาวะออกมากขึ้นและเข้าสู่ภาวะปกติ
-
Infection
Pyelonephitis
อาการและอาการแสดง
ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่นมาก ต้องห่มผ้าหนาวๆ หรือหลายๆ ผืน ปวดศรีษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย มักมีอาการปวดท้อง ปวดบั้นเอวข้างใดข้างหนึ่ง และปัสสาวะขุ่น
-
ผู้ป่วยมักมีไข้สูง ร่วมกับอาการหนาวสั่นต้องห่มผ้าหนาๆ คล้ายอาการของไข้มาลาเรีย แต่จะจับไข้ไม่เป็นเวลาแน่นอน และมีอาการหนาวสั่นได้วันละหลายครั้ง
มักมีอาการปวดบริเวณบั้นเอวหรือสีข้างเพียงข้างใดข้างหนึ่ง เมื่อใช้กำปั้นทุบเบาๆ เคาะบริเวณ CVA จะมีอาการสะดุ้งรู้สึกเจ็บจนสะดุ้งโหยง
-
สาเหตุ
-
กรวยไตเป็นส่วนที่อยู่เหนือสุดของท่อไต ซึ่งยื่นเข้าไปในเนื้อไต มีรูปร่างเป็นรูปกรวย เมื่อมีเชื้อโรคผ่านขึ้นทางท่อไตเข้ามาอยู่ในกรวยไต ก็จะทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อไตรอบๆ กรวยไต เรียกว่ากรวยไตอักเสบ
เชื้อโรคจะเข้าสู่กรวยไต โดยเริ่มจากการแปดเปื้อนที่ผิวหนังรอบๆ ปัสสาวะ ผ่านกระเพาะปัสสาวะ ย้อนขึ้นไปตามท่อไต เข้าไปในกรวยไต แล้วเชื้อมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนจนก่อให้เกิดโรคขึ้นมา
การรักษา
ให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ และให้ยาที่จำเป็นต่อการรักษาโรคนี้ ได้แก่ ยาปฏิชีวนะในการจำกัดเชื้อก่อโรค ที่นิยมใช้ เช่น ciprofloxacin, ofloxacin, coamoxiclave, cotrimoxazole นาน 14 วัน
ในรายที่มีการรุนแรง หรืออาเจียน กินอะไรไม่ได้ แพทย์จะรับตัวผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล จะให้สารน้ำ และยาปฏิชีวนะ เช่น gentamicin, cephalosporin จนกว่าอาการดีขึ้นจึงจะเปลี่ยนมาใช้ยาปฏิชีวนะชนิดกิน
แนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยขับเชื้อออกทางปัสสาวะ บำรุงร่างกายด้วยอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารพวกโปรตีน พักผ่อนให้เพียงพอ
หลังจากอาการทุเลาจนหายเป็นปกติแล้ว แพทย์จะนัดผู้ป่วยมาตรวจปัสสาวะเป็นระยะๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการติดเชื้อหลงเหลืออยู่หรือกลายเป็นกรวยไตอักเสบเรื้อรัง
ภาวะแทรกซ้อนที่มีอันตรายร้ายแรง ได้แก่ ภาวะไตวาย ทำให้ร่างกายขับน้ำและของเสียออกจาร่างกายไม่ได้ และภาวะโลหิตเป็นพิษ เชื้อแพร่เข้ากระแสโลหิต กระจายไปทั่วร่างกาย ซึ่งอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้
การพยาบาล
1.ดูแลให้ได้รับยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษาอย่างถูกต้องตามหลัก 5R คือ ถูกบุคคล ถูกชนิด ถูกขนาดถูกเวลา และถูกวิธี โดยใช้เทคนิคปราศจากเชื้อและตรวจดูบริเวณที่ให้ยาทางหลอดเลือดดําเพื่อประเมิน ภาวะหลอดเลือดดําอักเสบ
2.ดูแลให้สารน้ําทางหลอดเลือดดําและกระตุ้นให้ผู้ป่วยดื่มน้ํามาก ๆ วันละ 3 ลิตร เพื่อให้น้ําปัสสาวะมาก ๆ เป็นการชะล้างการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
-
4.แนะนําการทําความสะอาดของร่างกาย โดยทําความสะอาด อวัยวะสืบพันธุ์ด้วยการฟอกสบู่ทุกครั้งหลังการขับถ่ายอุจจาระ และล้างด้วยน้ําสะอาดทุกครั้ง การขับถ่าย ปัสสาวะหลังจากน้ันซับให้แห้งเพื่ลดความอับชื้น เป็นการป้องกันเชื้อโรคจากภายนอกร่างกายเข้าสู่ระบบ ทางเดินปัสสาวะ
-
-
Acute Glomerulonephritis
สาเหตุ
เชื้อแบคทีเรียมักเกิดตามหลังการติดเชื้อ Group A beta hemolytic streptococci เช่น ทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) พบบ่อยในเด็ก เกิดหลังจากติดเชื้อ 1-3 สัปดาห์ และเกิดจากการติดเชื้อที่ไม่ใช่เชื้อ Streptococcus เช่น Bacterial endocarditis, Sepsis และอาจเกิดจากโรคอื่นๆ เช่น Systemic lupus erythematosus (SLE), Vasculitis เป็นต้น
อาการและอาการแสดง
Edema, proteinuria, gross hematuria, back pain, oliguria และความดันโลหิตสูง อาการมักเกิดตามหลัง pharyngitis ประมาณ 1-3 สัปดาห์ ถ้าเป็นการติดเชื้อที่ผิวหนังจะมีระยะเวลานานกว่า คือ เกิดหลังประมาณ 3-6 สัปดาห์
การตรวจทางห้องปฏิบัติการพบการตรวจปัสสาวะผิดปกติทุกรายคือ พบ proteinuria, hematuria, cast ประมาณ 25% มีค่า serum creatinine มากกว่า 2 mg/dl ตรวจพบ Streptococcal antibody profile ได้มากกว่า 95% ในกรณีที่เกิดตามหลัง pharyngitis สำหรับกรณีที่เกิดตามการติดเชื้อที่ผิวหนังพบประมาณ 80%
การรักษา
การรักษา APSGN ที่สำคัญคือการรักษาตามอาการประกอบด้วยการรักษาภาวะ volume overload, ควบคุมความดันโลหิต, ควบคุมสมดุลเกลือแร่โดยเฉพาะจำกัดโซเดียม และระวังป้องกันการเกิดโปแตสเซียมในเลือดสูง และอาจจะต้องทำ dialysis เมื่อมีข้อบ่งชี้
การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาการติดเชื้อ Streptococci เป็นส่วนสำคัญในการรักษา ยาที่ใช้ได้ผลดีได้แก่ Penicillin, Erythromycin เป็นต้น โดยให้ยานาน 7-10 วัน
การพยาบาล
-
-
-
-
ติดตามผลการตรวจปัสสาวะเพื่อดูระดับ Blood urea nitrogen (BUN), Creatinine (Cr)
-
-