Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
กรณีศึกษา ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน (อาการของโรคไส้ติ่งอัก …
กรณีศึกษา ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน
ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis) คือการอักเสบของไส้ติ่งที่อยู่ระหว่างลำไส้เล็กส่วนปลายและลำไส้ใหญ่ส่วนต้น นับเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและอันตราย เพราะถ้าหากไม่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด ไส้ติ่งที่อักเสบจะแตก ทำให้เชื้อโรคที่อยู่ในไส้ติ่งแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย อาจเข้าสู่กระแสเลือดจนทำให้เป็นอันตรายต่อชีวิตได้
ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่พบได้บ่อย เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ไส้ติ่งเป็นอวัยวะที่อยู่ระหว่างลำไส้เล็กตอนปลายและลำไส้ใหญ่ตอนต้น เนื้อเยื่อของไส้ติ่งประกอบไปด้วยต่อมน้ำเหลือง ในมนุษย์พบว่าไส้ติ่งไม่ได้มีหน้าที่ใด ตำแหน่งที่ไส้ติ่งอยู่พบว่าตรงกับท้องด้านล่างขวา
ไส้ติ่ง (Vermiform appendix) เป็นส่วนขยายของลำไส้ที่ยื่นออกมาจากกระพุ้งไส้ใหญ่ (Cecum) อยู่ตรงบริเวณท้องน้อยข้างขวา โดยมีลักษณะเป็นถุงแคบและยาว มีขนาดกว้างเพียง 5-8 มิลลิเมตร และมีความยาวหรือก้นถุงลึกโดยเฉลี่ย 8-10 เซนติเมตร (ในผู้ใหญ่) ภายในมีรูติดต่อกับลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ไส้ติ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของลำไส้ใหญ่ที่ฝ่อตัวลงและไม่ได้ทำหน้าที่ในการย่อยและดูดซึมอาหาร เนื่องจากเป็นท่อขนาดเล็กปลายตัน เมื่อเกิดการอักเสบจึงทำให้เนื้อผนังไส้ติ่งเน่าตายและเป็นรูทะลุในเวลาอันรวดเร็วได้
อาการของโรคไส้ติ่งอัก เสบไส้ติ่งอักเสบเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้อย่างเฉียบพลัน มักเป็นมากขึ้นและอาการแย่ลงภายใน 6-24 ชั่วโมง
มีอาการปวดอย่างเฉียบพลัน ที่บริเวณรอบสะดือ ต่อมาย้ายไปปวดที่ท้องด้านล่างขวาเนื่องจากการอักเสบที่ลุกลามมากขึ้น
มีอาการปวดมากขึ้นขณะที่ไอ เดิน หรือแม้แต่ขยับตัว
คลื่นไส้ อาเจียน
เบื่ออาหาร
มีไข้ต่ำ ๆ ระหว่าง 37.2-38 องศาเซลเซียส และอาจสูงกว่า 38.3 องศาเซลเซียสหากเกิดภาวะไส้ติ่งแตก
ท้องเสีย ท้องผูก หรือมีอาการท้องอืดรวมด้วย
มีอาการปัสสาวะบ่อยขึ้น เนื่องจากการอักเสบที่มากขึ้นของไส้ติ่งไปกระตุ้นท่อไตของระบบทางเดินปัสสาวะซึ่งอยู่ใกล้กัน
อาการไส้ติ่งอักเสบ แบ่งออกได้เป็น 2 แบบ
ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน (Acute appendicitis)
แบบตรงไปตรงมา
มีท้องเสีย
ปัสสาวะบ่อย
คลื่นไส้รุนแรง
แบบไม่ตรงไปตรงมา
มีไข้
กดเจ็บทั่วท้อง
ปวดเบ่ง
ไส้ติ่งอักเสบเรื้อรัง (Chronic appendicitis)
สาเหตุของโรคไส้ติ่งอักเสบ
ไส้ติ่งอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศ ทุกวัย แต่ส่วนใหญ่มักจะพบในกลุ่มคนอายุตั้งแต่ 10-30 ปี ทั้งนี้ อาจพบในกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี ด้วย โดยสาเหตุเกิดจากภาวะการอักเสบในไส้ติ่ง ซึ่งอาจเกิดจากการอุดตันภายในไส้ติ่ง สิ่งที่ไปอุดตันอาจเป็นได้ทั้ง เศษอุจจาระขนาดเล็กที่ทำให้ไส้ติ่งเกิดการติดเชื้อและบวมขึ้น หรืออาจเป็นก้อนเนื้อมะเร็ง บางครั้งก็อาจเกิดจากการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน ที่ส่งผลให้ต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกาย รวมทั้งต่อมน้ำเหลืองในไส้ติ่งเกิดการปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการขยายตัวขึ้นจนไปปิดกั้นไส้ติ่ง และทำให้ไส้ติ่งที่อาจมีเชื้อโรคอาศัยอยู่เกิดอาการอักเสบในที่สุด
การรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบ
ไส้ติ่งอักเสบสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเท่านั้น เพราะจะช่วยรักษาอาการและช่วยกำจัดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะไส้ติ่งแตก โดยการผ่าตัดที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือการผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Surgery) เพราะเป็นการผ่าตัดเล็กสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ทันที เหมาะกับกรณีไส้ติ่งที่อักเสบยังอยู่ในระยะไม่ร้ายแรงนัก หากรุนแรงถึงขั้นไส้ติ่งแตก ก็จะต้องใช้การผ่าตัดแบบเปิด (Open Surgery) ซึ่งเป็นผ่าตัดแบบมาตรฐาน เพราะนอกจากจะต้องนำไส้ติ่งที่แตกออกแล้ว ยังต้องทำความสะอาดภายในช่องท้อง และใส่ท่อเพื่อระบายหนองจากฝีที่เกิดขึ้นอีกด้วย
ในรายที่มีอาการไส้ติ่งอักเสบชัดเจน
แพทย์จะรีบให้การรักษาด้วยการผ่าตัดไส้ติ่งออกทันที เพื่อป้องกันไส้ติ่งแตกทะลุและเกิดการติดเชื้อรุนแรงตามมา (ในกรณีนี้ยังไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด แต่แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะก่อนการผ่าตัดได้ เมื่อผ่าตัดแล้วพบว่าไส้ติ่งอักเสบไม่แตกทะลุก็ไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะต่อ) โดยการผ่าตัดไส้ติ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที การทำไม่ยุ่งยาก และแพทย์จะให้ผู้ป่วยอยู่พักรักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณ 2-3 วัน
ในรายที่แพทย์สงสัยว่าไส้ติ่งแตกทะลุ
แพทย์จะนิยมให้ยาปฏิชีวนะไว้ก่อนตั้งแต่ก่อนการผ่าตัด (เพื่อป้องกันการติดเชื้อหลังการผ่าตัด)
ในรายที่มีอาการไส้ติ่งแตกและมีอาการเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis)
ก่อนนำผู้ป่วยไปผ่าตัด แพทย์จะใช้วิธีรักษาแบบประคับประคองให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาพที่เหมาะสมต่อการให้ยาสลบและการผ่าตัดก่อน เช่น ให้น้ำเกลือ ให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม ให้ยาลดไข้หรือเช็ดตัวให้อุณหภูมิร่างกายลดลง ถ้าผู้ป่วยมีไข้สูง
ในรายที่ไส้ติ่งอักเสบมาแล้วหลายวันและกลายเป็นก้อนฝีรอบ ๆ ไส้ติ่ง
แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์ครอบคลุมกว้างขวางไปก่อน (เพราะก้อนฝีอาจยังเละ ยุ่ย ไม่รวมตัวกันดี และการผ่าตัดเข้าไปรื้อค้นอาจทำให้ก้อนฝีฉีกขาดกระจัดกระจายได้) แพทย์จะให้การรักษาต่อโดยวิธีประคับประคอง และค่อยนัดผู้ป่วยมาผ่าตัดแบบไม่ฉุกเฉินในอีก 6-12 สัปดาห์ต่อมา แต่ถ้าการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีอาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัดเลย
การผ่าตัดไส้ติ่ง
การผ่าตัดผ่านทางหน้าท้อง (Open Appendectomy) แพทย์จะผ่าเปิดช่องท้องบริเวณช่วงท้องด้านล่างขวาเป็นความยาวประมาณ 2-3 นิ้ว แล้วตัดไส้ติ่งซึ่งเป็นอวัยวะที่อยู่เชื่อมติดกับลำไส้ใหญ่ส่วนต้นออก จากนั้นแพทย์จะเย็บปิดแผล วิธีการนี้เป็นวิธีที่สะดวกต่อการทำความสะอาดเนื้อเยื่อและอวัยวะบริเวณใกล้เคียงหากมีการอักเสบของไส้ติ่งจนไส้ติ่งแตก และเป็นวิธีที่เหมาะกับผู้ที่เคยผ่าตัดหน้าท้องมาก่อน
ผ่าตัดบริเวณท้องน้อยด้านขวา
ขนาดแผล 3-10 เซนติเมตร
กรณีไส้ติ่งแตก อาจต้องเปิดแผลขนาดยาวกลางท้องเพื่อทำการล้างภายในช่องท้อง
การผ่าตัดผ่านกล้อง Laparoscopic Appendectomy แพทย์จะผ่าตัดเปิดช่องเล็ก ๆ บริเวณหน้าท้อง แล้วสอดท่อขนาดเล็กที่เรียกว่า แคนนูล่า (Cannula) เข้าไปตามช่องเพื่อขยายช่องท้องด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากนั้นจะสอดอุปกรณ์ที่เรียกว่า แลพพาโรสโคป (Laparoscope) ซึ่งเป็นท่อบาง ๆ ที่มีความยาว มีหลอดไฟและมีกล้องความละเอียดสูงอยู่ที่ปลายท่อ ซึ่งจะคอยส่งสัญญาณภาพให้แพทย์ผ่าตัดพบบริเวณที่เป็นไส้ติ่ง แล้วแพทย์จะใช้อุปกรณ์พิเศษขนาดเล็กสอดเข้าไปในช่องเล็ก ๆ ที่ผ่าบริเวณหน้าท้อง เพื่อทำการตัดแล้วนำไส้ติ่งออกมา จากนั้นจึงทำความสะอาด เย็บปิด และตกแต่งบาดแผลทั้งหมด เป็นเทคโนโลยีการผ่าตัดที่ค่อนข้างเป็นที่นิยม เนื่องจากวิธีนี้จะลดความเสี่ยงที่อวัยวะภายในอาจได้รับผลกระทบจากการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง ทำให้เกิดแผลเล็กกว่า และผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหมาะกับผู้สูงอายุและผู้ที่อยู่ในภาวะอ้วน
แผลขนาดเล็ก 1-2 เซนติเมตร บริเวณสะดือ
แผลขนาดเล็ก 0.5 เซนติเมตร บริเวณเหนือหัวหน่าว และบริเวณท้องน้อยด้านขวา
เจ็บแผลผ่าตัดน้อยกว่า
นอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลสั้น สามารถกลับไปดำเนินกิจวัตรประจำวันได้เร็วกว่า
ลดภาวะแทรกซ้อนได้ดีกว่า
ภาวะแทรกซ้อนของไส้ติ่งอักเสบ
หากไม่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดภายใน 24-36 ชั่วโมงหลังมีการอักเสบ (มักจะไม่เกินระยะเวลา 3 วัน) ไส้ติ่งจะขาดเลือดกลายเป็นเนื้อเน่าและตาย สุดท้ายผนังของไส้ติ่งที่เปื่อยยุ่ยจะแตกทะลุ หนองและสิ่งสกปรกภายในลำไส้จะไหลออกมาในช่องท้อง
เยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis)
เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
บางรายก็อาจกลายเป็นก้อนฝีรอบ ๆ ไส้ติ่งแทรกซ้อนแทน ซึ่งเกิดจากร่างกายสร้างเนื้อเยื่อมาห่อหุ้มไส้ติ่งที่แตกนั้นไว้
การวินิจฉัยโรคไส้ติ่งอักเสบ
ปัญหาถุงน้ำดี
การติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะ
โรคลำไส้อักเสบโครห์น (Crohn's disease)
โรคกระเพาะอาหารอักเสบ
มีอาการปวดท้องด้านขวาล่างติดต่อกันนาน ๆ และมีอาการคลื่นไส้ หรือ รู้สึกปวดอย่างรุนแรงเมื่อขยับตัว
การตรวจเลือดเพื่อหาสัญญาณของการติดเชื้อ
การตรวจด้วยวิธีอัลตราซาวด์ (Ultrasonogram) เป็นวิธีการตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนปรากฏเป็นภาพ
การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) คือการเอกซเรย์ด้วยลำแสงเอกซ์ (X-ray) ด้วยคอมพิวเตอร์
การปฏิบัติตัวก่อนเเละหลังการผ่าตัด
การปฏิบัติตัวก่อนการผ่าตัดไส้ติ่ง
งดอาหารและน้ำดื่มไว้ด้วยเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผ่าตัด6 ชั่วโมงเพื่อความปลอดภัยของการดมยาสลบ
ถอดของมีค่าหรือสิ่งแปลกปลอมจากธรรมชาติ (เช่น ถอดฟันปลอมออก เพื่อป้องกันการหลุดของฟันปลอมเข้าไปอุดที่หลอดลม)
การปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด
หลังการผ่าตัดไส้ติ่ง 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะต้องทำการลุกจากเตียง เพื่อให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวเร็วขึ้น งดอาหารและน้ำหลังผ่าตัดวันแรก ส่วนการดูแลแผลผ่าตัด ห้ามให้ผ้าปิดแผลเปียกน้ำ ห้ามให้แผลโดนน้ำ ห้ามเกา และเวลาไอหรือจามให้ใช้มือประคองแผลไว้ด้วยเพื่อป้องกันแผลที่เย็บแยกออก ถ้าแผลยังไม่แห้งดีอย่าเพิ่งอาบน้ำ แต่ให้ใช้วิธีการเช็ดตัวแทน นอกจากนั้นคือการรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ เน้นการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เพราะจะช่วยให้แผลติดเร็วมากขึ้น นอกจากนั้นคือ การขับถ่ายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ
อาหารและโภชนาการสำหรับผู้ป่วยหลังการผ่าตัดไส้ติ่ง
อาหารน้ำใสที่สามารถกลืนง่าย ไม่ต้องเคี้ยว เช่น น้ำซุปใส ๆ น้ำต้มผัก น้ำผลไม้ที่กรองเอาเนื้อออก เพื่อต้องการให้อวัยวะในระบบขับถ่ายทำงานน้อยที่สุด จะได้ไม่มีผลกระทบต่อแผลผ่าตัด
หลังจากนั้นแพทย์จะให้อาหารอ่อนที่มีกากน้อย ย่อยง่าย รสชาติอุ่น ๆ เช่น ข้าวต้มปลา ข้าวต้มหมู โจ๊ก (เนื้อสัตว์ทุกชนิดจะต้องทำให้นุ่มและเปื่อยเท่านั้น) ผักที่ไม่แข็ง ผลไม้ที่นิ่ม ๆ ไม่มีเปลือกแข็งหรือมีใยมาก (เช่น กล้วยสุก มะละกอสุก มะม่วงสุก)
ส่วนอาหารที่ควรงดเว้น คือ แอลกอฮอล์ ชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีสารกาเฟอีนทุกชนิด
ข้อมูลทั่วไป
เด็กหญิงธิดารัตน์ ตะวงษา น้องน้ำปั่น อายุ 9 ปี เพศหญิง เตียง 15 น้ำหนัก 32.5 กิโลกรัม ส่วนสูง 130 ซม.
ผู้ป่วยเป็นบุตรคนที่ 1 ไม่มีภาวะแทรกซ้อนขณะฝากครรภ์ G1P1A0L1 GA 38 คลอด Nomal labol ทารกน้ำหนัก 2090 กรัม ไม่มีภาวะแทรกซ้อนขณะคลอดและหลังคลอด
การวินิจฉัยครั้งแรก : Acut Appendictis
แปลว่า : ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน
ได้รับวัคซีนครบกำหนด
อาการสำคัญ Refer มาจากโรงพยาบาลน้ำโสม
ประวัติการเจ็บป่วยในปัจจุบัน ก่อนมาโรงพยาบาล 3 ชั่วโมงมีอาการปวดท้องใต้สะดือไปรักษาที่คลินิก ได้รับยามาทานอาการไม่ดีขึ้นจึงไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลน้ำโสม โรงพยาบาลน้ำโสมทำการตรวจ อัลตร้าซาวด์ พบว่าเป็นไส้ติ่ง จึงให้Referมาผ่าที่โรงพยาบาลศูนย์ อุดรธานี
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล