Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลผู้ป่วยเกี่ยวกับอวัยวะรับสัมผัส - Coggle Diagram
การพยาบาลผู้ป่วยเกี่ยวกับอวัยวะรับสัมผัส
ตา :
คือ
ตา เป็นอวัยวะที่ทาหน้าที่ในการมองเห็น ลูกตามีอยู่สองข้างอยู่ภายในเบ้าตา มีรูปร่างค่อนข้างกลมขนานเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 24 มิลลิเมตร
ประกอบไปด้วย
ชั้นกลาง (มีหลอดเลือดมาเลี้ยงเป็นจำนวนมาก )
ม่านตา (Iris) เป็นแผ่นบาง ๆ ยืดหดได้ อยู่หลังกระจกตาหน้าเลนส์
รูม่านตา (pupil) ซึ่งทาหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงเข้าสู่ตาโดยการหดยืดของม่านตา และ
anterior chamber อยู่ระหว่างกระจกตากับม่านตา และ posterior chamber อยู่
Ciliary body เป็นส่วนหน้าสุดของ choroid ทาหน้าที่สร้างของเหลวที่เรียกว่า aqueous humor ทาหน้าที่ให้อาหารแก่เลนส์และกระจกตาซึ่งไม่มีเลือดมาเลี้ยงโดยตรงและช่วยรักษาความดันในลูกตาให้คงที่
•Choroid เป็นเยื่อบาง ๆ อยู่ ระหว่าง sclera กับจอตา เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดจานวนมากและมี เซลล์เม็ดสี (pigmented cell) จานวนมา
ทาให้ชั้น choroid เป็นสีน้าตาล ทาหน้าที่สร้าง อาหารมาเลี้ยงส่วนนอกของ จอตา เลนส์และ vitreous body
ชั้นใน
จอประสาทตา (Retina) เป็นส่วนหลังสุดของลูกตา เป็นเนื้อเยื่อที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีความไวต่อแสงมาก
มีหน้าที่รับภาพจากแก้วตา ซึ่งส่งมาเป็นพลังงานแสงแล้วแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า ส่งต่อไปยังประสาทตาเพื่อส่งต่อไปยังสมองเพื่อแปลงพลังงานไฟฟ้ากลับเป็นภาพให้เราเห็น
แก้วตา (Lens) เป็นอวัยวะที่ไม่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง ไม่มีเส้นประสาทมากากับ มีชีวิตอยู่ได้โดยอาหารจากสารน้าในลูกตาและวุ้นตา
ทาหน้าที่ช่วยกระจกตาทาหน้าที่ในการหักเหของแสงให้มาโฟกัสที่จอตาทาให้เกิดการมองเห็น
วุ้นตา (Vitreous) เป็นแหล่งอาหารแก้วตา เนื้อเยื่อ Ciliary body และจอตา
ชั้นนอก (เนื้อเยื่อเกี่ยวพันธ์ุ)
เปลือกลูกตา (Sclera) ทาหน้าที่ห่อหุ้มลูกตาเพื่อรักษาทรงของลูกตา
กระจกตา (Cornea) มีลักษณะโปร่งแสงทาหน้าที่หักเหแสงร่วมกับเลนส์ตา และช่วยในการโฟกัสภาพ
การตรวจตา
ใช้เทคนิค การดูและการคลำ
ลูกตา
ใช้การดูตำแหน่งของลูกตา และความชื้นของเปลือกตา ดูความนูนของลูกตา ทั้งขณะลืมตา และขณะหลับตา
ใช้การคลำเพื่อประเมินความนุ่มของลูกตา ปกติสัมผัสจะนุ่นถ้าแข็งแสดงว่ามีความดันในลูกตามาก
หนังตา
ดูว่ามีอาการบวมช้ำหรือไม่
สังเกตการดึงรั้งของหนังตา เปลือกตาตก
ขนตา
ขนตาม้วนออก Ectropion
ขนตาม้วนเข้า Entropion
รูม่านตา และแก้วตา
ใช้ไฟฉายช่องเพื่อสังเกตการหดขยายของรูม่านตา และสังเกตความใสของแก้วตา
โรคทางตาที่พบ
ต้อหิน Golucoma
เป็นกลุ่มโรคที่มีลักษณะร่วม ได้แก่ มีความดันในลูกตา (IOP) มีขั้วตาผิดปกติและสูญเสียลานสายตา (visual field) ร่วมด้วย
ปกติค่าความดันของลูกตาอยู่ ประมาณ 10 – 20 mmHg
สาเหตุ
•มีการคั่งของน้าเอเควียสจากมีโครงสร้างตาผิดปกติ
•ความผิดปกติของ trabecular meshwork ตั้งแต่กาเนิด
•มีความเสื่อมของเนื้อเยื่อภายในลูกตา
•การใช้ยาที่มีสารฮอร์โมนพวกคอร์ติโคสเตียรอยด์ติดต่อเป็นเวลานาน
•มีต้อกระจกสุกหรือต้อกระจกสุกงอม
•เนื้องอกในลูกตา
•อุบัติเหตุในตา
ชนิดและอาการแสดงแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
ต้อหินปฐมภูมิ (Primary glacoma)
•- ต้อหินชนิดมุมปิด (angle – closure glacoma) เมื่อมีการตีบแคบของ trabecular meshwork ที่เป็นทางระบายน้าเลี้ยง ลูกตาทาให้การระบายน้าเลี้ยงในลูกตาลดลงทาให้มีแรงกดภายในลูกตา โดยเฉพาะบริเวณขั้วประสาทตา (optic disc) มีการทาลายของประสาท
ต้อหินชนิดมุมเปิด (open – angle glacoma) เกิดความผิดปกติของทางเดินน้าเลี้ยงภายในลูกตา เช่น การตีบแคบของท่อ ตะแกรงที่เป็นทางระบายน้าเลี้ยงภายในลูกตา (trabecular meshwork) ทา ให้การระบายน้าเลี้ยงภายในลูกตาลดลง ในขณะที่การสร้างน้าเลี้ยงภายในลูก ตามีปริมาณเท่าเดิม ทา
อาการและอาการแสดง
ต้อหินระยะเฉียบพลัน มีอาการปวดศีรษะมาก ปวดตามากสู้แสงไม่ได้ ตามัวลงคล้ายหมอกมาบัง บางคนมองเห็นแสงสีรุ้งรอบ ๆ ดวงไฟ
ต้อหินระยะเรื้อรัง ความดันของลูกตาสูงขึ้นเล็กน้อย ผู้ป่วยอาจไม่รู้สึกอาการอะไรเลย บางคนรู้สึกมึนศีรษะ ตาพร่ามัว รู้สึกเพลียตา ไม่มีอาการปวด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของลานสายตา ลานสายตาจะค่อย ๆ แคบลง
ต้อหินทุติยภูมิ (Secondary glacoma)
เป็นต้อหินที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีความผิดปกติภายในลูกตาหรืออาจเกิดจากมีโรคทางกายที่ทาให้การไหลของเอเควียสลดลง
อาการและอาการแสดง
การรักษา ต้อหินระยะเฉียบพลันต้องรีบรักษาเพื่อลดความดันในลูกตาให้ลงสู่ระดับปกติ ก่อนที่จะเกิดพยาธิสภาพเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรกับประสาทตาโดยแพทย์มักให้ยาหยอดตา และยารับประทานทางปากหรือยาฉีด
ต้อหินระยะเรื้อรัง แพทย์จะให้รักษาเพื่อมิให้ยาหยอดตาและยารับประทาน เพื่อเพิ่มการไหลออกหรือลดการผลิตน้าเอเควียส ควบคุมความดันลูกตาให้อยู่ในระดับปกติพร้อมนัดมาตรวจเป็นระยะ ๆ
ต้อหินแต่กาเนิด (Congenital glacoma)
ต้อที่เกิดจากมี development anormalies โดยชนิดการเกิดต้อนั้น อาจเป็นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง
การพยาบาลผู้ป่วยโรคต้อหิน
•อธิบายให้เข้าใจเกี่ยวกับโรคและการรักษา
•การเตรียมตัวก่อนการยิงเลเซอร์ เวลายิงจะไม่รู้สึกเจ็บภายใน 24 ชั่วโมงแรก หลังยิงเลเซอร์อาจมีอาการปวดศีรษะหรือตามัวลงเล็กน้อย
•หากมีอาการ ตาแดง น้าตาไหล ปวดตามาก ตามัวลง หรือตาสู้แสงไม่ได้ให้มาตรวจก่อนวันนัด
•สอนวิธีการหยอดตาอย่างมีประสิทธิภาพ
•แนะนาให้ใส่แว่น หลีกเลี่ยงการขยี้ตา หลังทาเลเซอร์
ต้อกระจก cataract
เป็นภาวะแก้วตา (Lens) ขุ่น เป็นผลการเปลี่ยนแปลงโปรตีนภายในแก้วตา จากที่มีลักษณะโปร่งใสเหมือนกระจกในภาวะปกติเป็นทึบแสง ไม่ยอมให้แสง ผ่าน ทาให้เกิดอาการตามัว มองเห็นภาพไม่ชัดเจน
สาเหตุ
•การเสื่อมตามวัย (Senile cataract) วัยชรา
ต้อกระจกที่ยังไม่สุก (immature cataratc) เป็นระยะที่ตาขุ่นไม่มาก ลักษณะแรกการขุ่นของแก้วตาเริ่มที่เปลือกหุ้มแก้วตา (cortex) แต่บริเวณกลางแก้วตา (nucleus) ยังคงใส
ต้อกระจกที่สุกแล้ว (mature cataratc) เป็นระยะที่ตาขุ่นทั้งหมดแก้วตามีความแข็งตัวในขนาดที่พอดี ความขุ่นของแก้วตากระจายไปทั่วลูก เมื่อใช้ไฟฉายส่องเฉียง ๆ จะไม่พบเงาม่านตาและวัดสายตาได้ ประมาณนับนิ้วได้ (finger count: FC) หรือ เห็นมือโบกไหวไปมา (hand movem:HM) หรือเห็นเพียงแสงไฟและบอกทิศทางได้ ระยะนี้เหมาะสมกับการผ่าตัดมากที่สุด
ต้อกระจกที่สุกเกินไป (hypermature cataract) เป็นต้อกระจกที่สุกมากจนขนาดเลนส์เล็กลงและมีเปลือกหุ้มเลนส์ที่ย่น เกิดจากน้าซึมออกนอกเซลล์ เลนส์แข็งมากขึ้น หากปล่อยทิ้งไว้ตาจะบอดได้
•ความผิดปกติโดยกาเนิด (Congenital cataract) ความผิดปกติในการเจริญเติบโตของลูกตาในเด็กทารกแรกเกิด ส่วนมากเป็นกรรมพันธุ์
•เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ (Secondary cataract) โดนกระทบกระเทือนอย่างแรงที่ลูกตา หรือโดนของมีคมทิ่มแทงทะลุตาและไปโดยเลนส์ตา เป็นต้อหิน โรคเบาหวาน ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ พาราไทรอยด์ พิษสารเคมี
อาการและอาการแสดง
•ตามัว ลงช้า ๆ โดยไม่รู้สึกเจ็บปวด โดยเฉพาะมีอาการตามัวขึ้นในที่สว่าง เนื่องจากในที่มีแสงสว่างรูม่านตาจะเล็กลง
มองเห็นภาพซ้อน เนื่องจากแก้วตาที่ขุ่นจะทาให้การหักเหของแสงเปลี่ยนไป
ความสามารถในการมองเห็นลดลง รู้สึกว่าสายตาสั้นลง เพราะการหักเหของแสงที่เปลี่ยนไปจึงทาให้มองได้ชัดเจนในระยะที่ใกล้
•มองผ่านรูม่านตา (pupil) จะเห็นแก้วตาขุ่นเมื่อส่องดูด้วยไฟ
การรักษา
ต้อกระจกไม่มีการรักษาด้วยยา มีวิธีเดียวเท่านั้น คือ การผ่าตัดเอา แก้วตา ที่ขุ่นออก ซึ่งเรียกว่า ลอกต้อกระจก
ชนิดของการผ่าตัด
1.Intracapsular cataract extraction (IICE)
การผ่าตัดนาแก้วตาที่ขุ่นพร้อมทั้งเปลือกหุ้มเข้าตาทั้งหมดในเวลาเดียวกันการผ่าตัดชนิดนี้มีผลไม่แน่นอน
Extracapsular cataract extraction (ECCE)
อ การผ่าตัดเอาแก้วตาที่ขุ่นออกพร้อมทั้งเปลือกหุ้มเข้าตาด้านหน้า โดยเหลือเปลือกหุ้มแก้วตาด้านหลัง
Phacoemulsification with Intraocular Lens (PE C IOL) เป็นการผ่าตัดต้อกระจกโดยใช้คลื่นเสียงหรืออัลตราซาวด์ที่มีความถี่สูงเข้าไปสลายเนื้อแก้วตาแล้วดูดออกมาทิ้ง
ข้อดี ของวิธีนี้ ต่างกับวิธีปกติตรงที่แผลผ่าตัดเล็กกว่า การเกิดสายตาเอียงหลังผ่าตัดน้อยลงระยะพักฟื้นหลังการผ่าตัดสั้นกว่า
ข้อเสีย เนื่องจากเป็นวิธีใหม่ ดังนั้นต้องอาศัยความชานาญของแพทย์ต้องใช้เครื่องมือราคาแพง และต้องใช้สารหล่อลื่น ช่วยในระหว่างผ่าตัด มิฉะนั้นเครื่องอัลตราซาวด์อาจสั่นไป ทาลายกระจกตาได้
การพยาบาลผู้ป่วยต้อกระจก
•จัดท่านอนให้ผู้ป่วยไม่นอนทับบริเวณตาที่ได้รับการผ่าตัด
•หลีกเลี่ยงการไอจามแรง ๆ การก้มศีรษะต่ากว่าระดับเอว
•การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทุกครั้งต้องระมัดระวังการกระทบกระเทือนบริเวณดวงตาและศีรษะ
•รับประทานอาหารอ่อนงดอาหารแข็งเหนียวที่ต้องออกแรงเคี้ยวจนกว่าแผลจะหายประมาณ 2 สัปดาห์
•ห้ามเบ่งถ่ายอุจจาระ
ระวังอย่าให้น้ากระเด็นเข้าตา
•ค่อย ๆ แปรงฟันไม่สั่นศีรษะไปมา
•หลีกเลี่ยงอาหารแข็ง เหนียวที่ต้องออกแรงเคี้ยวมาก ไม่ควรท้องผูก
•หลีกเลี่ยงยกของหนักมากกว่า 5 kg
•ไม่ควรใช้สายตานานเกิน 1 ชั่วโมง
•เน้นกลางคืนปิดฝาครอบตา กลางวันใส่แว่นตาสีชาหรือสีดา
จอประสาทตาลอก Retinal Detectment
ภาวะที่เกิดการแยกหรือลอกตัวของชั้นจอประสาทตาด้านใน (neurosensory retina) ออกจากชั้นของจอประสาทตาด้านนอก (retinal pigment epithelium)
สาเหตุ
1.มีการเสื่อมของจอประสาทหรือน้าวุ้นตา (vitreous) 2.การผ่าตัดเอาแก้วตาออกชนิด intracapsular cataract extraction ได้ถึงร้อยละ 10-20 3.การได้รับอุบัติเหตุถูกกระทบกระเทือนบริเวณที่ตา หรือของแหลมทิ่มแทงเข้าตาถึงชั้นของจอประสาทตา
แบ่งออกเป็น
1.จอประสาทตาลอกชนิดที่เกิดจากรูหรือรอยฉีกขาดที่จอประสาทตา (Rhegmatogenous retinal detachment)
.2.จอประสาทตาลอกชนิดที่เกิดจากการดึงรั้ง (Tractional retinal detachment)
3.จอประสาทตาลอกชนิดไม่มีรูขาดที่จอประสาทตา (Non-rhegmatogenous retinal detachment or exudative retinal detachment)
อาการและอาการแสดง
เห็นแสงวูบวาบคล้ายฟ้าแลบ (flashes of light) มองเห็นคล้ายม่านบังตา (scotoma) หากมีการหลุดลอกบริเวณจุดรับภาพ (macula) การมองเห็นก็จะเลวลง ผู้ป่วยจะมีอาการตามัวร่วมด้วย
การรักษา
•Cryocoagulation (การจี้ด้วยความเย็น) บริเวณรอบ ๆ รูหรือรอยฉีกขาดของจอประสาทตา เพื่อช่วยยืดให้จอประสาทตากลับเข้าที่ ซึ่งวิธีการชนิดนี้จะทาเมื่อจอประสาทตาฉีกขาดเป็นรู
สาหรับวิธีการผ่าตัดนั้นจะมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี (ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย) ได้แก่
การผ่าตัดหนุนจอประสาทตา (Scleral buckling)
การผ่าตัดน้าวุ้นลูกตา (Pars plana vitrectomy
•การฉีดก๊าซเข้าไปในตา (Pneumatic retinopexy) เป็นวิธีการฉีดก๊าซเข้าไปในช่องน้าวุ้นลูกตาเพื่อดันให้จอประสาทตาที่หลุดลอกกลับเข้าไปติดที่เดิม
การพยาบาล
ก่อนผ่าตัด
-ดูแลให้ผู้ป่วย Absolute bed rest -แนะนาผู้ป่วยหลีกเลี่ยงขยี้ตา ส่ายศีรษะและใบหน้าแรง การอาเจียน -แนะนาผู้ป่วยห้ามก้มหน้า -ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรค แผนการรักษา การผ่าตัด ให้ผู้ป่วยทราบเพื่อลดความวิตกกังวล
หลังผ่าตัด
ดูแลให้ได้รับการวัดความดันลูกตาจากแพทย์หลังผ่าตัดประมาณ 4-6 ชั่วโมง
-ประเมินอาการเริ่มต้นของภาวะความดันลูกตาสูง ได้แก่ มีอาการปวดและรับประทานยาแล้วไม่ทุเลาลง
-ดูแลให้นอนคว่าหน้าหรือนั่งคว่าหน้าให้ได้อย่างน้อยวันละ 16 ชั่วโมงเพื่อให้แก๊สที่ใส่ไว้ในขณะผ่าตัดไปกดบริเวณจอประสาทตาที่ลอกหลุดซึ่งจะช่วยให้จอประสาทตาติดกลับเข้าที่ได้
-ในผู้ป่วยที่ต้องมาฉีดแก๊สหลายๆ ครั้ง ผู้ป่วยอาจมีความท้อแท้หรือมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการมองเห็น ควรให้การสนับสนุนด้านกาลังใจและให้ข้อมูลเกี่ยวกับแผนการรักษาเป็นระยะ -ดูแลให้รับประทานอาหารอ่อนเพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนจากการออกแรงเคี้ยวอาหาร -ประเมินอาการท้องผูก
เมื่อกลับบ้าน
การทาความสะอาดใบหน้า ควรทาความสะอาดใบหน้าโดยใช้ผ้าขนหนูชุบน้าบิดหมาด ๆ เช็ดหน้าเบา ๆ เฉพาะข้างที่ไม่ได้ผ่าตัด ส่วนตาข้างที่ทาการผ่าตัดให้เช็ดวันละครั้งหลังตื่นนอน (ก่อนเช็ดควรล้างมือให้สะอาดและระวังอย่าให้น้าหรือฝุ่นละอองเข้าตา)
หลังการผ่าตัด 2 เดือนแรก ควรหลีกเลี่ยงการออกกาลังกายที่หักโหม เช่น การกระโดด และไม่ควรยกของหนักหรือทางานหนักที่อาจกระทบกระเทือนถึงตาได้ เช่น ขุดดิน ซักผ้า ตาน้าพริก เป็นต้น
อุบัติเหตุทางตา Eye injury
อันตรายจากสารเคมี (chemical injury)
ชนิดของสารเคมีที่พบ 1.สารด่าง 2.สารกรด จะพบอาการและอาการแสดงดังนี้ -ปวดแสบปวดร้อนระคายเคืองตามาก -การมองเห็นจะลดลงถ้าสารเคมีเข้าตาจานวนมาก -สายตาสู้แสงไม่ได้ ทาให้ผู้ป่วยพยายามจะหลับตาตลอดเวลา (blepharospasm)
การรักษา
การรักษา 1. การรักษาที่สาคัญที่สุดคือการล้างตาโดยเร็วที่สุด หากเป็นไปได้ผู้ป่วยควรได้รับการล้างตาด้วยน้าสะอาดปริมาณมากอาจมากกว่า 5 ลิตร ตั้งแต่สัมผัสสารเคมีโดยมิต้องรอจนกระทั่งมาถึงโรงพยาบาล
เมื่อมาถึงโรงพยาบาลจะได้รับการล้างตาให้โดยทันทีโดยอาจต้องมีการถ่างขยายเปลือกตาแล้วหยอดยาชาก่อนเพื่อให้สามารถล้างตาได้สะดวกขึ้นจนกระทั่งความเป็นกรดด่างในตาหมดไป
3.หากเกิดภาวะ corneal abrasion อาจได้รับการป้ายยา terramycin ointment และปิดตาแน่น (pressure patch) ไว้ 24 ชั่วโมงและนัดมาประเมินซ้าอีกครั้ง
4.การรักษาด้วยการใช้ยาขึ้นกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น แพทย์อาจให้ยาช่วยลดการอักเสบในตา ยาป้องกันการติดเชื้อ และยาที่ช่วยในการหายของแผลเปิดที่กระจกตา ยาลดความดันตา
5.การรักษาด้วยการผ่าตัด ประกอบด้วยการขูดเซลล์กระจกตาที่ตายแล้วออก และอาจมีการปลูกถ่ายเยื่อหุ้มรกเพื่อปิดแผล หรือลดการเกิดแผลเป็นบริเวณเยื่อบุตา การปะกระจกตาที่ทะลุ หรือการเปลี่ยนกระจกตา ซึ่งการผ่าตัดชนิดใดขึ้นกับความรุนแ
เลือดออกในช่องม่านตา hyphema
เกิดจากการได้รับบาดเจ็บจากวัตถุไม่มีคมบริเวณตา ทาให้มีการฉีกขาดของเส้นเลือดบริเวณม่านตา ทาให้มีเลือดออกในช่องหน้าม่านตา (anterior chamber) การแบ่งระดับของเลือดที่ออกในช่องหน้าม่านตา
อาจแบ่งได้ดังนี้ Microscopic คือมองไม่เห็นระดับเลือดในช่องหน้าม่านตาด้วยตาเปล่า สามารถตรวจพบจากเครื่องมือแพทย์ที่เรียกว่า Slit lamp
Grade 2 มีเลือดออก 1/3 ถึง 1/2 ของช่องหน้าม่านตา
Grade 4 มีเลือดออกเต็มช่องหน้าม่านตา
Grade 1 มีเลือดออกน้อยกว่า1/3 ของช่องหน้าม่านตา
Grade 3 มีเลือดออก 1/2 ถึงเกือบเต็มช่องหน้าม่านต
ภาวะแทรกซ้อน
2.Increase intraocular pressure
3.Blood stain cornea
1.Rebleeding
การรักษา
Absolute bed rest โดยให้นอนศีรษะสูงประมาณ 30-45 องศา เพื่อป้องกันการเกิด blood stain
•ปิดตาทั้งสองข้างเพื่อให้ได้พักผ่อนลดโอกาสการเกิด rebleeding และให้เลือดได้ดูดซึมกลับ
•อาจได้รับยา สเตียรอยด์ หยอดเพื่อช่วยป้องกันการเกิด rebleeding เช่นกัน เนื่องจากช่วยลดความระคายเคืองและการคั่งของเส้นเลือด
•ดูแลให้ได้รับยาแก้ปวด paracetamol และ diazepam เพื่อให้ได้พักผ่อนและประเมินอาการปวดตาแต่หากเลือดไม่ถูกดูดซึมไปในเวลาอันควรหรือมีอาการของ Blood stain cornea
เมื่อครบ 5-7 วันก็สามารถให้ผู้กลับบ้านได้
ความผิดปกติของจอประสาทตาจากโรคเบาหวาน
ปัจจัย
ความผิดปกติของไต
ความดันโลหิตสูง
การควบคุมระดับของน้ำตาล
ไขมันในเลือดสูง
ความยาวนานขอลโรค
การตั้งครรภ์
อาการและอาการแสดง
อาการและอาการแสดง เบาหวานขึ้นตาแบ่งได้กว้างเป็น 2 ระยะ คือระยะแรก และระยะรุนแรง โดยทั่วไปถ้าเป็นระยะแรกอาจไม่มีอาการผิดปรกติ อาการสาคัญที่ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์คือตามัว ซึ่งเหตุของตามัวอาจเกิดจากจอประสาทตาบวมหรือมีเลือดออกในวุ้นตาหรือจอประสาทตาถูกดึงรั้งหลุดลอก
1.เบาหวานระยะแรก (Non-Proliferation diabetic retinopathy=NPDR) 2.เบาหวานระยะรุนแรง (Proliferation diabetic retinopathy=PDR)
การรักษา
การรักษาด้วยการยิงเลเซอร์ (Panretinal photocoagulation=PRP) ทาในกรณีที่จุดรับภาพส่วนกลางบวม และในผู้ที่มีเส้นเลือดผิดปกติงอกใหม่ แต่อาจเป็นการช่วยลดภาวะแทรกซ้อนเท่านั้นไม่ได้ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น
การฉีดยาเข้าในน้าวุ้นตา (Intravitreal pharmacologic injection) ได้แก่ ยากลุ่ม steroid และยา กลุ่ม Anti VEGF เพื่อรักษาโรคจุดกลางรับภาพจอประสาทตาบวมจากเบาหวาน
การผ่าตัดน้าวุ้นตา (Vitrectomy) กรณีที่โรครุนแรงจนมีเลือดออกในน้าวุ้นตา และ/หรือมีพังผืดดึงรั้งจอประสาทตาหลุดลอกหรือมีจุดกลางรับภาพจอประสาทตาบวมเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อการฉายแสงเลเซอร์
การพยาบาล
รพยาบาล 1.แนะนาให้ผู้ป่วยควบคุมระดับน้าตาลให้คงที่ เพื่อลดอัตราการเกิดความผิดปรกติของจอประสาทตาจากโรคเบาหวาน
2.ดูแลแนะนาให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานได้รับการตรวจจอประสาทตาอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
น 3 กลุ่ม คือ ความผิดปกติที่เกิดจากการติดเชื้อ การบาดเจ็บ การพยาบาลเป็นสิ่งสาคัญที่จะทาให้ผู้ป่วยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน หายจากโรคและมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามที่ผู้ป่วยคาดหวัง
แผลที่กระจกตา corneal ulcer
สาเหตุ
2.กระจกตามีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคต่า เช่น การใช้ยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์นานๆ
3.มีความผิดปกติของกระจกตา ได้แก่ โรคขาดวิตามินเอ (vitamin A deficiency) การแพ้ยา (Stevens Johnson)
1.อุบัติเหตุ (trauma) ได้แก่ ถูกใบข้าวหรือใบอ้อยทิ่มบริเวณกระจกตา ถูกสารเคมีกระเด็นเข้าตา
4.ตาปิดไม่สนิทขณะหลับ (Lagophthalmos) เนื่องจากเป็นอัมพาตใบหน้าครึ่งซีก (facial palsy) ทาให้ผิวของกระจกตาดาแห้ง ติดเชื้อง่าย
5.ความผิดปกติบริเวณหนังตา เช่น ภาวะหนังตาม้วนเข้า (entropion) ภาวะขนตาทิ่มแทงตา (trichiasis)
6.โรคทางกายที่ทาให้ภูมิคุ้มกันทั้งร่างกายบกพร่องลง ติดเชื้อที่กระจกตาได้ง่ายขึ้น เช่น โรครูมาตอยด์ ติดเชื้อ HIV เบาหวาน กระจกตาเป็นแผลเป็น ผู้ที่ติดสุราเรื้อรัง มีภาวะทุพพลภาพ ผู้สูงอายุ
7.การใส่เลนส์สัมผัส (Contact lens) ที่ไม่สะอาดพอใช้น้ายาล้างแช่ไม่ถูกต้องก็จะทาให้มีเชื้อโรคเกาะติดกับเลนส์ มีโอกาสที่จะเข้าไปในกระจกตาโดยตรง
อาการและอาการแสดง
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตา (pain) เคืองตา (foreign body sensation) กลัวแสง (photophobia) น้าตาไหล (lacrimation) ตาแดงแบบใกล้ตาดา (ciliary injection) ตาพร่ามัว (blur vision) กระจกตาขุ่น (hazy cornea) และอาจพบหนองในช่องหน้าม่านตา
การรักษา
1.หาเชื้อโรคที่ทาให้เกิดการติดเชื้อ ได้แก่ การขูดเนื้อเยื่อของแผลไปย้อมและเพาะเชื้อ (scrape lesion)
2.กาจัดสาเหตุที่ทาให้เกิดแผลบริเวณกระจกตาที่เป็นสาเหตุอื่น เช่น ภาวะตาปิดไม่สนิทขณะหลับ (Lagophthalmos) เนื่องจากเป็นอัมพาตใบหน้าครึ่งซีก (facial palsy) ความผิดปกติบริเวณหนังตา
3.ส่งเสริมให้เกิดการแข็งแรงของร่างกาย เช่น ให้รับประทานวิตามินซี รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เป็นต้น
4.บรรเทาอาการปวดโดยให้รับประทานยาแก้ปวด paracetamol หากมีอาการปวดมากพิจารณาให้ยาบรรเทาปวดกลุ่ม NSAID ในรายที่มีภาวะปวดตามากจากม่านตาและซีเรียรีบอดีมีการหดเกร็ง (ciliary spasm) อาจได้รับยา Atropine eye drop เพื่อลดอาการปวดดังกล่าวโดยการช่วยลดปฏิกิริยาต่อแสงของรูม่านตา
การพยาบาล
การพยาบาล 1. แยกเตียง ของใช้ และยาหยอดตาของผู้ป่วยใช้เป็นส่วนตัว เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู้ผู้อื่น
เช็ดตาวันละ 1-2 ครั้ง โดยครอบเฉพาะพลาสติกครอบตา (Eye shield) ไม่ต้องปิดผ้าปิดตา (Eye pad)
หยอดตาตามแผนการรักษาอย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกอาจต้องหยอดทุก 30 นาที
แนะนาผู้ป่วยห้ามขยี้ตา อย่าให้น้าเข้าตา นอนตะแคงข้างที่มีพยาธิสภาพเพื่อป้องกันการติดเชื้อสู่ตาข้างที่ไม่มีพยาธิสภาพ
5.ให้ผู้ป่วยได้พักผ่อนและได้รับอาหารที่เพียงพอ
6.ตรวจเยี่ยมผู้ป่วยสม่าเสมอ เพื่อป้องกันภาวะพรากความรู้สึก (sensory deprivation) ในผู้ป่วยที่เหลือตาข้างเดียว
หู Ear
กลไกลการได้ยิน
หูของมนุษย์สามารถรับฟังเสียงได้ 2 ทาง
ทางแรกคือการได้ยินเสียงผ่านทางอากาศ (Air conduction pathway)
เสียงจะเริ่มจากใบหู ซึ่งจะป้องให้เสียผ่านเข้ารูหูไปกระทบแก้วหู ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนไปตามกระดูกหูทั้ง 3 ชิ้น แล้วผ่าน Oval window เข้าไปยังหูชั้นใน
ทางที่สองคือการได้ยินเสียงผ่านกระดูก (bone conduction pathway)
เสียงจากการสั่นของกระดูกจะวิ่งผ่านกระดูกมาสตอยด์ เข้าไปถึงหูชั้นในบริเวณ cochlea โดยธรรมชาติแล้วการได้ยินเสียงผ่านทางอากาศจะดีกว่าการได้ยินเสียงผ่านทางกระดูก
การตรวจความผิดปกติเกี่ยวกับหู
การซักประวัติ
-มีอาการปวดหู (Otalgia) เป็นมากหรือน้อยเป็นตลอดเวลาหรือเป็นพัก ๆ
-มีของเหลวไหลจากหู (Otorrhea) สีอะไรลักษณะ
-อาการหูอื้อได้ยินเสียงลดลง (Hearing loss) เป็นข้างไหนไม่ได้ยินตลอดเวลาหรือเป็นครั้งคราว
-มีเสียงดังในหู (Tinnitus) เป็นข้างไหนเสียงมีลักษณะอย่างไรดังเมื่อไร
-มีอาการเวียนศีรษะ (Dizziness or vertigo) เป็นบ่อยแค่ใหนมีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ได้รับยาอะไรมีประวัติโรคอะไรบ้าง
การตรวจร่างกาย
การตรวจหูภายยนอก
ใช้การคลำและการดูลักษณะของใบหู สี และรอยแผล
การตรวจช่องหู
ได้แก่
-ตรวจด้วยไม้พันสำ โดยค่อย ๆ แตะลงที่ช่องหูทั้งส่วนกระดูก
และกระดูกอ่อน ถ้าแตะที่ใดเจ็บปวตให้ตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจต่อไป
ตรวจดูเยื่อแก้วหู (Tympanic membrane) ว่ามีสีอะไร มีรอย
แผล มี light reflex หรือไม่ retraction หรือรุทะลุ ถ้ามีรุทะลุลมจะผ่าน
ออกมาหรือถ้ามีหนอง หนองจะไหนออกมา
การตรวจพิเศษ
ได้แก่
24 การตรวจพิเศษอื่น ๆ เช่น ถ่ยภาพรังสีของหู คอ จมูก ส่วนที่
สงสัย หรือทำ CT scan. MR! เพื่อแยกโรคให้ขัดเจนขึ้น
2.5 การนัตตรวจซ้ำเป็นระยะ ๆ ถ้าไม่พบความผิตปกติใต ๆ แต่ผู้ป่วย
ยังคงปวดหูอยู่เพราะบางโรคอาจตรวจพบได้หลังจกระยะแรกไปแล้ว
การตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ
3.1 การทดสอบการได้ยิน นิยมตรวจ
3.1.1 Tuning fork test เป็นการตรวจโดยใช้ส้อมเสียง
3.1.2 Audiometry โตยใช้เครื่องตรวจการได้ยินชนิตไฟฟ้า
(Audiometry)
การแปลผล
Tuning fork test
การแปลผล : Weber Test เป็นการทดสอบ Cochlear funclion
ถ้าคนปกติจะได้ยินเท่ากัน 2 ข้าง
ถ้ามีระบบการนำเสียงบกพร่อง ข้างที่มีปัญหาจะไต้ยินชัตเจนกว่า
ถ้มีระบบประสาทบฟังเสียงบกพร่อง ข้างทีดีจะได้ยินชัตเจนกว่า
การแปลผล : Rine Test
Rine Test positive คือ ได้ยืนทางหน้าหูตีกว่าทางหลังหู AC > BO
Rine Test negative คือ ได้ยินทาหลังหูตีกว่าทารหน้าหู (BC > AO
False negative Rinne จะii
BC > AC
3.2 การตรวจโดยการใช้คำพูด (Speech Audiometry)
3.2.1 Speech Reception Threshold (SRT) ตรวจระดับ
เสียงพูดที่ต่ำที่สุดที่ผู้ป่วยสมารถข้าใจว่าเป็นคำพูด เป็นคำ 2 พยางค์ที่ฟัง
แล้วคุ้นเคยมาก เช่น ไฟฟ้า ดอกไม้ รองเท้า เสื้อผ้า พ่อแม่ เป็นต้น เป็นวิธี
ที่บอกถึงความไวของหูในการรับฟังคำพูด
3.2.2 Speech Discrimination คือ ประสิทธิภาพของหูในการ
แยกเสียง และเข้าใจความหมายของคำพูด การตรวจจะใช้คำที่มีพยางค์
เตียว ได้แก่ เต่า อ่าน ผ้า ถุง เสื้อผ้า บ้าน
4.การตรวจ Vestibular Function Test
4.1 Romberg,s Test โดยการยืนตรง ส้นเท้าและปลายเท้าชิดกัน มองตรงไปข้างหน้า
4.2 Unterberger,s Test ทำเหมือน Romberg,s Test แต่ยื่นมือตรงไปข้างหน้า หลับตา ย่ำซอยเท้าอยู่กับที่
4.3 Gait Test ให้เดินตามแนวเส้นตรงระหว่างจุด 2 จุด แล้วหมุนตัวเร็ว ๆ กลับมาที่เดิม
ตรวจดู Nystagmus
คืออาการตากระตุก โดยการทำ Head Shaking (สั่นศีรษะผู้ป่วยในแนวระนาบนอน 20 ครั้ง) หรือทำ Position Test (ให้ผู้ป่วยนอน จับ ศีรษะตะแคงขวา ซ้าย หงาย ตรง) เพื่อดูอาการเวียนศีรษะ (Vertigo)
การสูญเสียการได้ยิน
หมายถึง ภาวะที่มีความบกพร่องในกลไกของการได้ยิน ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาในการฟัง หูอื้อ ได้ยินไม่ชัด หรือมีเสียงดังในหู พบได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยชรา
ประเภทของการสูญเสียการได้ยิน
1.การสูญเสียการได้ยินแบบการนำเสียงทางอากาศบกพร่อง
(Conductive Hearing Loss; CHL) เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นนอก เยื่อแก้วหู และหูชั้นกลางทำให้มีความผิดปกติของกลไกการส่งผ่านคลื่นเสียงไปสู่หูชั้นใน
2.การสูญเสียการได้ยินแบบประสาทหูเสื่อม
(Sensorineural Hearing Loss; SNHL) เกิดจากความผิดปกติในอวัยวะรูปหอยโข่งในหูชั้นใน ตรงส่วนของเซลล์ประสาทรับเสียง ที่พบบ่อยคือ outlet hair cell หรือความผิดปกติที่เส้นประสาทการได้ยิน
3.การรับฟังเสียงบกพร่องแบบผสม (Mixed Hearing Loss) เกิดจากความผิดปกติในระบบการนำเสียงร่วมกับประสาทรับฟังเสียงบกพร่อง พบได้ในโรคที่มีความผิดปกติของหูชั้นกลางและหูชั้นในร่วมกัน
4.ความบกพร่องที่สมองส่วนกลาง (Central Hearing Loss) เกิดจากความผิดปกติของสมองโดยเฉพาะ ทำให้ผู้ป่วยได้ยินแต่ไม่สามารถแปลความหมายของสัญญาณนั้นได้
สาเหตุ
1.การนำเสียงทางอากาศบกพร่อง (Conductive Hearing Loss; CHL) โรคหูชั้นนอก เช่น ขี้หูอุดตัน ช่องรูหูตีบแคบตั้งแต่กำเนิด สิ่งแปลกปลอมเข้าในหู หูชั้นนอกอักเสบ เนื้องอก
2.ประสาทหูเสื่อม (Sensorineural Hearing Loss; SNHL)
ประสาทหูเสื่อมที่เป็นตั้งแต่กำเนิด(Congnital Sensorineural Hearing Loss)
2.ประสาทหูเสื่อมที่เกิดภายหลัง (Acquired Sensorineural Hearing Loss)
Presbycusis พบในคนชรา
Noise induced hearing loss เกิดจากเสียงดังมาก
Drug induced hearing loss เกิดจากยากลุ่ม Aminoglycoside, salicylate, diuretics
Infection ติดเชื้อจากหูชั้นใน น้ำไขสันหลัง การติดเชื้อหูชั้นกลาง
2.ประสาทหูเสื่อมที่เกิดภายหลัง (Acquired Sensorineural Hearing Loss)
Meniere , s disease หรือ endolymphatic hydro
Tumor
Trauma อุบัติเหตุบริเวณศีรษะทำให้เกิดการแตกของกระดูก temporal ผ่านหูชั้นใน
Vascular cause
การวินิจฉัย
1.การซักประวัติ
1.1 อาการนำ เช่น หูอื้อ เสียงดังในหู หรือการได้ยินลดลง
1.2 อาการร่วม เช่น ปวดหู น้ำออกหู คันหู มีเสียงดังในหู เวียนหัวบ้านหมุน อาการผิดปกติของระบบประสาทจะช่วยบอกตำแหน่ง
1.3 ประวัติในอดีต เช่น การใช้ยาที่มีพิษต่อหู อุบัติเหตุที่ศีรษะ การผ่าตัดใบหู การได้ยินเสียงดังมากเกินไป ประวัติบุคคลในครอบครัว มีหูหนวก เป็นใบ้
การตรวจร่างกาย
2.1 การตรวจทางร่างกายทางหู คอ จมูก การส่องกล้องดูหู (Otoscope)
2.2 การตรวจทางระบบประสาท กรณีสงสัยรอยโรคของเส้นประสาทหรือสมอง
2.3 การตรวจการได้ยินด้วยส้อมเสียง (Tuning fork) เพื่อแยกโรคหูชั้นกลางหรือเส้นประสาทหูในผู้ป่วยที่มีปัญหาการได้ยินที่ตรวจไม่พบความผิดปกติของหูชั้นนอกและเยื่อแก้วหู
โรคที่พบได้บ่อย
หูชั้นนอก
ขี้หูอุดตัน (Cerum Impaction or Impacted Cerumen)
สาเหตุ
ในภาวะปกติขี้หูสามารถอุดตันอยู่ในส่วนของช่องหูชั้นนอกและมีสีและปริมาณที่มากน้อยได้แตกต่างกัน แต่บางครั้งเกิดปัญหาขี้หูอุดตัน
พยาธิสภาพ
ขี้หูถูกสร้างโดยต่อมสร้างขี้หูซึ่งอยู่ในช่องหูส่วนกระดูกอ่อน ปกติขี้หูจะเคลื่อนออกมาด้านนอกได้เอง ส่วนมากเกิดจากขี้หูสร้างมากผิดปกติ ในผู้สูงอายุต่อมสร้างขี้หูฝ่อ ทำให้ขี้หูแห้งและแข็ง รวมทั้ง Epithelial migration ลดลง ทำให้ขี้หูอุดตันได้ง่าย
อาการและอาการแสดง
หูอื้อ ปวดหู
การรักษา
โดยการล้าง ใช้เครื่องดูดหรือการใช้เครื่องมืออื่น ๆ ช่วย
สิ่งแปลกปลอดในหูชั้นนอก (Foreign body)
สาเหตุ ในเด็กเล็กมักพบของเล่นชิ้นเล็ก ลูกปัด หรือเมล็ดผลไม้ เด็กยัดใส่รูหู ทำให้เกิดอาการติดเชื้อ จนถึงอาการเยื่อแก้วหูทะลุได้ ส่วนในผู้ใหญ่มักพบเป็นเศษชิ้นส่วนของไม้พันสำลีหรือพวกแมลง
การรักษา เป็นสิ่งมีชีวิตใช้แอลกฮอล์ 70% หรือยาหยดประเภทน้ำมันหยอดลงไป แล้วคีบออก เป็นสิ่งไม่มีชีวิต ใช้น้ำสะอาดหรือเกลือปราศจากเชื้อหยอดจนเต็มหูแล้วเทน้ำออกหรือใช้ที่ล้างหูช่วย ถ้าเป็นของแข็งใช้เครื่องมือแพทย์คีบออก
อาการและอาการแสดง หูอื้อ รำคาญ สูญเสียการได้ยิน ในวัยเด็กเล็ก ๆ มักเอามือจับหูบ่อย ๆ ร้องกวน และไม่ยอมดูดนม ในวัยผู้ใหญ่จะพยายามแคะหู บางรายมีอาการมึนงงเวียนศีรษะจนถึงอัมพาตของใบหน้า (Facial Paralysis) ได้
เยื่อแก้วหูฉีกขาตเป็นรูทะลุ
สาเหตุ
สาเหตุ เกิดจากของมีคม เช่น ก็ปติดผมหรือสำสีปีนหู หรือที่เจาะหูที่ใช้ใน
การแคะขี้หูหรืออาจเกิดจากแรงอัดตันจากการถูกกระทบกระแทกบริเวณ
กระดูกขมับ (Temporal Bone) แรง ๆ เช่น ถูกตบตี หรือได้รับอันตราย
จากเสียงตังมาก ๆ เช่น ระเบิด ประทัด
อาการและอาการแสดง
อาการและอาการแสดง เจ็บปวดเฉียบพลัน สูญเสียการได้ยิน (Hearing
loss), มีเสียงดังในหู (Tinnitus), มีเลือดออกในหูแลไหลออกมา จากการ
ฉีกขาดของเยื่อแก้วหู, บางรายมีอาการเวียนศีรษะ (Vertigo) ร่วมด้วย
การรักษา
ดังนี้
ทิ้งไว้เฉย ๆ อย่าซะล้าง
ไม่ต้องเอาลิ่มเลือดออก
ไม่ต้องหยอดยหู แตให้ยารับประทานกันการติดเชื้อแทน
ไม่ต้องทำความสะอาดภายในช่องหู
" อาการต่าง ๆ ควรหายภายใน 1 เดือน ถ 2 เดือนไม่หายให้ทำการ
ช่อมแชมเยื่อแก้วหู (Myrngoplasty) หรือแพทย์บางท่านอาจใช้ยาปฏิชีวนะ
ชนิดชี้ผึ้งแปะบริวณที่ขาดเพื่อให้เนื้อเยื่อแก้วหูที่ขาดมาประสานกันเร็วขึ้น
หูชั้นกลาง
โรคหูน้ำห้นัวก (OTTI MEDIA)
OLBE OENURSING
คือ
โรคหูน้ำหนวกนี้เป็นภาวะที่มีการชังค้างของเหลวอยู่ในหูชั้นกลาง ซึ่งบางราย
อาจจะมีการติดชื้อร่วมด้วย โดยมีลักษณะอาการและอาการแสดง แตกต่าง
กันไปตามระยะเวลในการเกิดโรค โดยมากมักแบ่งเป็นชนิดต่าง ๆ
ชนิดของโรค
Acute Otitis Media มีภาวะหน้ำหนวกเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ มีอาการ
น้อยกว่า 3 สัปดาห์
Serous Olitis Media มีภาวะหน้ำหนวกที่มีน้ำใสข้งค้างอยู่ในหูขั้นกลาง มี
อาการระหว่าง 3 เดือนถึง 3 สัปตาท์
Chronic Otitis Media มีภาวะหน้ำหนวกที่เกิดเป็นซ้ำและเป็นอยู่ใน
เวลานาน ๆ มีอคารมากกว่าหรือเท่ากับ 3 เดือน
Achesive Otitis Media
สาเหตุ
เป็นหวัด ตัดจมูก คออักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ
ต่อยูสเตเซียนอุดตัน พบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี เพราะโครงสร้างยังเจริญไม่
เต็มที่
เพตานโหว่ ทำให้กล้ามเนื้อ Tensor Veli palatine ที่ปิดเปิดท่อยูสเตเชียน
ทำงานได้ไม่ด
เด็กที่ถูกเยงดูด้วยนมขวด จะใช้แรงดูดมากกว่าเด็กที่ดูดนมแม่ และเด็กมัก
นอนบนพื้นราบมากกว่าการดูดนมแม่ ทำให้มีโอกาสเกิดการไหลย้อนของนมเข้าสู่
ท่อยูสเตเซียนได้ง่ายทำให้เกิดหูขึ้นกลางอักเสบขึ้นไต้
เนื้องอกบริเวณช่องหลังพรงจมูก (Nasophaynx) ไปอุดตันท่อยูสเตเซียน
ชณะเครื่องบินลง เกิดภาวะ Barotrauma จากการปรับเปลี่ยนความดันทำให้
กล้ามเนื้อ Tenso vail palatine ดึงท่อยูสเตเชียนให้เปิดไม่ได้
อากร
งญเสียกรได้ยินบางรายอามีอคารหูอื้อเวลาพูดเสียงดังจะรู้สึกก้องหูมาก
รู้สึกเหมือนมีน้ำขังอยู่ในทูตลอดเวลา
ครวจแก้วหูตัวย Otocopy พบเยื่อแก้วหูมีลักษณะนูนโป้งและมีอาการปวด
หูร่วมด้วย
การรักษาของ Acute Otitis media
การปรับความตันของหูชั้นกลางให้ปกติ ดังนี้
ทำ Valsava Maneuver และ Politzerisation คือหายใจเข้าเต็มที่ บีบจมูก
หมปากให้หนิทแล้วบ่มหายใจออกป็นการเพิ่มตวามตันบริเวณช่องคอหลัง
โพรงจมูก ทำให้ท่อยูสเตเซียนเปิดออกได้
หูชั้นกล่งอักเสบเรื่อรัง Chronic Ottis medla
เยื่อแก้วหูทะลุ (Tympanic Membrane perforation)
มีของเหลวไหลเป็นน้ำหนอง
ㆍ หูอื้อ บางรายสูญเสียการได้ยิน
1.การรักษาทางยา ให้ยาปฏิชีนะ ยากปวต ยาลดการศัดแน่นจมูก บางราย
อาจให้ยาหยอตหูร่วมด้วย
ควรทำการผ่าตัดต่อไป (ทำ Tympanoplasty และอาจต้องทำ
Mastoidectomy ร่มต้วยในบางราย) ให้ยานาน 2 สัปตาห์ไม่หาย
สาเหตุ เกิดจากภาวะที่มีการรักษาไม่หายบาดของหูชั้นกลางอักเสบ (Ottis
Media) และการกลับเป็นซ้ำอีกของ Otitis Media
โรคหินปูนเกาะฐานกระดูกโกลน
Otosclerosis
สาเหตุ ไม่ทราบแน่ชัด อาจเกิด Measle virus และหากมีประวัติในครอบครัวถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ autosomal dominate
อาการและอาการแสดง หูอื้อ บางรายมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนในขณะเปลี่ยนท่าทางของศีรษะ โดยไม่เกิดอาการขึ้นทันทีทันใด หรือมีเสียงดังในหู การสูญเสียการได้ยินเป็นแบบ CHL
พยาธิสภาพ มีการเพิ่มของ osteoblastic และ osteoclasvtic activity บริเวณ stapes footplate ทำให้เกิด otosclerosis
การรักษา ใช้เครื่องช่วยฟัง เหมาะสำหรับสูญเสียการฟังไม่มาก
วิธีการผ่าตัด แพทย์จะนำกระดูกหูที่มีพยาธิสภาพออกและใส่วัสดุเทียมเข้าไปเพื่อทำหน้าที่ในการส่งผ่านเสียงแทนกระดูกที่มีหินปูนยึดติด
การบาดเจ็บจากแรงดันต่อหู
Otitic barotrama
สาเหตุ จากผลการเปลี่ยนแปลงความดันอากาศหรือความดันในหูชั้นกลางและโพรงกกหู มักเกิดในภาวะที่ท่อ Eustachain ทำงานผิดปกติ ส่วนมากเกิดจากการเดินทางโดยเครื่องบิน
อาการและอาการแสดง ปวดหู แน่นหู หรือสูญเสียการได้ยินแบบ CHL ร่วมกับมีประวัติขึ้นเครื่องบินหรือดำน้า
พยาธิสภาพ เมื่อความดันในหูชั้นกลางมีความแตกต่างจากบรรยากาศภายนอก เยื่อเมือกจะบวม มีการสร้างของเหลวจากต่อมเมือก มีเส้นเลือดฉีกขาด ทำให้เกิดของเหลวหรือเลือดคั่งในหูชั้นกลาง
การป้องกันไม่ให้เกิด Otitic baratrama เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด มากกว่าการรักษาภายหลัง ซึ่งซับซ้อนและแนวโน้มไม่ดีจึงต้องพยายามปรับความดัน ไม่ให้เกิดความแตกต่างของหูชั้นกลางบ่อยๆ
การผ่าตัด
การผ่าตัดตกแต่งแก้วหู ปะเยื่อแก้วหู (Myringoplasy or Tympanoplasty
Type I)
การตกแต่งหูชั้นกลาง รวมทั้งปะแก้วหูและตกแต่งกระดูกหู
(Tympanoplasty)
การผ่าตัดเอา Mastoid air cell oอก (Mastoidectomy) ทำในพวกที่มี
Cholesteatoma และ Mastoiditis
การผ่ตัดเอา Mastoid ar cell ออก รวมทั้งซ่อมแชม Conductive
Mechanism ด้วย (Tympano Mastoidectomy)
การผ่าตัดเปิดเข้าไปในหูชั้นกลาง เพื่อดูว่าจะทำอะไรต่อไป (Explor
middle ear)
การผ่าตัต Stapes bone และ Footplate ออn (Stapedectomy) แล้วใส่
ของเทียมเชื่อมระหว่าง (กcนร กับ Oval wndow แทน
การผ่ตัดบริเวณหูชั้นกลาง เพื่อลดการกดของ facial nerve ลง (Facial
nerve decompression) ลดภาวะ facial paralysis
การผ่ตัดข่อมแขมกระดูกหูในช่องหูชั้นกลาง (Ossiculoplasty) และใส่
เชื่อมต่อกระดูกหูด้วยกระดูกหูเที่ยม
การดูแลหลังผ่าตัด
นอนราบตแคงคงที่ไม่ผ่ตัต ถ้ไม่อาเจียนให้หมุนหมอนได้
ถ้ามีอาการเวียนศีรษะให้นอนพัก และระวังอุบัติเหตุขณะเคลื่อนไหว
ติดตามประนภาวะปากเบี้ยว ตาปิตไม่สนิท ชาที่หน้า (อาการของ Facial
paralysis) ถ้าพบต้องรีบรายงานแพทย
ในรายที่ทำการผ่ตัดซ่อมแชมกระตกโกลน (Stapedectomy) ร่วมตัวย ห้าม
กัมมาก ๆ เมื่ยจำหน่ยกลับบ้านต้องนั้นผู้ป่วยเรื่องการห้ามขึ้นเครื่องบิน
ห้ามการออกแรงยกของหนักมาก ๆ นาน 2 สัปดาห
หลังผ่าตัดถ้ไม่มีอคารคลื่นไส้อาเจี่ยนให้เริ่มรับประทานอาหารอ่อนไต้ แต่ไห
เคี้ยวด้านตรงข้ามกับที่ผ่ต้ดและ 1 - 2 วันแรกควรเป็นอาหารอ่อน
ถ้ามีอาการเวียนศีรษะให้นอนพักและระวังอุบัติหตุขณะเคลื่อนไหว
ตัวกดห้ามเลือด (Pressue Dressing) แพทย์จะนำออกภายหลังผ่าตัด 24
48 ชั่วโมงไปแล้ว
หูชั้นใน
โรคหินปูนใน้บื่อหูชั้นในหลุด โรคเวียนหัวขณะเปลี่ยนท่า Benign paroxysmal positional vertigo; BPPV
เป็นโรคที่พบตะกอนแคลเซียมสะสมบริเวณอวัยวะทรงตัวในหูชั้นใน เมื่อมีการเคลื่อนไหวศีรษะจะเกิดการกระตุ้นการเคลื่อนที่ของตะกอนแคลเซียมนี้ ซึ่งเคลื่อนที่ได้เมื่อน้ำในหูชั้นในเคลื่อนที่ เกิดการส่งกระแสประสาทไปที่ประสาทส่วนกลางที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัว จึงมีผลไปกระตุ้นอวัยวะการทรงตัว ทำให้เกิดบ้านหมุนขึ้น และตรวจพบตากระตุก (nystagmus)
สาเหตุ
จากความเสื่อมตามวัย อุบัติเหตุโดยเฉพาะการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุบริเวณศีรษะ โรคหูชั้นใน การติดเชื้อ
อาการ
มักมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน รู้สึกโครงเครง หรือสูญเสียการทรงตัว เมื่อมีการเคลื่อนไหวของศีรษะอย่างรวดเร็ว ผู้ที่เป็นโรคนี้มักไม่มีอาการหูอื้อหรือเสียงดังในหู ไม่มีแขนขาชาหรืออ่อนแรง หรือพูดไม่ชัด ไม่มีอาการหมดสติหรือเป็นลม
การรักษา
การรักษา 1. การรักษาด้วยยา ได้แก่ ให้ยาบรรเทาอาการเวียนศีรษะ และผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงท่าทางที่กระตุ้นให้เกิดอาการ
การทำกายภาพบำบัด เป็นการขยับศีรษะและคอ โดยใช้แรงดึงดูดของโลก เพื่อเคลื่อนตะกอนหินปูนออกจากอวัยวะควบคุมการทรงตัว
การผ่าตัด มักทำในกรณีที่ผู้ป่วยรักษาด้วยยาและทำกายภาพไม่ได้ผล คือ ยังมีอาการเวียนศีรษะตลอด
ภาวะแทรกซ้อน
ถ้าอาเจียนมาก อาจมีการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกายมาก อาจถึงช็อกได้
ถ้าเวียนศีรษะมากอาจล้มได้ ทำให้เกิดการบาดเจ็บของอวัยวะต่าง ๆ ดังนั้น เมื่อมีอาการ ควรรีบนั่งลงหรือนอนพื้นราบไม่ให้มีการเคลื่อนไหว ถ้าเกิดมีอาการขณะขับรถหรือขณะทำงาน ควรหยุดรถข้างทางหรือหยุดการทำงาน ไม่ควรดำน้ำ ว่ายน้ำ หรือปีนป่ายที่สูง
โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน
Meniere's diseas
สาเหตุ ไม่ทราบชัดเจน
อาการ ประสาทหูเสื่อม ผู้ป่วยมีการเสียการได้ยินแบบประสาทเสียงเสีย
พยาธิสภาพ เกิดการคั่งของ endolymph จนทำให้ membranous labyrinth แตกออก ทำให้มีการลดลงของ Auditory และ Vestibular neronal outflow ตามมา จึงทำให้มีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน การได้ยินลดลง
อาการ ประสาทหูเสื่อม ผู้ป่วยมีการเสียการได้ยินแบบประสาทเสียงเสีย (sensorineural hearing loss) ทำให้หูอื้อ ได้ยินไม่ชัดเจน แน่นในหู มีเสียงดังในหู และ อาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน บางครั้งอาจคลื่นไส้อาเจียน เหงื่อออกร่วมด้วย ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ต้องนอนพัก
การรักษา
การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องขณะเวียนศีรษะ ให้ยาบรรเทาอาการ และการผ่าตัด
การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องขณะเวียนศีรษะ
เมื่อมีอาการเวียนศีรษะควรหยุดเดินหรือนั่งพักถ้าฝืนจะเกิดอุบัติเหตุ
-
พยายามอย่ากินหรือดื่มหนัก
-
หลีกเลี่ยงการเดินทางโดยเรือ
ให้ยาบรรเทาอาการและการรักษา
จำกัดความเค็ม เพราะความเค็มหรือโซเดียมที่มีมากในร่างกายจะทำให้มีน้ำคั่งในร่างกาย และน้ำในหูชั้นในมากขึ้น อาจทำให้อาการแย่ลง
-
การกินยาขยายหลอดเลือด ฮิสตามีน จะช่วยให้มีการไหลเวียนไปที่หูเพิ่มมากขึ้น
-
ถ้าอาการดีขึ้นแล้วควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพิ่มเลือดไปเลี้ยงที่หูมากขึ้น
-
หลีกเลี่ยงชา คาเฟอีน บุหรี่ ความเครียดเพราะจะทำให้เลือดไปเลี้ยงที่หูชั้นในลดลง
ประสาทหูเสื่อมฉับพลัน
ldiopathic Sudden Hearing Los
สาเหตุ
เพราะ
ไม่ทราบชัดเจน อาจเกิดจาก
การติดเชื้อไวรัส
การอุดตันของเลือดไปเลี้ยงที่หูชั้นใน อาจเกิดจากความเครียดทำให้หลอดเลือดแดงหดตัวฉับพลัน
หลอดเลือดที่เสื่อมตามวัยแล้วมีไขมันมาเกาะ เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือดสูง
การรั่วของของน้ำในหูชั้นใน เข้าไปในหูชั้นกลาง ซึ่งอาจเกิดมาจากการเบ่ง ถ่าย ไอ
จามแรง ๆ หรือความดันในสมองสูงทำให้ประสาทหูเสื่อมและมีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน และเสียงดังในหู
อาการ
หูอื้อ
การได้ยินลดลงในหูข้างใดข้างหนึ่งอย่างฉับพลัน
บางรายอาจมีอาการเวียนศีรษะร่วมด้วย
การรักษา
ในกรณีที่ทราบสาเหตุ รักษาตามสาเหตุ แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาประสาทหูที่เสื่อมให้คืนกลับมาได้ ก็จะรักษาตามอาการ เช่น อาการเวียนศีรษะ, อาการมีเสียงดังในหู หรืออาจป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน
ยาขยายหลอดเลือด จุดประสงค์เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงที่หูเพิ่มมากขึ้น
ยาวิตามิน บำรุงประสาทหูที่เสื่อม
ยาลดอาการเวียนศีรษะ (ถ้ามีอาการ)
การนอนพัก วัตถุประสงค์เพื่อลดการรั่วของน้ำในหูชั้นในเข้าไปในหูชั้นกลาง (ถ้ามี) แนะนำให้นอนยกศีรษะสูง 30 องศาจากพื้นราบ
เพิ่มเติม
หลีกเลี่ยงเสียงดัง
ถ้าเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ซีด เป็นต้น ต้องควบคุมอาการให้ดี
หลีกเลี่ยงยาที่มีพิษต่อหู
หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ หรือการกระทบกระเทือนที่หู
หลีกเลี่ยงการติดเชื้อที่หู
ลดอาหารเค็ม หรือเครื่องดื่มที่มีการกระตุ้นระบบประสาท
หูตึงเหตุจากสูงอายุ
(Presbycusis) or age relate hearing loss
สาเหตุอายุที่เพิ่มมากขึ้น เป็นปัจจัยส่งเสริม เช่น มีโรคที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงหูชั้นในลดลง การใช้ยา การได้รับเสียงดัง การสูบบุหรี่
อาการและอาการแสดง
การได้ยินลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เท่า ๆ กันทั้งสองข้าง อาจมีเสียงดังในหูร่วมด้วย
การรักษา
ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เครื่องช่วยฟังเป็นหลัก
การจำกัดแคลอรี่ ช่วยลดปริมาณไขมันในร่างกาย
ช่องปากและลำคอ
โรคที่พบ
Tonsillitis + Adenoiditis
คือ
Beta - hemolytic streptococci or Staphylococi) พบได้มากถึง
30% และเป็นพวกแบคที่เรียตัวอื่น รวมทั้งไวรัสด้วย
ส่วนการอักเสบร้อรังนั้นอาจเกิดได้จกการเป็นโรคอื่น ๆ มาก่อน
สาเหตุ
ภาวะภูมิแพ้ หอบหืต และโพรงอากาศข้างจมูกอักเสบ (Sinusitis)
สาเหตุต่อมอดีนอยต์อักเสบนั้น มักพบว่าเป็นจากการเกิดต่อม
ทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน (Acute Tonsililis) มาก่อน โดยเข้อที่พบมากคือ
สเตร็บโตคอดไคกลุ่มอ (steplococci group ) ซึ่งบางทีเรียกว่าโรค
Ade noid Hypertrophy
อาการและอาการแสดง
ภาวะแทรกซ้อน
1) อาการหายใจทางปาก และหายใจเสียงตั้ง บางครั้งมีอคารนอน
กรน เป็นผลมาจากภาวะที่ต่อมอีนอยด์ บวมโตไปขวางการหายใจ
2) อาการของซ่องหูชั้นกลางอักเสบ (Otitis Mecia) บางรายอาจมี
แก้วหูทะลุ สูญเสียการได้ยินถาวรได้ และบางรายมีมาสตอยด์อักเสบ
(Mastoiditis) ร่วมด้วย
3) การพูดเสียงขึ้นจมูก (Hyponasa() เกิดจากภาวการณ์อุตันใน
ช่องจมูกและการหายใจทางปากแทนภาวะปกติ
ไข้ ไอ เจ็บคอ กลืนลำบาก
รายที่ต่อมอื่นอยด์อักเสบด้วยจะพบอาการที่เป็นผลมาจาก
การรักษา
การผ่าตัด Tonsillectomy + Adenoidectomy
รักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผล
มีการกลับเป็นซ้ำของภาวะทอลชิลอักเสบประมาณ 4 - 5 ครั้งปิ
มีการเกิดฝีรอบทอนชิลและรักษาจนหายอักเสบแล้วอย่างน้อย 6 สัปดาห์
มีอาการกลิ่นลำบากมาก
5 มีภาวะบามโตของต่อมทั้ง 2 นี้จนขัดขวางการหายใจ
มีอาการอื่น ๆร่วมด้วยภายหลังต่อมนี้บวมโต เช่น มีภาวการณ์อักเสบของ
ช่องหูชั้นกลาง สูญเสียการได้ยิน และไข้รูมาติ
การพยาบาลหลังการผ่าตัด
แนะนำให้รับประทานของเย็น เช่น ไอศกรีม น้ำเย็นหรือ การเคี้ยว
หมากฝรั่ง เพื่อช่วยลดอาการบวมในลำคอ และทำให้กล้ามเนื้อคลาย
อาการเกร็งตัวจะบรรเทาอาการปวดได้ แต่ห้ามเรื่องจำนวนไอศกริ่ม
อย่าให้มากเกินไปเพราะจะทำให้มีเสมหะเหนียว
ควรหลีกเลี่ยงอหารหลังผ่าตัด ควรไม่มีรสเปรี้ยวเผ็ดหรือร้อนเพราะจะ
ระคายเตืองผลในลำคอทำให้มีเลือดออก
อธิบายหลังผ่าตัดอาจมีอคารเจ็บคอ คอแข็ง อาเจียนภายใน 24 ชม.
แรกรวมถึงมีอคารเจ็บคอ ปวตหู นาน 7 - 10 วันหลังผ่าตัด
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลผู้ป้วยทำผ่ตัดทอลซิลและอดีนอยด์
(Tonsillectomy + Adenoidectomy)
เสี่ยงต่อภาวะเสียเลือดเนื่องจากมีแผลเปิดในคอหรือทางเดินหายใจ
ไม่โล่งจากการสำคเลือตหรือสิ่งคัดหลั่งอื่นลงไป
เสี่ยงภาวะการอักสบติดเชื้อของแผลในลำคอเนื่องจากขาดความรู้
การดูแลแผล
เกิดภาวะพร่องสารน้ำและสารอาหารในร่างกายจากการได้รับอาหาร
เสี่ยงต่ออนตรายจากภาวะแทรกซ้อนภายหลังกลับบ้านเนื่องจากขาด
ความรู้ในการดูแลตนเอง
ปวดแผลบริเวณที่ทำการผ่าตัด
จมูก Nose
การได้กลิ่น
จมูกเป็นอวัยวะที่รับสัมผัส
กลิ่น เช่น กลิ่นอาหาร และ
สารเคมีอื่นๆ ในโพรงจมูกจะมี
เซลล์รับสัมผัสกลิ่นซึ่งเป็น
สารเคมีอยู่ทางตอนท้ายของ
โพรงจมูกอยู่ถึง 7 ชนิด
กลไกลการได้กลิ่น
โมเลกุลในอากาศ ช่องโพรงจมูก - สัมผัสกับขน(cilia)
ของเซลล์รับความรู้สึในคารคมกลิ่นซึ่งอยู่ที่เยื่อบุโพรงจมูก
ด้านบน → ไปไขแปส์กับเซลล์ประสาทรับกลิ่น (Olfactory
cell) - ซึ่งจะเปลี่ยนกลิ่นเป็นกระแสประสาท วิ่งไปตาม
เส้นประสาทสมองคู่ที่ 1 (Olfactory nerve) Olfactory
bulb แปลผลที่ Temporal lobe ของ Cerebrum (ศูนย์
การดมกลิ่น)
โรคที่พล
เลือดกำเดา (Epistaxis)
สาเหตุ
สาเหตุ เป็นภาวะที่มีเลือดออกมาทางจมูก จากการฉีกขาดของหลอดเลือดที่
เยื่อบุจมูกซึ่งอาจมาจาก ได้รับบาดเจ็บ การมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไป และการมี
ความผิปกติของการแข็งตัวของเลือต รวมทั้งการติดเชื้อรวมไปถึงการมีเนื้อ
งอกในช่องจมูกด้วย
อาการและอาการแสดง
1.
เลือดออกจากผนังกั้นจมูกส่วนหน้า (Anterior Epistaxis) ทบ
บริเวณที่เรียกว่า Kiesselbach's plexus or little area ซึ่งเป็นบริเวณที่มี
หลอดเลือดที่มาเลี้ยงจกรวมอยู่มาก พบมากในเด็กและคนหนุ่มสาว
ในผู้สูงอายุที่มีโรด HT
2.
เลือดออกจากผนังกั้นจมูกส่วนหลัง (Posterior Epistaxis) มักพบ
หรือโรคในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดทำให้
เลือดออกง่ายหยุดยาก
การรักษา
เลือดออกจากผนังกั้นจมูกส่วนหน้า (Anterior Epistaxis)
1.1 การใช้สารเคมีหรือไฟฟ้า สกัตจุดที่มีเลือดออก
1.2 การใช้ Anterior nasal packing คือ การใส่ผ้ากอซที่มียา
ปฏิชีวนะและสารพวก Ge foa (ไช้หล่อลิ้นเวลานำออก) เพื่อไปอุด
ตำแหน่งเลือตออก
เลือดออกจากผนังกั้นจมูกส่วนหลัง (Posterior Epistaxis)
2.1 Posterior nasal packing คือ การอุดในช่องคอหลังโพรงจมูก
โตยใช้ gauze tarnpon หรือใช้ balloon หรือ สาย Foley "s ซึ่งอาจเกี้ต
ภาวะแทรกซ้อนกับผู้ป่วยต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
2.2 Arterial ligation คื คารผูกหลอดเลือคแดงเพื่อควบคุมภาวะ
2.3 Arterial Embolization
2.4 Laser Photocoagulation
2.5 Skin graft to nasal septum and Lateral nasal wall
การพยาบาล
แนะนำให้อ้าปากเวลาไอจม
ห้ามสั่งน้ำมูกหรือแกะสะเก็ดแผล
ถ้ามีอาการบวมบริวณจมูกมากให้ประคบเย็น และให้ยาแก้ปวตร่วมกับ
จัดทนอนศีรษะสูง 45 - 60 องศา เพื่อลดอาการบวมและให้พักผ่อน
ให้เพียงพอ
ประเมินเลือดออกโตยสังเกตผ้กอช ว่มีเลื่อนหลุดลงไปในลำคอหรือไม่
ถ้าเลื่อนต้องตัดให้สั้น แต่ห้ามดึงผ้ากอขออกเอง
อธิบายให้ทราบว่า อาจมีอาการหูอื้อได้ แต่จะหายเมื่อนำตัวกดห้าม
เลือดออก ซึ่งจะเอาออกหลังใส 48 - 72 ชั่โมงแต่รายที่มีเลือดออกมาก
อาจใส่นาน 7 วน
Nasal polyp (ริดสีดวงจมูก)
สาเหตุ
มักมีสาเหตุจกการเป็นหวัดเรื้อรังชน หวัดจากการแพ้ หรือการติดเชื้อของ
เยื่อจมูก
มักไม่มีอันตรายรยแรง ยกว้นถ้าก้อนโตมากจะทำให้หายใจไม่สะดวก และเสีย
ความรู้สึกในการรับกลิ่น
อาการและอาการแสดง
มีอคารกันจมูก แน่นจมูก หายใจไสะดวก พูดเสียงขึ้นจมก ซึ่งเป็นเรื้อรังเป็น
แรมเป็นปี บาครั้งอาจไมีความรู้สึในครรับกลิ่น อาจมีน้ำมกออกเป็นหนอง
ถ้าตำงเนื้อมือกอดกั้นรูเปิดขอ ซนัสก็อาจทำให้เกิดมีอาการปาดที่หัวคิ้วหรือ
โหนกแก้ม เช่ดียวกับไขนัสอักเสบ
สิ่งตรวจพบและอาการแทรกซ้อน
สิ่งตรวจพบ
ช้ไผ่ฉายส่องตูรจมูก มักพบมีติ่งเนื้อมือกสีค่อนข้างใสตุดกั้นอยู่ในรูจมูก
อาการแทรกซ้อน
ส่วนมากทำให้มีอาการแน่นจมูกน่ารำคาญ บางรายอาจมีไตนัสอักเสบ
การรักษา
1.การกำจัดริตสึตวงจมูกออกโดย
1.1 Medical Polypectomy เป็นการใช้ยากลุ่มสเตียรอยต์ พ่นจมูก
เพื่อทำให้ยุบตัวสง
1.2 Surgical Polypectomy
-Nasal polyp ทำผ่ตัด Polypectomy โดยใช้ Snarng (คือการ
ไข้ลวดคล้องและดึงออก) หรือทำ ESS (Endoscopic Sinus Surgery)
-Antrochonal poly ทำผ่ตัด Caldwell - luc operation
2.การรักษาโรคที่เกิดร่วมและการป้องกันการเกิดซ้ำของริคสีดวงจมูก
2.1 สเหตุของริตสีดวงจมกมีจากหลายประการ แพทย์ต้องหาสาเหตุให้
พบไม่เช่นนั้นจะต้อทำผ่าตัดหรือรักษาซ้ำ ๆได้
22 ต้องแนะนำกรทำความสะอาดโพรงมูกโดยการล้างโพรงจมูกด้วย
น้ำเกสือปราศจากซื้อองทุกวัน (Nasal Im gation) และมาพบแพทย์เพื่อให้
แพทย์ลงโพรงจกทุกสัปดาห์เพื่อให้โพรงมูกทำงานได้ดีขึ้น
23 การให้ยาเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ ส่วนมากให้ยาเพรดนิโชโลนนาน 5 -
7 วัน โตยให้หล้ผ่ตัดล้ว 1 - 2 สัปตาห์ ร่วมกับให้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกด้วย
ซึ่งอาจพ่นไปนานถึง 3 เดือน
ไซนัสอักเสบ sinusitis
หมายถึง
โพรงหรือช่องอากาศที่อยู่ในกระดูกของหน้ามีทางติดต่อกับช่อง
จมูกเรียกว่ารูเปิดของไซนัส
สาเหตุ
สุขภาพทั่วไปของผู้ป่วยไม่ดี เช่น ภูมิต้านทานต่ำ เป็นโรคเลือด เบาหวาน
ภาวะที่ร่งกายตรากตรำมากเกินไป นอนไม่หลับ การกระทบกับการ
เปลี่ยนแปลงของอกาศอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะความเย็นจัด ถูกฝัน
ละออง และควันบุหรี่จำนวนมาก
สภาพของจมูก เช่น กรอักเสบในจมูก เนื้องอกในจมูก แผ่นกั้นซ่องจมูกคด
สาเหตุโดยตรง ได้แก่ โรคที่มีอาการนำทางจมูก ฟันผุและการถอนฟื้น การ
สั่งน้ำมูกแรง ๆ จามมาก ๆ อย่างรุนแรง การดำน้ำ
ชนิดของไซนัส
Maxillary sius มีขนาดใหญ่ที่สุด อยู่ที่แก้มทั้ง 2 ข้าง
Frontal sinus อยู่ที่หัวคิ้วทั้ง 2 ข้าง ในบางรายพบว่ามีเพียงช่องเดียว
Eth moidal sinu อยู่ที่ซอกตาระหว่างกระบอกตา และจมูกเป็นช่อง
เล็ก ๆ ติดต่อกันอยู่มีข้างละประมาณ 2-10 ช่อง
Sphenoidal sinus อยู่ที่หลังจมูกด้านบนสุด ติดกับฐานของสมอง
อาการและอาการแสดง
ชนิดเฉียบพลัน
มีอาการปวดกดเจ็บบริเวณโพรงอากาศข้างจมูก
ㆍ คัดจมูก
มีของเหลวเป็นหนองไหลออกจากซ่องจมูก
หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ โดยกลายเป็นภาวะ
โพรงอากาศข้างจมูกอักเสบเรื้อรัง
การรักษา
ส่วนมากเป็นการรักษาด้วยยารับประทาน ไม่นิยมให้ยาหยอดจมูก
ผู้ป่วยที่ปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำและรับประทานยาสม่ำเสมอ มัก
หายได้ง่าย
ในระยะนี้ยาที่ใช้ส่วนใหญ่ คือยาปฏิชีวนะและยาที่รักษาตามอาการ
การผ่าตัดไซนัสอักเสบ
การพยาบาล
1.งัดท่านอนในทำศีรษะสูง40 - 45 อศาเพื่อลดอาการบวมบริเวณจมูกและ
แก้มเพื่อให้หายใจได้สะดวกขึ้น
ประคบบริเวณจมูกด้วยความย็นเพื่อบรรเทาอาการปวต (น 48 ชั่วโม
แรกไม่ควรประคบร้อนเพราะจะกระตุ้นหมีเสือดออกได้)
การป้องกันการติดเชื่อ ควรกระตุ้นให้ผู้ป่วยดูแลทำความสะอาดซ่องปากโดย
บ้วนปากด้วยน้ำเกลือปราศจากชื้อบ่อย ๆ
หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย การยกของ หรือทำงานหนัก ภายใน 10 -
14 วันแรกหลังผ่าตัด
ไม่ควรไอจามแรง ๆถ้าจะจามให้ทำแบบเปิดปากด้วยเพื่อลดแรงดันที่จะ
เข้าสู่โพรงอกาศข้างจก ซึ่งทำให้แผลผ่าตัตในช่องปากแยกได้