Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหาการย่อย การเผาผลาญ และการขับถ่าย…
การพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหาการย่อย การเผาผลาญ และการขับถ่าย
ความรู้ทางวิชาสรีรวิทยา
สรีรวิทยาของระบบทางเดินอาหาร
การคัดหลั่งน้ำย่อยจากต่อมต่าง ๆ (secretion from digestive glands)
ผิวหน้าของเยื่อหุ้มกระเพาะมีเนื้อที่ประมาณ ๘๕๐ ตาราง เซนติเมตร (ชาย) และ ๗๘๓ ตารางเซนติเมตร (หญิง) มีรูเปิด ของต่อมประมาณ ๑๐๐ รู/ตารางเซนติเมตร ต่อมน้ำย่อยของกระเพาะอาหาร (gastric gland) มีทั้งหมด ประมาณ ๓๕ ล้านต่อม ประกอบด้วยเซลล์ซึ่งแบ่งได้เป็น ๓ ชนิด คือ ๑. ชีฟเซลล์ (chief cell) ทำหน้าที่หลั่งเอนไซม์คือ เพปซิน (pepsin) สำหรับย่อยสารอาหารโปรตีน ๒. พาไรอีทัลเซลล์ (parietal cell) หรือ ออกซีนติกเซลล์ (oxyntic cell) ทำหน้าที่สร้างกรดเกลือเพื่อภาวะที่เหมาะสมสำหรับ การทำงานของเอมไซม์ ๓. มิวคัสเนกเซลล์ (mucous neck cell) ทำหน้าที่ หลั่งน้ำเมือก เพื่อป้องกันผนังของกระเพาะไม่ให้ถูกเอนไซม์ย่อย
การย่อยและการดูดซึม (digestion and absorption)
การย่อย
การย่อยไขมัน ไขมันในอาหารส่วนใหญ่เป็นไขมันที่ เป็นกลาง (neutralfat) ซึ่งเรียกว่า ไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) นอกจากนี้ยังมี ฟอสโฟลิปิด คอเลสเทอรอล และเอสเตอร์ของ คอเลสเทอรอลไตรกลีเซอไรด์ขนาดเล็กถูกย่อยโดยเอนไซม์ไลเปส ในกระเพาะอาหาร (gastric lipase) บ้าง การย่อยไขมันในลำไส้เล็ก ขั้นแรกของการย่อยคือ ทำให้ ไขมันแตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้เอนไซม์เข้าไปสัมผัสกับไขมัน ได้มาก เรียกวิธีนี้ว่า อีมัลสิฟิเคชัน (emulsification) ซึ่งทำได้โดย น้ำดี น้ำดีมีเกลือน้ำดีซึ่งส่วนคาร์บอกซีล (carboxyl part) ละลายได้ดีในน้ำ แต่ส่วนสเตอรอล (sterol part) ละลายได้ดีใน ไขมัน ดังนั้น เกลือน้ำดีจะทำให้ความตึงผิวของไขมันลดลง เมื่อได้รับความสะเทือนไขมันจะแตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ เมื่อ
เปรียบเทียบการย่อยไขมันโดยไลเปส (lipase) จากตับอ่อนและจาก ลำไส้แล้วพบว่า ไลเปสจากตับอ่อนมีความสำคัญมาก ส่วน ไลเปสจากลำไส้มีบทบาทน้อย เมื่อย่อยแล้วจะได้กลีเซอรอล (glycerol) และกรดไขมัน (fatty acid)
การย่อยโปรตีน โปรตีนถูกย่อยโดยเอนไซม์เพปซินจาก กระเพาะอาหาร ค่า pH ที่เหมาะสำหรับการย่อยคือ ๒-๓ และถ้า สูงถึง ๕ เพปซินจะทำงานไม่ได้เลย กรดไฮโดรคลอริกที่หลั่งออกมา จากกระเพาะมีค่า pH ประมาณ ๐.๘ แต่เมื่อคลุกเคล้ากับอาหาร จะทำให้ค่า pH สูงขึ้นจนเหมาะสำหรับการย่อย เพปซินสามารถย่อย โปรตีนชนิดต่างๆ ได้ และที่สำคัญคือสามารถย่อยคอลลาเจน (collagen) ซึ่งเอนไซม์ชนิดอื่นย่อยไม่ค่อยได้ โปรตีนถูกย่อย ให้กลายเป็นโปรเตโอส (proteose) เปปโตน (peptone) และโพลีเพปไทด์ (polypeptide) ขนาดใหญ่เข้าสู่ลำไส้เล็ก อาศัยน้ำย่อย จากตับอ่อนแล้วถูกย่อยต่อไปโดยเอนไซม์ทริปซิน ให้กลายเป็น ไดเพปไทด์ (dipeptide) เป็นส่วนใหญ่ หรือเป็นโพลีเพปไทด์ขนาด เล็ก นอกจากนี้ยังมีไคโมทริปซิน (chymotrypsin) และคาร์บอกซี โพลีเพปไทด์ (carboxy polypeptidase) ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายกับทริปซิน คือ โมทริปซิน ทำการย่อยเพปไทด์ลิงเคจ (peptide linkage) ชนิดอื่นและคาร์บอกซีโพลีเพปไทด์ ย่อยโพลีเพปไทด์บางอย่าง ให้เป็นกรดอะมิโน ในเซลล์ลำไส้เล็กมีเอนไซม์โพลีเพปไทด์ และ ไดเพปไทด์ ซึ่งช่วยย่อยให้กลายเป็นกรดอะมิโน เมื่อพวก เพปไทด์ผ่านเซลล์ก็จะถูกย่อยให้กลายเป็นกรดอะมิโนและถูก ดูดซึมเข้ากระแสเลือด
คาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายรับประทานเข้าไป ได้มาจาก แป้ง (starch) ซึ่งเป็นโพลีแซกคาไรด์ (polysaccharide) ขนาดใหญ่ มีในอาหารหลายอย่าง ที่สำคัญคือ ข้าว น้ำตาล ซูโครส แล็กโทส ซึ่งได้จากน้ำนม นอกจากนั้นยังมีคาร์โบไฮเดรตอย่างอื่นๆ อีก เช่น ไกลโคเจน ฟรักโทส แอลกอฮอล์ กรดแลคติก กรดไพรูวิก เพ็กติน (pectin) เดกซ์ตริน (dextrin) เซลลูโลสเป็นคาร์โบไฮเดรต ที่ร่างกายรับเข้าไป แต่ร่างกายไม่มีเอนไซม์ย่อยเซลลูโลส การย่อยในปากและในกระเพาะอาหารไม่ค่อยสำคัญนัก เพราะ อาหารอยู่ในปากชั่วระยะเวลาอันสั้นและในกระเพาะอาหาร มีกรดทำให้เอนไซม์สำหรับย่อยคาร์โบไฮเดรตหยุดทำงาน ใน ลำไส้เล็กแป้งถูกย่อยโดยน้ำย่อยที่สร้างในลำไส้เล็กเอง และที่ คัดหลั่งจากตับอ่อน
การดูดซึม
กระเพาะอาหารเป็นตำแหน่ง ในระบบทางเดินอาหารที่มีการดูดซึมได้ไม่ดี นอกจากสารที่ ละลายไขมันได้ดี เช่น แอลกอฮอล์ และยาบางอย่างที่ สามารถถูกดูดซึมโดยผนังกระเพาะได้
การดูดซึมในลำไส้ใหญ่ กากอาหารผ่านทวารลำไส้ใหญ่ (ileocecal valve) ลงไปในลำไส้ใหญ่วันละ ๕๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร น้ำและอิเล็กโทรไลต์จะถูกดูดซึมกลับไป เหลือออกมาใน อุจจาระเพียง ๑๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร การดูดซึมเกิดขึ้นใน ลำไส้ใหญ่ส่วนต้น คือตอนครึ่งแรกซึ่งอาจเรียกชื่อว่าเป็นลำไส้ ใหญ่ส่วนดูดซึม (absorbing colon) ส่วนลำไส้ใหญ่ครึ่งหลังเรียกว่า ลำไส้ใหญ่ส่วนเก็บสะสม (storage colon) มีหน้าที่เก็บอุจจาระ ไว้เพื่อเตรียมถ่ายออกไป
การดูดซึมไขมันผ่านผนังลำไส้เล็ก ลำไส้เล็กเป็นตำแหน่งที่ดูดซึมได้ดีที่สุด ผนังลำไส้เล็ก มีโครงสร้างพิเศษ เพื่อทำให้มีเนื้อที่ซึ่งใช้เป็นที่ดูดซึมอาหารที่ ย่อยแล้วมากมาย โดยการมีวิลลัส (villus) และไมโครวิลลัส (microvillus) ทำให้พื้นหน้าของลำไส้ที่ใช้ในการดูดซึมมีเพิ่มขึ้นจาก ที่ควรจะเป็นเมื่อมีพื้นหน้าเรียบธรรมดาถึง ๖๐๐ เท่า คือมีเนื้อที่ ทั้งหมดถึง ๔,๕๐๐ ตารางเมตร การดูดซึมในลำไส้เล็ก อาศัยหลักใหญ่ๆ ๒ ประการ คือ การดูดซึมแบบพาสซีฟ และการดูดซึมแบบแอ็กทีฟการดูดซึมแบบพาสชีฟ เป็นการเคลื่อนที่ของสารไปตาม ขั้นต่างในความเข้มข้น (concentration gradiant) อาจเรียกว่เป็น การซึมผ่าน (diffusion) ส่วนการดูดซึมแบบแอ็กทีฟ เป็นการใช้พลังงานเพื่อทำให้ สารอีกด้านหนึ่งเข้มข้นหรือเคลื่อนไหวทวนศักย์ไฟฟ้า การดูด ซึมชนิดนี้ยังแบ่งได้เป็น ๒ แบบ คือ 1.แบบจำเพาะ เป็นการดูดซึมสารเฉพาะอย่างและ มีตัวนำ (carrier) เช่น การดูดซึมน้ำตาลและกรดอะมิโน 2. แบบไม่จำเพาะ โดยไม่ต้องใช้ตัวนำฟิกซ์เมมเบรน (fixed membrane carrier) เช่น การดูดซึมอิเล็กโทรไลต์อย่างอ่อน เป็นต้น
การเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร (motillty of alimentary tract)
๑. การหดเกร็ง (tonic contraction) กินเวลาเป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมง การหดตัวเช่นนี้เป็นการหดตัวของกล้ามเนื้อหูรูด (sphincter) เช่น การทำงานของหูรูดไพลอริค อิเลโอซีคัส และเอนัส (pyloric, ileocecas และ anas sphincter) ทั้งนี้เพื่อช่วยกั้นและเร่งการเคลื่อนไหวของอาหารในทางเดินอาหาร ซึ่งประกอบไปด้วย1.การคลุกเคล้า (mixing movement) การเคลื่อนไหว เช่นนี้อาจทำได้ ๒ อย่าง คือ เคลื่อนไหวเป็นคลื่น (peristaltic movement) เพื่อบีบไล่อาหารให้ผสมกัน และการบีบเป็นส่วนๆ (local contraction of small segment) เพื่อแยกอาหารให้เป็นส่วนเล็กๆ เพื่อให้ผสมกับน้ำย่อยดีขึ้น 2.การบีบไล่ (propulsive movement - peristalsis) กล้ามเนื้อจะหดตัวทำให้ทางเดินอาหารบีบเล็กเป็นวงแหวน แล้ว การหดตัวจะ เลื่อนไปเรื่อยๆ จึงเป็นการไล่อาหารให้เคลื่อนที่ไป ตัวกระตุ้นที่สำคัญของการบีบไล่ คือ การดันผนัง เช่น มีอาหารอยู่ การบีบไล่ อาจไปได้ทั้ง ๒ ทาง คือ บีบไล่ไปทางทวารหนัก หรือไปทางปาก แต่การทำงานในร่างกายส่วนใหญ่เป็นแบบแรก
สรีรวิทยาและกลไกการเผาผลาญ
ไขมันเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานสูงที่สุด และเราสามารถรับมาจากทั้งพืชและสัตว์ ไขมันในอาหารขนาดใหญ่จะถูกย่อยจนมีขนาดเล็กลง และกลายเป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล ซึ่งสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ ไขมันมีหน้าที่สำคัญคือเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ เป็นสารตั้งต้นของฮอร์โมนสเตียรอยด์ ช่วยในการดูดซึมวิตามิน และไขมันส่วนเกินจะถูกเก็บไว้ในรูปของไตรกลีเซอไรด์ในเนื้อเยื่อไขมัน เพื่อใช้เป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำรองเมื่อร่างกายขาดพลังงาน แต่อย่างที่เราทราบกันว่า ไขมันที่สะสมใต้ผิวหนังนั้นทำให้ร่างกายเราอวบอ้วน ไม่กระชับสวยงาม อีกทั้งไขมันอิ่มตัวที่มากเกินไป อาจไปเกาะตามอวัยวะและผนังหลอดเลือด ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงต่างๆ ได้
โปรตีน
เป็นสารอาหารที่ส่วนมากเราจะได้รับจากการทานเนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่ว อย่างที่เราทราบกันว่า โปรตีนมีความสำคัญในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เมื่อเราทานอาหารเข้าไป โปรตีนในอาหารจะถูกย่อยจนกลายเป็นหน่วยเล็กที่สุด คือ กรดอะมิโน และดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย กรดอะมิโนจำเป็นที่เราจะได้รับจากอาหารเท่านั้น ได้แก่ ไลซีน ทริปโตแฟน ลิวซีน ไอโซลิวซีน เมตไทโอนีน ฟีนิลอะลานีน ทรีโอนีน และวาลีน ซึ่งกรดอะมิโนเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของเอนไซม์และฮอร์โมนหลายชนิด รวมถึงเป็นสารตั้งต้นในการสร้างโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของเซลล์ กล้ามเนื้อ และสารต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ ในภาวะที่ร่างกายขาดพลังงาน โปรตีนในกล้ามเนื้อยังสามารถถูกสลายและเปลี่ยนเป็นกลูโคสเพื่อให้พลังงาน
คาร์โไฮเดรต เป็นแหล่งพลังงานสำคัญ ซึ่งส่วนมากเราจะได้รับจากการทานข้าว แป้ง ขนมปัง อาหารเหล่านี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกย่อยให้กลายเป็นน้ำตาลขนาดเล็ก เช่น น้ำตาลกลูโคส จากนั้น เซลล์ต่างๆ จะรับกลูโคสเข้าไป และสลายต่อไปจนได้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และพลังงาน ซึ่งใช้สำหรับเป็นเชื้อเพลิงในการทำงานของเซลล์ น้ำตาลกลูโคสส่วนเกินที่ร่างกายใช้ไม่หมด จะถูกเก็บไว้ที่ตับในรูปของไกลโคเจน (glycogen) เพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำรองเมื่อร่างกายต้องการ แต่หากเราทานแป้งมากจนมีกลูโคสมากเกินพอ น้ำตาลกลูโคสส่วนที่เหลือก็จะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันและสะสมในร่างกาย ซึ่งถือเป็นเชื้อเพลิงสำรองอีกรูปแบบหนึ่ง
เกลือแร่และวิตามินเป็นสารอาหารที่ไม่ให้พลังงาน แต่มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ รวมถึงระบบเผาผลาญด้วย เกลือแร่ที่สำคัญมีหลายชนิด เช่น โซเดียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม เหล็ก ทองแดง สังกะสี เช่นเดียวกับวิตามินที่สำคัญ ก็มีทั้งวิตามินที่ละลายในไขมันและสามารถสะสมในร่างกายได้ เช่น วิตามิน เอ, ดี, อี, เค และวิตามินที่ละลายในน้ำและไม่ถูกสะสมในร่างกาย เช่น วิตามิน บี และ ซี
สรีรวิทยาและกลไกการขับถ่าย
การย่อยอาหารซึ่งจะสิ้นสุดลงบริเวณรอยต่อระหว่างลำไส้เล็กกับลำไส้ใหญ่ ลำไส้ใหญ่ยาวประมาณ 5 ฟุต ภายในมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 นิ้ว เนื่องจากอาหารที่ลำไส้เล็กย่อยแล้วจะเป็นของเหลวหน้าที่ของลำไส้ใหญ่ครึ่งแรกคือดูดซึมของเหลว น้ำ เกลือแร่และน้ำตาลกลูโคสที่ยังเหลืออยู่ในกากอาหาร ส่วนลำไส้ใหญ่ครึ่งหลังจะเป็นที่พักกากอาหารซึ่งมีลักษณะกึ่งของแข็ง ลำไส้ใหญ่จะขับเมือกออกมาหลอลื่นเพื่อให้อุจจาระเคลื่อนไปตามลำไส้ใหญ่ได้ง่ายขึ้น ถ้าลำไส้ใหญ่ดูดน้ำมากเกินไป เนื่องจากกากอาหารตกค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่หลายวัน จะทำให้กากอาหารแข็ง เกิดความลำบากในการขับถ่าย ซึ่งเรียกว่า ท้องผูก โดยปกติ กากอาหารผ่านเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ประมาณวันละ 300-500 ลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งจะทำให้เกิด อุจจาระประมาณวันละ 150 กรัม
ความรู้ทางวิชาพยาธิสรีรวิทยา
โรคมะเร็งหลอดอาหาร
พยาธิสรีรวิทยาของโรค เกิดขึ้นเมื่อเซลล์เติบโตผิดปกติจนกลายเป็นเนื้อร้าย โดยจะเกิดจากเนื้อเยื่อชั้นในโตออกสู่ผนังด้านนอก ถ้ามะเร็งกระจายผ่านผนังหลอดอาหารจะสามารถเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง เส้นเลือดใหญ่ในทรวงอก และอวัยวะใกล้เคียง มะเร็งหลอดอาหารยังสามารถกระจายสู่ปอด ตับ กระเพาะอาหาร และส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้
ชนิดของมะเร็งหลอดอาหาร
Squamous cell carcinoma เกิดจากเซลล์เยื่อบุผนังหลอดอาหาร มักเกิดที่ส่วนต้นและส่วนกลางของหลอดอาหาร
Adenocarcinoma เกิดจากส่วนที่เป็นต่อมในส่วนปลายของหลอดอาหาร
ปัจจัยเสี่ยง
ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของมะเร็งหลอดอาหาร แต่มีหลายปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคได้ อาทิ
อายุ ผู้ที่มีอายุระหว่าง 45-70 ปีมีความเสี่ยงสูงสุด
เพศ เพศชายมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าเพศหญิง 3 เท่า
การสูบบุหรี่ ความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นตามปริมาณและระยะเวลาที่สูบบุหรี่
การดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหารโดยเฉพาะชนิด squamous cell
ภาวะของหลอดอาหารที่เรียกว่า Barrett’s esophagus ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดในผู้ที่มีการอักเสบของหลอดอาหารจากกรดในกระเพาะอาหารทำลายเซลล์บุผนังหลอดอาหาร ทำให้เกิดมะเร็งชนิด adenocarcinoma ได้
การรับประทานอาหารที่มีผัก ผลไม้ และแร่ธาตุต่ำ
ภาวะอ้วน
โรคหลอดเลือดช่องท้องโป่งพ่อง
อาการของโรค
อาการของโรคหลอดเลือดแดงโป่งพองในช่องท้อง พบว่าส่วนมากคนไข้จะไม่มีอาการ แต่มักมาพบแพทย์ด้วยเรื่องคลำเจอก้อนเต้นได้ในช่องท้อง ซึ่งแพทย์ก็จะทำการส่งตรวจทำอัลตร้าซาวด์หลอดเลือด และพบว่าหลอดเลือดแดงมีลักษณะที่โป่งพอง ในผู้ป่วยบางรายมีอาการปวดท้อง ปวดหลัง หรือปวดท้องร้าวไปถึงหลังร่วมด้วย กรณีนี้อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าหลอดเลือดนี้กำลังจะแตก หากไม่ได้รับการรักษาจะส่งผลให้หลอดเลือดแตกและเสียชีวิตในที่สุด
สรีระ
หลอดเลือดแดงใหญ่มีหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญต่างๆ ทั่วร่างกาย โดยเริ่มตั้งแต่รับเลือดดีออกจากหัวใจไหลผ่านลงมาทางหน้าอก กระบังลม และส่งต่อไปยังช่องท้อง แล้วจึงแยกออกเป็นสองสายเพื่อไปเลี้ยงขาทั้งสองข้าง และไปเลี้ยงที่อวัยวะอุ้งเชิงกราน ดังนั้นหากมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับหลอดเลือดแดงนี้ ก็จะทำให้เลือดรั่วไหลออกมาหมดไม่สามารถเดินทางไปถึงอวัยวะต่างๆ ได้ ส่งผลให้เสียชีวิตลงในที่สุด
ปัจจัยเสียง
ปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคส่วนใหญ่พบในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น กลุ่มอาการ Marfan (ซึ่งจะมีความผิดปกติหลายระบบคือ มีรูปร่างสูงผอม แขนขาและ นิ้วยาว เพดานปากสูง สายตาผิดปกติ มีโรคลิ้นหัวใจรั่วร่วม) มักมีอาการของโรคหลอดเลือดตั้งแต่อายุวัยหนุ่มสาว การสูบบุหรี่ ภาวะความดันโลหิตสูง โรคปอดเรื้อรัง ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง
ความรู้ทางวิชากายวิภาคศาสตร์
กายวิภาคศาสตร์ของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการย่อย
1.ท่อทางเดินอาหาร (gastrointestinal tract / alimentary canal )
Esophagus
เป็นท่อกล้ามเนื้อยาวประมาณ 10 นิ้ว วางตัวอยู่หลังต่อหลอดคอ ( trachea) เริ่มตั้งแต่ส่วนปลายของ laryngopharynx ผ่านลงมาใน mediastinum โดยอยู่หน้าต่อกระดูกสันหลัง ลอดผ่านกะบังลมทาวรูเปิดที่เรียกว่า esophageal hiatus ซึ่งอยู่ตรงกับกระดูกสันหลังส่วนอกอันที่10 สิ้นสุดโดยเปิดเข้าสู่ส่วนบนของกระเพราะอาหาร
Stomach
เป็นส่วนของท่อทางเดินอาหารที่โป่งพองเป็นรูปอักษร J วางตัวอยู่บริเวณลิ้นปี(epigastric region) บริเวณใต้ชายโครงก้านซ้าย(left hypochondriac region)ของช่องท้อง
ทางกายวิภาคแบ่งกระเพาะอาารออกเป็น 4 ส่วนคือ1. cardia รูเปิดของหลอดอาหาร 2. fundus ส่วนกระพุ้งกลมที่อยู่ทางซ้ายเหนือต่อส่วน 3. body เป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดอยู่ตรงส่วกลาง 4. pylorus เป็นส่วนที่แคบที่สุดตอดต่อกับลำไส้เล็กส่วน duodenum
Pharynx
เป็นส่วนหนึ่งของคอ (neck) และช่องคอ (throat) ตั้งอยู่ด้านหลังปากและโพรงจมูก และอยู่บนหลอดอาหาร กล่องเสียงและท่อลม (trachea) และเป็นส่วนหนึ่งของระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจของสิ่งมีชีวิตหลายชนิด เนื่องจากทั้งอาหารและอากาศต่างผ่านเข้าสู่คอหอย ร่างกายมนุษย์จึงมีแผ่นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเรียกว่า ฝาปิดกล่องเสียง (epiglottis) ปิดช่องท่อลมเมื่อมีการกลืนอาหาร เพื่อป้องกันการสำลัก ในมนุษย์ คอหอยยังมีความสำคัญในการออกเสียง แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.คอหอยส่วนปาก หรือคอหอยหลังช่องปาก (oropharynx) เป็นส่วนที่อยู่หลังช่องปาก ผนังด้านหน้าประกอบด้วยฐานของลิ้นและวัลเลคิวลา (vallecula; ช่องระหว่างลิ้นกับฝาปิดกล่องเสียง) ผนังด้านข้างเกิดจากต่อมทอนซิล, แอ่งทอนซิล (tonsillar fossa) , และผนังช่องปาก (faucial pillars) ผนังด้านบนประกอบด้วยพื้นผิวด้านล่างของเพดานอ่อนและลิ้นไก่ 2.คอหอยส่วนจมูก หรือคอหอยหลังโพรงจมูก (nasopharynx) ตั้งอยู่ด้านหลังโพรงจมูก ด้านหลังเยื้องด้านบนของส่วนนี้ มาจากระดับรอยต่อของเพดานอ่อนและเพดานแข็ง ถึงฐานของกะโหลกศีรษะ ด้านข้างเป็นแอ่งโรเซนมุลเลอร์ (fossa of Rosenmuller) ผนังด้านล่างประกอบด้วยพื้นผิวด้านบนของเพดานอ่อน 3.คอหอยส่วนกล่องเสียง หรือคอหอยหลังกล่องเสียง (laryngopharynx หรือ hypopharynx) อยู่ที่ประมาณระดับ C3 ถึง C6 บริเวณนี้มีจุดเชื่อมกล่องเสียงและหลอดอาหาร (บริเวณหลังกระดูกอ่อนไครคอยด์ (postcricoid area)) , แอ่งพิริฟอร์ม (piriform sinus) , และผนังคอหอยด้านหลัง (posterior pharyngeal wall)
Mouth
ด้านบนเป็นเป็นเพดานแข็ง (Hard palate) ทางด้านหน้า และเพดานอ่อน (Soft palate) ทางด้านหลังเพดานแข็ง(Hard palate) ประมาณ 2/3 ด้านหน้า เป็นส่วนของกระดูก maxilla และ กระดูก palatine คลุมทับด้วยเยื่อเมือก ส่วนเพดานอ่อน (Soft palate) เป็นส่วนของเพดานอยู่ด้านหลังประมาณ 1/3 ด้านหลัง เป็นแผ่นกล้ามเนื้อยื่นเข้าไปในคอหอย(pharynx) ประกอบด้วย muscle fibers, หลอดเลือด , เส้นประสาท , adenoid tissue, mucous gland และดาดด้วย mucous membrane ปลายสุดด้านหลังมีติ่งยื่นลงมาตรงกลาง เรียกว่า ลิ้นไก่ (Uvula) ด้านล่างเป็นลิ้น(Tongue)
ด้านหลังเป็นOropharynx
Large intestine
มีความยาวประมาณ 1.5 m เริ่มจาก caecum ถึง anus ลำไส้เล็กถูกยึดกับผนังช่องท้องทางด้านหลัง เรียกว่า mesocolon บริเวณรูเปิดจาก ileum เข้าสู่ caecum เรียกว่า iliocecal valve แบ่งตามโครงสร้างได้เป็น 3 ส่วนหลักคือ 1.ส่วน Caecum มีลักษณะเป็นถุงปลายตัน เป็นส่วนต้นของลำไส้ใหญ่ที่ลำไส้เล็กมาเปิดเข้า ช่องเปิดเรียกว่า iliocecal valve อยู่ทางด้านขวาของร่างกาย บริเวณ Right iliac fossa ยาวประมาณ 5-7 cm ตรงปลายของ caecum จะมี Vemiform appendix หรือไส้ติ่ง ซึ่งเป็นหลอดเล็กปลายตันห้อยอยู่ 2.ส่วน Colon เป็นส่วนที่ต่อจาก caecum 2.ส่วน Colon เป็นส่วนที่ต่อจาก caecum
ผนังของท่อทางเดินอาหาร ตั้งแต่หลอดอาหาร ถึงทวาร มีทั้งหมด 4 ชั้นคือ1. Mucosa ประกอบด้วย nonkeratinized stratified squamous epithelium ,lamina propriaและ muscularis mucosae ในส่วนที่อยู่ใกล้กระเพราะอาหาร จะพบ mucous gland ในชั้น lamina propria 2.Submucosa เป็นชั้นของเนื้อยึดต่อที่บรรจุหลอดเลือด และหลอดน้ำเหลือง อาจพบ mucous gland ประปราย 3.Serosa / Adventitia เกิดจากเยื่อบุช่องท้อง (Peritoneum) เนื้อบุผิวชนิด simple squamous ( Mesothelium)
Small intestine
มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ1 นิ้ว และมีความยาประมาณ 21 ฟุต ส่วนใหญ่มีแผ่นเยื่อบุช่องท้องยึดลำไส้ ไว้กับผนังด้านหลังของของช่องท้องเรียกว่า เยื่อแขวนลำไส้ (messntery) แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ1.duodenum ส่วนต้นที่สั้นที่สุด มีความยาวประมาณ10 นิ้วช้วงกลางมีตุ่มนูน 2อัน อันที่อยู่สูงกว่าเรียกว่า minor duodenl papilla มีรูเปิดของท่อน้ำย่อยจากตับอ่อน (accessory pancreatic duct) มัขนาดใหญ่กว่าเรียกว่า major duodenal papilla มีรูเปิดของhepatopancrearic ampull of vater) 2.Jejunum ยาวประมาณ 8 ฟุต 3.ileum ยาวประมาณ12 ฟุต ติดต่อกับลำไส้ใหญ่
2.อวัยวะเสริมในการย่อย (accessory digestive organs )
Salivary glands
มีทั้งหมด 3 ต่อม ได้แก่ 1. Parotid gland : อยู่ทางด้านหน้าของรูหู โดยต่ำกว่ารูหูเล็กน้อย สร้างน้ำลายที่มีลักษณะใส ส่งออกทาง parotid duct หรือ stensen’s duct ซึ่งวางตัวขนานกับโหนกแก้ม เปิดเข้าสู่ช่องปากตรงกับฟันกรามบนซี่ที่ 2 ผลิตน้ำลายประมาณ 25% ของน้ำลายทั้งหมด 2.Submandibular gland อยู่ใต้กระดูกขากรรไกร สร้างน้ำลายที่มีลักษณะใสมากกว่าเหนียว ส่งออกทาง Wharton’s duct ไปเปิดที่โคนของ lingual frenulum ผลิตน้ำลายประมาณ 70% ของน้ำลายทั้งหมด 3.Sublingual gland อยู่ใต้ลิ้น โดยวางอยู่ใต้เยื่อบุช่องปาก ไปเปิดที่ช่องปากโดยตรง ผลิตน้ำลายประมาณ 5% ของน้ำลายทั้งหมด
Liver
ตับของผู้ใหญ่ปกติจะมีน้ำหนักราว 1.3 ถึง 3.0 กิโลกรัม และมีจะลักษณะนุ่ม มีสีชมพูอมน้ำตาล ตับเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดเป็นอันดับสอง รองจากผิวหนัง และเป็นต่อมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ตับจะวางตัวอยู่ทางด้านขวาบนของช่องท้อง และอยู่ใต้กะบังลม นอกจากนี้บางส่วนของตับยังวางอยู่บนกระเพาะอาหาร ปลายทางด้านซ้ายสุดของตับจะชี้ไปทางม้าม และบนพื้นผิวด้านล่างของตับยังมีถุงน้ำดีวางตัวอยู่อีกด้วยพื้นผิวของตับเกือบทั้งหมดจะถูกคลุมด้วยเยื่อบุช่องท้อง ซึ่งเป็นเยื่อบุสองชั้นที่คลุมอยู่บนอวัยวะต่างๆทางด้านหน้าของช่องท้องเพื่อลดการเสียดสีระหว่างอวัยวะ นอกจากนี้จะพบว่าที่บริเวณตับ จะมีการพับของเยื่อบุช่องท้องเข้ามาภายในตับ และแบ่งตัวออกเป็นสองพูใหญ่ๆ
Tongue
เป็นมัดของกล้ามเนื้อโครงร่างขนาดใหญ่ที่อยู่บริเวณฐานของช่องปากเพื่อรองรับอาหาร และช่วยในการเคี้ยวและการกลืน เป็นอวัยวะที่สำคัญในการรับรส บริเวณพื้นผิวของลิ้นปกคลุมไปด้วยปุ่มรับรส (taste bud) ลิ้นสามารถเคลื่อนไหวได้หลายทิศทาง จึงช่วยในการออกเสียง ลิ้นเป็นอวัยวะที่มีน้ำลายให้ความชุ่มชื้นอยู่เสมอ และเลี้ยงโดยเส้นประสาทและหลอดเลือดเป็นจำนวนมากเพื่อช่วยในการทำงานและการเคลื่อนไหว
Gallbladder
ถุงน้ำดีจะวางตัวอยู่ทางพื้นผิวด้านหน้าของตับ โดยทั่วไปจะมีความยาวประมาณ 7-10 เซนติเมตร และมีสีเขียวคล้ำซึ่งเป็นสีของน้ำดีที่เก็บสะสมอยู่ภายใน ถุงน้ำดีจะมีทางติดต่อกับตับและลำไส้เล็กตอนต้นโดยระบบท่อน้ำดี (biliary tract) โดยจะมีท่อถุงน้ำดี (cystic duct) เป็นท่อที่ต่อออกมาโดยตรงจากถุงน้ำดี ซึ่งจะไปเชื่อมต่อกับท่อน้ำดีใหญ่ในตับ (common hepatic duct) เพื่อรวมเป็นท่อน้ำดีใหญ่ (common bile duct) ซึ่งท่อน้ำดีใหญ่นี้จะไปเชื่อมรวมกับท่อตับอ่อน (pancreatic duct) แล้วเปิดออกสู่รูเปิดขนาดใหญ่ในลำไส้เล็กตอนต้น ซึ่งเรียกว่า เมเจอร์ ดูโอดีนัล แอมพูลา (major duodenal
ampulla)
Teeth
แบ่งตามหน้าที่และลักษณะรูปร่าง ได้ 4 ชนิด คือ1.ฟันตัดหน้าซี่กลาง (central incisor) : ขากรรไกรบน 2 ซี่ ขากรรไกรล่าง 2 ซี่ มีหนึ่งราก ฟันตัดหน้าซี่ข้าง (lateral incisor) : ขากรรไกรบน 2 ซี่ ขากรรไกรล่าง 2 ซี่: ฟันตัดหน้าทั้งสองประเภททำหน้าที่ตัดอาหาร ในสัตว์ที่กินอาหารโดยการแทะฟันนี้จะเจริญที่สุด 2.ฟันเขี้ยว (cuspid or canine) : ขากรรไกรบน 2 ซี่ ขากรรไกรล่าง 2 ซี่: ทำหน้าที่ตัด ฉีก หรือแยกอาหารออกจากกัน 3.ฟันกรามน้อย (premolar) : ขากรรไกรบน 4 ซี่ ขากรรไกรล่าง 4 ซี่: ทำหน้าที่ตัดและฉีกอาหาร (สัตว์กินเนื้อเช่น เสือ สุนัข แมว จะมีเขี้ยวและกรามน้อยเจริญดีและแข็งแรงเป็นพิเศษ) 4.ฟันกราม (molar) : ขากรรไกรบน 6 ซี่ ขากรรไกรล่าง 6 ซี่: ทำหน้าที่เคี้ยวและบดอาหาร
Pancreas
วางอยู่หลัง Greater curvature ของกระเพาะอาหาร มีลักษณะคล้ายปลา หรือคล้ายใบมะม่วง รูปร่างยาวประมาณ 12.5 cm และหนาประมาณ 2.5 cm แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนหัว(Head) อยู่ทางขวาเป็นส่วนที่กว้างที่สุด วางอยู่ในโค้งรูปตัว C ของลำไส้เล็กส่วน Duodenum ส่วนคอ(Neck) วางพาดผ่านเส้นเลือด aorta ส่วนลำตัว(Body) ทอดเฉียงขึ้นไปทางซ้ายข้ามกระดูกสันหลังส่วนเอวอันที่ 1 (L1) ส่วนหาง (Tail) ของตับอ่อนจะไปจรดบริเวณขั้วของม้าม
กายวิภาคศาสตร์ของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญ
ต่อมไทรอยด์ (thyroid gland) เป็นต่อมที่อยู่บริเวณส่วนหน้าของลำคอ ใต้กระดูกอ่อนไทรอยด์ (thyroid cartilage) หรือที่เรียกว่าลูกกระเดือกโดยอยู่ด้านข้างนาเดียร์และใต้ต่อมกระดูกอ่อนไทรอยด์ (thyroid cartilage) และอยู่ลึกลงไปจากกล้ามเนื้อสเตอร์โนไฮออยด์ (sternohyoid) , สเตอร์โนไทรอยด์ (sternothyroid) และโอโมไฮออยด์ (omoyoid) ต่อมนี้มี 2 พู แผ่ออกทางด้านข้างและคลุมพื้นที่บริเวณด้านหน้าและด้านข้างของหลอดลม (trachea) รวมทั้งส่วนของกระดูกอ่อนคริคอยด์ (cricoid cartilage) และส่วนล่างของกระดูกอ่อนไทรอยด์ (thyroid cartilage) ทั้งสองพูนี้จะเชื่อมกันที่คอคอดไทรอยด์ (isthmus) ซึ่งอยู่ที่บริเวณด้านหน้าต่อกระดูกอ่อนของหลอดลม (trachea cartilage) ชิ้นที่สองหรือสาม โดยต่อมนี้จะผลิตไทรอยด์ฮอร์โมนซึ่งทำหน้าที่ควบคุมอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ไทรอยด์ฮอร์โมนมีความสำคัญในการควบคุมระดับพลังงานภายในร่างกาย, ควบคุมอุณหภูมิร่างกาย, ควบคุมการใช้ฮอร์โมนและวิตามินอื่นๆ และควบคุมการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย
hypothalamus ไฮโปทาลามัส เป็นโครงสร้างของสมองที่อยู่ใต้ทาลามัส (thalamus) แต่เหนือก้านสมอง (brain stem) ทำหน้าทีเชื่อมโยงการทำงานของระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ โครงสร้างนี้เป็นโครงสร้างหลักที่อยู่ด้านล่างของไดเอนเซฟาลอน (diencephalon) พบในสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทุกชนิด ในมนุษย์มีขนาดประมาณเมล็ดอัลมอนด์ป็นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย การเต้นของหัวใจ ความดันเลือด ความหิว การนอนหลับ การหลั่งฮอร์โมนของต่อมไร้ท่อ การหลั่งน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารความสมดุลของน้ำในร่างกายและการแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึก
กายวิภาคศาสตร์ของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่าย
Ureter
เป็นหลอดกล้ามเนื้อ แต่ละหลอดยาว 25-30 ซม. ใช้ในการบีบรัดตัว เซึ่พื่อนำนำ้ปัสสาวะที่สร้างจากไต ไปเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ ซึ่งประกอบด้วย ผนัง 3 ชั้น คือ Tunica mucosa (บุด้วย Transitional epithelium ไม่พบต่อมเมือก ) Tunica muscularis (กล้ามเนื้อเรียบ เรียงตัว 2 ชั้น ชั้นนอกเรียงเป็นวง เปรียบเสมือนหูรูด ชั้นในเรียงตามยาว) และ Tunica adventitia ( Fibroelastic connective tissue)
Urinary bladder
มีรูปร่างจัตุรมุข (Tetrahedron)/กรวยสามเหลี่ยม
Kidney
1.สร้างนำ้ปัสสาวะโดยการกรองของเสียจากกระบวนการเผาผลาญของร่างกายออกจากเลือด
2.เป็นต่อมไร้ท่อ สร้างและหลั่งฮอร์โมน Erythropoietin (กระตุ้นการสร้าง RBC ) ฮอร์โมน Renin (ควบคุมความดันโลหิต)
ไตมี 2 ข้าง (รูปร่างคล้ายเม็ดถั่ว) มีสีนำ้ตาลแดงในสภาวะสด โดยแต่ละข้างยาว 11 ซม. กว้าง 6 ซม. หนา 3 ซม.วางตัวอยู่ในท้องทางด้านหลัง โดยไตขวามักอยู่ตำ่กว่าไตซ้าย
https://sites.google.com
› site › pyelonephritiskrwytixakseb › anatomy-khxng-ti
Urethra
ในผู้หญิง ยาวแค่ 4 ซม. เริ่มจาก Internal urethral orifice ถึง External urethral orifice ในผู้ชายจะมีความยาว 18-20 ซม. แบ่งเป็น 3 ส่วนตามตำแหน่ง คือ 1.Prostatic part ( ทอดผ่าน Prostate gland ยาว 3 ซม. กว้างสุด มี internal urethral sphincter ) 2.Membranous part ( สั้นและแคบที่สุด ทำหน้าที่เป็น Sphincter urethrae / external urethral sphincter) 3.Spongy part ( อยู่ภายใน penis มี Bulbourethral glands และ External urethral orifice