Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Condyloma โรคหูดหงอนไก่ จัดทำโดย นางสาวธัญลักษณ์ นิลศิลา รหัส…
Condyloma โรคหูดหงอนไก่ จัดทำโดย นางสาวธัญลักษณ์ นิลศิลา รหัส 5948100147 :confetti_ball:
พยาธิสภาพ
:pencil2:
หูดอวัยวะเพศ หรือหูดหงอนไก่ (Anogenital wart, Condyloma acuminata) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่พบบ่อย ทั้งในเพศชายและหญิง เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV ทำให้เกิดการเจริญผิดปกติของผิวหนังบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์และทวารหนัก เห็นลักษณะเป็นตุ่มหรือแผ่นนูนยื่นออกมาบริเวณอวัยวะเพศภายนอก ผิวหนังรอบทวาร ฝีเย็บ หรือขาหนีบ อาจมีอาการปวด คัน หรือไม่มีอาการก็ได้ หูดอวัยวะเพศมักมีสีเหมือนสีผิวปกติ หากพบว่ามีสีเข้มกว่าปกติ ควรพิจารณาตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจหาภาวะผิดปกติอื่นหรือมะเร็งผิวหนัง
สาเหตุของโรค :pencil2:
เกิดจากเชื้อ HPV (Human papillomavirus) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสในกลุ่มดีเอ็นเอสายคู่ที่ไม่มีเปลือกชั้นนอกหุ้ม ในจีนัส Papillomavirus และวงศ์ Papillomaviridae โดยไวรัสชนิดนี้ถูกค้นพบมากกว่า 200 สายพันธุ์ กว่า 40 สายพันธุ์ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สามารถติดเชื้อที่บริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก
เชื้อเอชพีวีแบ่งตามความสามารถในการก่อมะเร็งออกเป็น :warning:
:warning: 2 สายพันธุ์ที่ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็ง (Nononcogenic หรือ low risk HPV types) ได้แก่ สายพันธุ์ 6, 11, 42, 43, 44
:warning: 1 สายพันธุ์ที่เสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็ง (Oncogenic หรือ high risk HPV types) ได้แก่ สายพันธุ์ 16, 18, 31, 33, 35, 39, 41-45, 51, 52, 56, 59
:recycle:หูดอวัยวะเพศและทวารหนัก ร้อยละ 90 เกิดจากเชื้อ HPV สายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็ง มักติดเชื้อบริเวณเยื่อบุผิวชนิด squamous สามารถติดเชื้อได้กับทุกส่วนของอวัยวะเพศที่ปกคลุมด้วยเยื่อบุชนิดนี้ ได้แก่ ปากช่องคลอด แคม คลิตอริส ผนังช่องคลอด รวมถึงบริเวณลึกๆ เช่น ปากมดลูก ภายในช่องคลอด ทวารหนัก ในท่อปัสสาวะ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดหูดที่บริเวณเยื่อบุตา โพรงจมูก ช่องปาก และกล่องเสียงในทารกแรกคลอดที่ได้รับเชื้อจากช่องทางคลอดขณะคลอด อย่างไรก็ตามสามารถพบการติดเชื้อร่วมกันของ low risk และ high risk HPV ที่ทำให้เกิดหูดอวัยวะเพศได้บ่อยได้แก่ HPV สายพันธุ์ 16, 18, 31, 33 และ 35 ซึ่งมักพบร่วมกับ HPV 6 และ 11 และยังสัมพันธ์กับการเกิด high-grade squamous intraepithelial lesions (HSIL) ได้ โดยเฉพาะในผู้ติดเชื้อเอชไอวี
:pencil2:อาการและอาการแสดง
:red_flag:ลักษณะรอยโรค มีได้หลายรูปแบบทั้งขนาดและรูปร่าง อาจมีลักษณะเป็นตุ่มเดียว, หลายตุ่ม, หรือมีขนาดใหญ่คล้ายดอกกะหล่ำ, หรือหงอนไก่, สีชมพู หรือสีเนื้อผิวขรุขระ
:red_flag:อาการของโรคจะเป็นมาก/ก้อนเนื้อหูดใหญ่ขึ้น และ/หรือเพิ่มจำนวนมากขึ้น ในคนท้อง หรือในคนที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง
:red_flag:บริเวณที่พบ เนื่องจากหูดหงอนไก่พบได้ตามเนื้อเยื่อร่างกายชนิดที่สามารถสร้างเมือกที่เรียก ว่า เนื้อเยื่อเมือก (Mucosa) จึงพบหูดหงอนไก่เกิดได้ที่ อวัยวะเพศ ท่อปัสสาวะ ปากมดลูก ทวารหนัก ช่องปาก ในลำคอ และสามารถพบเกิดได้หลายๆตำแหน่งในผู้ป่วยรายเดียวกัน เช่น ผู้ป่วยที่พบรอยโรคหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ หากมีประวัติมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ก็อาจพบโรคในบริเวณทวารหนักด้วย
:red_flag:รอยโรคที่เกิดหูดหงอนไก่ อาจมีอาการคัน หรือไม่มีอาการใดๆเลยก็ได้
การวินิจฉัย :pencil2:
แพทย์วินิจฉัยโรคหูดหงอนไก่จาก ลักษณะรอยโรคเฉพาะที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือยืน ยันได้ด้วยการตรวจพยาธิสภาพจากชิ้นเนื้อตรงรอยโรค (การตรวจทางพยาธิวิทยา) ทั้งนี้ถ้ายังไม่มีรอยโรค/ยังไม่เห็นก้อนหูด จะวินิจฉัยโรคไม่ได้ และ ในกรณีที่ตรวจพบว่าเป็นหูดหงอนไก่ ควรต้องตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่น โรคเอดส์ และ โรคซิฟิลิส ด้วยเสมอ เพราะมักพบเกิดร่วมกันได้ :warning:
การตรวจเพิ่มเติม/การตรวจสืบค้นด้วยวิธีอื่นๆในแต่ละกรณีที่สงสัยว่ามีหูดหงอนไก่ในบริเวณที่พบได้ไม่บ่อย เช่น การส่องกล้องตรวจดูช่องคอ หรือ การส่องกล้องตรวจดูทวารหนัก :warning:
การพยาบาล :pencil2:
พาคู่นอนมาทำการตรวจและรักษาด้วยเสมอ เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำกันไปมา:red_flag:
หากสัมผัสรอยโรคให้ล้างบริเวณที่สัมผัส และล้างมือมือด้วยเจลแอลกอฮอล์:red_flag:
งดการมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างการรักษา หรือหากจำเป็นให้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ:red_flag:
ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ เป็นประจำ:red_flag:
ติดตามการรักษาโดยการมาพบแพทย์ตามนัดเสมอ:red_flag:
รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน:red_flag:
ในหญิงตั้งครรภ์แนะนำให้ผ่าคลอด เพื่องป้องกันการติดเชื้อสู่ทารก:check:
การรักษา :pencil2:
การรักษาด้วยการจี้ด้วยความเย็น (Cryotherapy) โดยใช้ไม้พันสำลีชุบไนโตรเจนเหลว (Liquid nitrogen) ป้ายที่รอยโรค หรือพ่นเป็นสเปรย์ลงที่รอยโรค โดยให้ความเย็นสัมผัสรอยโรคเป็นเวลานานประมาณ 10-15 วินาที อาจมีรอยดำหลังการรักษา:red_flag:
การตัดหูดหงอนไก่ออกด้วยมีดผ่าตัด โดยอาศัยการฉีดยาชาเฉพาะที่ เป็นวิธีที่ลดการกลับเป็นซ้ำของหูดหงอนไก่ได้มากที่สุด คือ อัตราการกลับเป็นซ้ำเหลืออยู่ที่ประมาณ 20% :red_flag:
แต้ม/ป้ายรอยโรคด้วยน้ำยา 25% Podophyllin ซึ่งต้องให้การรักษาโดยแพทย์เช่นกัน โดยแต้มยาทิ้งไว้ประมาณ 4 ชั่วโมงแล้วล้างออก ให้การรักษาทุกสัปดาห์จนรอยโรคหาย ซึ่งมักใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ขึ้นกับขนาดรอยโรค อาจมีอาการระคายเคือง แสบบริเวณที่แต้มยา:red_flag:
แต้ม/ป้ายรอยโรคด้วยน้ำยา 50-70% Trichloroacetic acid โดยไม่ต้องล้างออก เป็นการรัก ษาโดยแพทย์เช่นกัน การรักษาอาจทำให้มีอาการแสบและระคายเคืองตรงรอยโรคได้ และรัก ษาซ้ำได้ทุก 2 สัปดาห์จนรอยโรคหาย:red_flag:
การรักษาด้วยการจี้ไฟฟ้า (Electrocauterization) หรือจี้ด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ (Laser ablation) เพื่อตัดรอยโรคออก โดยจะลดความเจ็บปวดในการรักษาด้วยการฉีดยาชาเฉพาะที่:red_flag:
ใช้ยา 5% Imiquimod ทา/ป้ายรอยโรค เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายให้กำ จัดเชื้อ HPV เป็นวิธีรักษาในหูดหงอนไก่ชนิดราบที่ไม่ได้อยู่ในบริเวณเยื่อเมือก:red_flag:
ปัจจัยเสี่ยง:pencil2:
เนื่องจากหูดหงอนไก่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หากพบหูดหงอนไก่ในเด็ก จำเป็นต้องสืบหาเกี่ยวกับการข่มขืนกระทำชำเราเด็กด้วย:<3:
การมีคู่นอนหลายคน หรือมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่ยังน้อย เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหูดหงอนไก่:<3:
ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกันด้วยถุงยางอนามัย มีโอกาสติดเชื้อ HPV จากคู่นอนที่เป็นโรคนี้ได้ : :<3: