Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ระยะหลังคลอด (Puerperium period) (การเปลี่ยนแปลงในระยะหลังคลอด…
ระยะหลังคลอด
(Puerperium period)
หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่หลังคลอดรกจนถึง 6 สัปดาห์หลังคลอด (แต่ช่วงเวลานี้ไม่ได้ถูกกำหนดตายตัว ส่วนใหญ่ถือเอาที่ 4 – 6 สัปดาห์หลังคลอด) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะต่างๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติเหมือนก่อนตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะบางอย่างอาจกลับเข้าสู่ภาวะปกติเร็วหรือช้ากว่านี้ แต่โดยทั่วไปสูติแพทย์มักแนะนำให้สตรีหลังคลอดมารับการตรวจหลังคลอดที่ 6 สัปดาห์ และถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดของระยะหลังคลอด
การเปลี่ยนแปลงในระยะหลังคลอด
ระบบสืบพันธุ์
มดลูก (Uterus)
หลังจากรกคลอดครบมดลูกจะหดรัดตัว ระดับยอดมดลูกจะลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่าสะดือ ผนังกล้ามเนื้อมดลูกด้านหน้าและด้านหลังจะมาอยู่ชิดกัน แต่ละด้านหนาประมาณ 4 – 5 ซม. และมีลักษณะของการขาดเลือดเนื่องจากหลอดเลือดต่างๆ ถูกกล้ามเนื้อมดลูกบีบรัดตัวอยู่ตลอดเวลา หลังจากนั้นในวันที่ 1 – 2 หลังคลอดมดลูกจะอยู่ที่ระดับสูงกว่าหรือต่ำกว่าสะดือเล็กน้อยเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเอ็นที่ยึดมดลูก (น้ำหนักมดลูกประมาณ 1000 กรัม) หลังจากนั้นมดลูกจะเริ่มมีขนาดเล็กลง ประมาณ 1 สัปดาห์หลังคลอดมดลูกจะอยู่กึ่งกลางระหว่างกระดูกหัวหน่าวกับสะดือ (น้ำหนักมดลูกประมาณ 500 กรัม) ประมาณสัปดาห์ที่ 2 หลังคลอดมดลูกจะลงไปอยู่ในอุ้งเชิงกรานไม่สามารถคลำได้จากหน้าท้อง (น้ำหนักมดลูกประมาณ 300 กรัม) และในสัปดาห์ที่ 4 หลังคลอดมดลูกจะมีขนาดเท่ากับขณะที่ไม่ตั้งครรภ์หรือใหญ่กว่าเล็กน้อย (น้ำหนักมดลูกประมาณ 100 กรัม) โดยมดลูกจะค่อยๆลดระดับลงวันละประมาณ 0.5 -1 นิ้ว การกลับเข้าสู่ภาวะปกติของมดลูกนี้เรียกว่า uterine involution สำหรับเยื่อบุโพรงมดลูกจะถูกสร้างใหม่จนคลุมทั่วทั้งโพรงมดลูกในสัปดาห์ที่ 3 โดย decidua ชั้นบน (superficial layer) จะหลุดลอกออกมาเป็นน้ำคาวปลา เหลือแต่ decidua ชั้นล่าง (basal layer) ที่ติดอยู่กับชั้นกล้ามเนื้อมดลูกที่จะแบ่งตัวเป็นเยื่อบุโพรงมดลูกชั้นใหม่ สำหรับตำแหน่งที่รก
กรณีศึกษา : ระดับยอดมดลูกในวันแรกอยู่ที่ระดับสะดือ 6 นิ้ว และลดลงวันละ 0.5 นิ้ว มดลูกหดรัดตัวดีเป็นก้อนกลม แข็ง ตำแหน่งตรงกลาง ไม่มีอาการปวดมดลูก
Afterpains
ในสตรีตั้งครรภ์ครั้งแรก มดลูกจะยังคงหดรัดตัวอย่างต่อเนื่องในระยะหลังคลอดทำให้มีความรู้สึกปวดตึงของมดลูก แต่ในสตรีที่เคยคลอดหลายครั้งแล้วมดลูกมักจะหดรัดตัวแรงเป็นระยะ ทำให้เกิดอาการเจ็บคล้ายกับการเจ็บครรภ์จากมดลูกหดรัดตัวในระยะก่อนคลอด เรียกว่า afterpains ซึ่งอาการนี้จะพบชัดเจนมากขึ้นตามจำนวนครั้งการคลอดที่เพิ่มขึ้น และรุนแรงมากขึ้นหากทารกดูดนมมารดา เนื่องจากมีการหลั่งของ oxytocin โดยทั่วไปอาการ afterpains นี้จะค่อยๆ ลดความรุนแรงจนเหลืออาการปวดเพียงเล็กน้อยในวันที่ 3 หลังคลอด
เยื่อบุโพรงมดลูก
ภายหลัง 2 -3 วันจะมีการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุโพรงมดลูกส่วนที่ยังเหลืออยู่คือ basal layer โดยส่วนบนจะสลายตัวและหลุดออกเป็นน้ำคาวปลาแต่ส่วนล่างซึ่งยังมีส่วนของต่อมเยื่อบุโพรงมดลูกจะเจริญขึ้นจนเต็มโพรงมดลูกภายในเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ แต่ส่วนที่เป็นรอยเกาะของรกกินเวลานานประมาณ 6 สัปดาห์ซึ่งการเจริญส่วนนี้นอกจากอาศัย basal layer แล้วยังอาศัยเยื่อบุโพรงมดลูกรอบๆของส่วนงอกนี้เข้ามาด้วย การเจริญของเยื่อบุโพรงมดลูกในส่วนรกเกาะนี้มีความสำคัญมากเพราะถ้าไม่มีการเจริญเช่นนี้ส่วนนี้จะกลายเป็นแผลเป็น
น้ำคาวปลา (Lochia)
เป็นสิ่งคัดหลั่งที่ออกมาจากโพรงมดลูกหลังคลอด ประกอบไปด้วย decidua ที่หลุดลอก เม็ดเลือดแดง และแบคทีเรีย ในระยะแรกภายใน 3 วันหลังคลอดน้ำคาวปลาจะมีสีแดงเรียกว่า lochia rubra ในวันที่ 3 – 10 หลังคลอดน้ำคาวปลาจะจางลง สีค่อนข้างใสเรียกว่า lochia serosa และหลังวันที่ 10 น้ำคาวปลาจะลดน้อยลงมีสีขาวหรือสีเหลืองขาวเรียกว่า lochia alba น้ำคาวปลามักจะยังคงมีอยู่ได้นานถึง 4 – 8 สัปดาห์หลังคลอด
กรณีศึกษา : ใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด มีน้ำคาวปลาเป็นสีแดงเข้ม ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า วันที่ 2 น้ำคาวปลาเป็นสีแดงจากลง ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า ซึมเปื้อนผ้าอนามัย ¾ ของผ้าอนามัย วันที่ 3 หลังคลอด น้ำคาวปลาเป็นสีชมพูจางๆ ไม่มีกลิ่นเหม็นเปลี่ยนผ้าอนามัย 3 ครั้ง ใน 8 ชั่วโมง
ปากมดลูก (Cervix)
ระยะหลังคลอดบริเวณปากช่องคลอดถึงมดลูกส่วนล่างจะบวมเป็นเวลาหลายวันส่วนปากของมดลูกที่ยื่นเข้าไปใช่องคลอดจะอ่อนนุ่มมีรอยช้ำ และมีรอยฉีกขาดเล็กๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายประมาณ 18 ชั่วโมงหลังคลอด ปากมดลูกจะสั้นลงความแข็งขึ้นและกลับคืนรูปเดิมประมาณ 2 – 3วันหลังคลอด ปากมดลูกยังคงขยายได้ง่าย อาจสอดนิ้วเข้าไปได้ 2 นิ้ว ประมาณปลายสัปดาห์ที่ 1 จะคืนสู่สภาพเดิมเกือบสมบูรณ์ ส่วนปลายของปากมดลูกจะไม่กลับคืนเหมือนสภาพก่อนคลอด คือ จะไม่เป็นรูปวงกลมแต่จะมีรอยแยกเป็นรูปตัวยาวรี ซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงว่าเคยผ่านการคลอดมาแล้ว
ช่องทางคลอด (Vagina)
ช่องคลอดจะยืดขยาย บวม หรือมีรอยถลอกที่ผิวหนังชั้นบน ส่วนรอยย่น หรือรอยนูนในช่องคลอด (Rugae) จะหายไป จนกระทั่งสัปดาห์ที่ ๓ก็จะค่อยๆ มีรอยนูนที่ช่องคลอดเกิดขึ้นใหม่ แต่จะไม่นูนชัดเจนเหมือนตอนที่ยังไม่เคยผ่านการคลอด ความกระชับของช่องคลอดจะไม่เหมือนกับสภาพปกติก่อนการคลอด เยื่อพรหมจารีย์ (Hymenal ring) จะขาดกระรุ่งกระริ่ง เรียกว่า คารันคูเล เมอร์ทิฟอร์มส์ (Carunculae myrtiformes
ฝีเย็บ (Perineum)
จะมีลักษณะบวมและอาจมีเลือดออกใต้ผิวหนังจากการที่หลอดเลือดฝอยฉีกขาด แคมใหญ่และแคมเล็กเหี่ยวและอ่อนนุ่มมากขึ้น
กรณีศึกษา : คลอดด้วยวิธีตามธรรมชาติ มี Tear 2nd degree at median suture vicryl ประเมินแผลฝีเย็บตามหลักของ REEDA
Redness บริเวณแผลฝีเย็บไม่แดง
Edema บริเวณแผลฝีเย็บไม่บวม
Ecchymosis สีผิวหนังบริเวณแผลฝีเย็บไม่เขียวคล้ำ ไม่มี Hematoma
Discharge ไม่มี discharge ซึมจากแผล
Approximation แผลฝีเย็บขอบแผลชิดติดกันดี
การตกไข่และการมีประจำเดือน
(Ovulation and Menstruation)
จะมีการตกไข่ในช่วง 10-11 สัปดาห์หลังคลอด และจะกลับมีประจำเดือนครั้งแรกในช่วง 7-9 สัปดาห์หลัง
คลอด แต่จะไม่มีการตกไข่ ส่วนสตรีหลังคลอดที่เลี้ยงทารกด้วยตนเองจะกลับมีประจำเดือนในช่วง 30-36 สัปดาห์หลังคลอด แต่การตกไข่จะแตกต่างกันไปตามระยะเวลาที่ให้นมทารกดูดนม ในกรณีไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาจเริ่มมีประจำเดือนภายใน 6 – 8 สัปดาห์หลังคลอด และอาจตกไข่ได้เร็วที่สุดคือ 33 วันหลังคลอด แต่ในกรณีเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สม่ำเสมอ การมีประจำเดือนจะทำนายได้ยาก ส่วนใหญ่ประจำเดือนมักจะมาช้า หรืออาจไม่มีประจำเดือนเลยในช่วงที่ให้นมบุตร เช่นเดียวกับการตกไข่ของสตรีหลังคลอดที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซึ่งจะช้ากว่าและตกไข่ไม่บ่อยเท่าสตรีหลังคลอดที่ไม่ได้ให้ลูกดูดนม ดังแสดงในรูปที่ 3 การให้ลูกดูดนมนานอย่างน้อยครั้งละ 15 นาทีวันละ 7 ครั้งขึ้นไปจะทำให้เลื่อนเวลาไข่ตกออกไปได้ อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของการตั้งครรภ์ในสตรีหลังคลอดที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะพบประมาณร้อยละ 4 ต่อปี โดยการตกไข่ที่พบได้เร็วที่สุดคือ 49 วันหลังคลอด สำหรับการตกไข่หลังแท้งหรือท้องนอกมดลูกจะพบได้เร็วที่สุดคือ 14 วันหลังแท้ง ในกรณีที่มีไข่ตกไม่จำเป็นต้องเกิดประจำเดือนตามมา และในกรณีที่มีประจำเดือนก็ไม่จำเป็นต้องมีไข่ตกเสมอไป แต่พบว่าไข่จะตกอย่างสม่ำเสมอมากขึ้นหากประจำเดือนกลับมาเป็นรอบเหมือนปกติ
กรณีศึกษา : ยังไม่มีประจำเดือน
ผนังหน้าท้อง (Abdominal wall)
ผนังหน้าท้องจะอ่อนนุ่มและปวกเปียกในวันแรกๆ หลังคลอดกล้ามเนื้อหน้าท้องจะยังไม่สามารถพยุงอวัยวะภายในช่องท้องได้เต็มที่ดังนั้นเมื่อมารดายืน หน้าจึงยื่นออกมาทั้งนี้เนื่องจากผนังหน้าท้องถูกยืดขยายเป็นเวลานานในระยะตั้งครรภ์และใยกล้ามเนื้ออิลาสติค (Elastic finer) ของผิวหนังอาจมีการฉีกขาด บางครั้งถ้ามีการยืดขยายของกล้ามเนื้อมากเกินไปอาจทำให้มีการแยกของ rectus muscle ตรงกึ่งกลาง เรียกว่า Diastasis recti abdominis การกลับคืนสู่สภาพเดิมของกล้ามเนื้อหน้าท้องต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนขึ้นกับลักษณะ รูปร่างของแต่ละคน จำนวนครั้งของการตั้งครรภ์และการบริหารร่างกายสำหรับริ้วรอยบนผนังหน้าท้อง (striae gravidarum) ในระยะหลังคลอดจะไม่หายไปแต่สีจะจางลงเป็นสีเงิน
กรณีศึกษา : ผนังหน้าท้องอ่อนนุ่ม พบ linia nigra
เต้านม (Breast)
ในระยะหลังคลอดการหลั่งน้ำนมจะถูกควบคุมด้วยปฏิกิริยาสะท้อน 2 อย่าง คือ
The milk production reflex
ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นกับการดูดนมของทารก เมื่อทารกดูดนมเหงือกของทารกจะกดลานนมบริเวณที่มีกระเปาะเก็บน้ำนมทำให้น้ำนมไหลออกมาเมื่อน้ำนมไหลออกมาจากกระตุ้นให้ดินของทารกมีการเคลื่อนไหวที่หัวนมและกระตุ้นกระแสประสาทบริเวณหัวนมและลานนมเกิดกระบวนการสร้างน้ำนมเกิดขึ้น
The let-down reflex
การดูดนมของทารกจะกระตุ้นปลายประสาทที่อยู่บริเวณหัวนมให้ส่งกระแสประสาทไปสู่ hypothalamus ไปกระตุ้น Posterior pituitary gland ให้ส่งฮอร์โมน oxytocin ซึ่งจะออกฤทธิ์
กระตุ้นต่อม Myoepithelial cell ทำให้เกิด milk ejection reflex ที่จะทำให้ มีแรงดันภายในท่อน้ำนมดันให้นมไหลเข้าสู่กระเป๋าเก็บนมและเข้าสู่ปากเด็ก
ออกฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อมดลูก (Myometrium) ทำให้มดลูกมีการหดรัดตัวช่วยขับน้ำคาวปลาและทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น
การคัดตึงเต้านม (Breast engorgement)
ระยะหลังคลอดมารดาอาจรู้สึกขัดตึงเต้านมซึ่งเกิดจากองค์ประกอบ 2 ประการ คือ
มีการคั่งของเลือดและน้ำเหลือง (1-3 วันแรก)
มีน้ำนมขังอยู่เต็มแอลวีโอไล (3-4 วัน)
ส่วนมากการคัดตึงเต้านมในระยะ 1-3 วันแรกหลังคลอดมักเกิดจากการข้างของเลือดและน้ำเหลืองแต่ถ้าเกิดขึ้นหลังวันที่ 3-4 ไปมักเกิดจากการมีน้ำนมค้างอยู่เต็มแอลวีโอไลอาการและอาการแสดงของการคัดตึงเต้านมในมารดาแต่ละคนมีระดับความรุนแรงแตกต่างกันอาการทั่วๆไปมีดังนี้
1) รู้สึกหนักเต้านมเต้านมขยายใหญ่คัดตึงมากถ้าจับต้องจะรู้สึกแข็งตึงและร้อน
2) ผิวหนังอาจมีสีแดงเป็นมันมองเห็นหลอดเลือดใต้ผิวหนังชัดเจน
เนื้อเยื่อรอบรอบหัวนมตึงทำให้หัวนมสั้นลงขณะดูดนมทารกจะจับหัวนมได้ยาก
3)มารดาจะรู้สึกเจ็บปวดมากโดยเฉพาะเวลาสัมผัสหรือเคลื่อนไหว
กรณีศึกษา : มารดาหลังคลอด ไม่มีอาการคัดตึงเต้านม ลานนมนิ่ม ลักษณะหัวนมปกติ ยื่นออกมาประมาณ 1 เซนติเมตร หัวนมไม่แดง ไม่แตก วันแรกหลังคลอด น้ำนมไหลแบบซึมๆ 1 ดาว น้ำนมมีลักษณะสีเหลืองอ่อน (Transitional milk) กระตุ้นให้ลูกดูดทุก 2 ชั่วโมง
การหลั่งน้ำนม LATCH score
8 กุมภาพันธ์ 2562 L=1 A=2 T=2 C=2 H=1 เท่ากับ 8 คะแนน
9 กุมภาพันธ์ 2562 L=1 A=2 T=2 C=2 H=1 เท่ากับ 8 คะแนน
10 กุมภาพันธ์ 2562 L=1 A=2 T=2 C=2 H=1 เท่ากับ 8 คะแนน
11 กุมภาพันธ์ 2562 L=2 A=2 T=2 C=2 H=1 เท่ากับ 9 คะแนน
12 กุมภาพันธ์ 2562 L=1 A=2 T=2 C=2 H=1 เท่ากับ 8 คะแนน
ในขณะตั้งครรภ์เต้านมจะถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมนต่างๆ ได้แก่ โปรเจสเตอโรน เอสโตรเจน อินสุลิน คอร์ติซอล ธัยรอยด์ฮอร์โมน เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้ทั้งส่วนของ alveolar และ ductal system เจริญเติบโตขึ้นเตรียมพร้อมการสร้างและหลั่งน้ำนม แต่ยังไม่มีการสร้างน้ำนมเนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนและเอสโตรเจนในระดับสูงจะเป็นตัวยับยั้งไม่ให้โปรแลคตินออกฤทธิ์ในการสร้างน้ำนม แต่ในระยะหลังคลอดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนและเอสโตรเจนจะลดระดับลง ทำให้โปรแลคตินสามารถออกฤทธิ์ในการสร้างน้ำนมได้ถึงแม้จะมีระดับลดลงเช่นเดียวกัน การดูดนม (suckling) จะทำให้ระดับโปรแลคตินเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างน้ำนมใหม่ขึ้นมาเพื่อเก็บไว้ นอกจากนี้ยังกระตุ้นการหลั่งออกซิโตซินให้มีการหลั่งน้ำนม หากไม่มีการดูดนมระดับโปรแลคตินจะกลับเข้าสู่ระดับปกติภายใน 7 วันหลังคลอด หากมีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ระดับโปรแลคตินจะกลับเข้าสู่ระดับปกติภายใน 4 – 6 เดือนหลังคลอดดังแสดงใน
ทางเดินปัสสาวะ
หลังคลอดภายในสัปดาห์แรกปัสสาวะจะออกมาก หรือมีภาวะ diuresis เพื่อลดปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ให้กลับสู่ภาวะปกติ กระเพาะปัสสาวะจะยืดขยายใหญ่ได้มากกว่าปกติ การถ่ายปัสสาวะจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในสัปดาห์ที่ 3 หลังคลอด
กรณีศึกษา : มารดาหลังคลอด 8 ชั่วโมงแรก สามารถเดินไปเข้าห้องน้ำได้เอง ปัสสาวะสีเหลืองใส ปัสสาวะประมาณวันละ 4-5 ครั้ง/วัน ไม่มีอาการแสบขัด หลังคลอดไม่พบกระเพาะปัสสาวะโป่งตึงที่จะไปขัดขวางการหดรัดตัวของมดลูก
ระบบทางเดินอาหาร
จะเริ่มหิวและกระหายน้ำทันทีที่คลอดเสร็จ เพราะในระยะคลอดจะมีการสูญเสียพลังงาน กลูโคส เลือด ประกอบกับการไม่ได้ดื่มหรือรับประทานอาหารนานเป็นชั่วโมงในขณะคลอด และอาจมีอาการท้องผูกในระยะหลังคลอดสาเหตุมาจากการเคลื่อนไหวของลำไส้ลดลง จากผลจากฮอร์โมน Progesterone ที่ยังคงมีอยู่ในระยะ ๑สัปดาห์หลังคลอด
กรณีศึกษา : ใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด มารดายังไม่ถ่าย ไม่มีอาการท้องอืด ในวันที่2 หลังคลอดฟัง Bowel sound ได้ 3 ครั้ง/นาที ถ่ายอุจจาระ 1 ครั้ง
ระบบการไหลเวียนเลือด
ปริมาณเลือดในร่างกายลดลงอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียง 1-2 สัปดาห์แรกหลังคลอด ปริมาณเลือดจะกลับคืนสู่สภาพใกล้เคียงกับก่อนตั้งครรภ์ สตรีหลังคลอดปกติจะเสียเลือดในระหว่างคลอดประมาณ 250-300 มิลลิลิตร หลังคลอด 1 สัปดาห์ ร่างกายจะมีการสร้างสาร Fibrinogen ในเลือดให้มีระดับสูงขึ้น เพื่อป้องกันการตกเลือดในขณะคลอดและหลังคลอด อาจเป็นผลเสียคือ ทำให้สตรีหลังคลอดเสี่ยงต่อการเกิดThrombophlebitis ได้
สัญญาณชีพ
อุณหภูมิ ในระยะ 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด อาจมีอุณหภูมิสูงขึ้นได้ แต่จะต้องไม่เกิน 38 องศาเซลเซียส เรียกว่า Reactionary fever
ชีพจร อัตราการเต้นของชีพจรในระยะหลังคลอดจะลดลงกว่าเดิมเล็กน้อย คือจะอยู่ในช่วง 60-70 ครั้งต่อนาที เมื่อสิ้นสุดสัปดาห์แรกหลังคลอดอัตราการเต้นของชีพจรจะปรับเข้าสู่ภาวะปกติ
ความดันเลือดเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่ถ้าความดันโลหิต Systolic ลดลงถึง 20 mmHg หรือมากกว่า
กรณีศึกษา :
อุณหภูมิกายของมารดาหลังคลอดอยู่ในภาวะปกติ (36.5 – 37.5) ไม่มีภาวะ Reactionary fever หรือภาวะไข้จาก infection และ milk fever
ความดันโลหิตและชีพจร อยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งรายนี้ไม่มีภาวะตกเลือดหลังคลอด
อัตราการหายใจอยู่ในเกณฑ์ปกติ 16-24/min หายใจสะดวก ไม่มีการใช้กล้ามเนื้อช่วยในการหายใจ
หลังคลอด 8 กุมภาพันธ์ 2562 6.00 น BP 97/60 mmHg, P 65/min, R 20/min, T 36.8 oC
Day 1 9 กุมภาพันธ์ 2562 10.00 น. BP 104/64 mmHg, P 80/min, R 20/min, T 36.7 oC
Day 2 10 กุมภาพันธ์ 2562 10.00 น. BP 96/57 mmHg, P 86/min, R 20/min, T 36.9 oC
Day 3 11 กุมภาพันธ์ 2562 10.00 น. BP 94/50 mmHg, P 70/min, R 20/min, T 37.2 oC
ระบบหายใจ
ภายหลังคลอดจะมีการเปลี่ยนแปลงของความดันในช่องท้องและช่องอก ทำให้มีผลต่อการทำหน้าที่ของถุงลมปอด ประสิทธิภาพของการหายใจเข้าลึก ๆ ลดลงและจะหายเป็นปกติภายหลังคลอด 6 สัปดาห์
กรณีศึกษา : หายใจสะดวก ไม่มีการใช้กล้ามเนื้อช่วยในการหายใจ
อัตราการหายใจอยู่ในเกณฑ์ปกติ 16-24/min หายใจสะดวก ไม่มีการใช้กล้ามเนื้อช่วยในการหายใจ
ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
ความไม่สุขสบายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การถูกกดของเส้นประสาท ในบางรายอาจมีอาการปวดหรือชาบริเวณต้นขามากขึ้นตามระยะของการตั้งครรภ์ที่อาการชาของนิ้วมือ อาการผิดปกติดังกล่าวจะหายเป็นปกติในระยะหลังคลอด
ระบบผิวหนัง
สีผิวที่เข้มขึ้นบริเวณท้อง Linea nigra และบริเวณใบหน้าและลำคอ รวมทั้ง Areola, Nipples จะจางลงเรื่อย ๆ จนเป็นปกติภายใน 6 สัปดาห์
กรณีศึกษา : ผนังหน้าท้องอ่อนนุ่ม พบ linia nigra
น้ำหนักลด
จะลดลงประมาณ 5-6 กิโลกรัม และช่วงสัปดาห์แรกหลังคลอด และจะลดลงอีกประมาณ 2/8 กิโลกรัม จากการขับปัสสาวะและเหงื่อจนเมื่อถึง 6 สัปดาห์หลังคลอดก็จะมีน้ำหนักตัวคงที่เหมือนระยะก่อนตั้งครรภ์
การเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจและอารมณ์ของสตรีหลังคลอด
Taking-in phase
เป็นระยะ 1-3 วันแรกหลังคลอด ร่างกายมีความอ่อนล้า ไม่สุขสบาย จากการปวดมดลูก เจ็บปวดแผลฝีเย็บ และคัดตึงเต้านม บางรายอาจปวดร้าวกล้ามเนื้อบริเวณตะโพกและฝีเย็บ จนกระทั่งเดินไม่ได้ในช่วงวันแรก ช่วยเหลือตนเองได้น้อย ในช่วงนี้จึงสนใจต่อตนเอง มีความต้องการพึ่งพา (Dependency needs)
Taking-hold phase
ระยะนี้จะอยู่ในช่วง 4-10 วันหลังคลอด สตรีหลังคลอดที่ได้รับการตอบสนองในช่วง Taking-in phase อย่างครบถ้วน ก็จะเริ่มปรับตัวเข้าสู่ระยะนี้ โดยเริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากพฤติกรรมที่พึ่งพาเริ่มเข้าสู่พฤติกรรมพึ่งพากึ่งเป็นอิสระ สามารถช่วยเหลือตนเองได้มากยิ่งขึ้น เริ่มสนใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับการดูแลทารก สนใจบุคคลอื่น ๆ ในครอบครัวเพิ่มขึ้น
. Letting-go phase
เป็นช่วงที่ต่อเนื่องจาก Taking-hold phase ซึ่งเป็นช่วงที่สตรีหลังคลอดและทารกกลับมาอยู่ที่บ้าน ในระยะนี้สตรีหลังคลอดเริ่มมีความต้องการที่จะพบหรือพูดคุยกับบุคคลภายนอก
กรณีศึกษา :
ใน 24 ชั่วโมงแรกของการคลอด มารดามีท่าทางอ่อนเพลีย มีญาติมาเยี่ยมและดุแลอย่างใกล้ชิดอยู่ในระยะ Taking in phase
ในวันที่ 2 ของการคลอดมารดาพึ่งญาติน้อยลง ลุกจากเตียงได้ พึ่งพาตนเองเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังคงให้ญาติคอยช่วยเหลือบ้างบางส่วน อยู่ในระยะ Taking hold phase
ในวันที่ 3 ของการคลอดมารดาพึ่งญาติน้อยลง ลุกจากเตียงได้พึ่งพาตนเองเป็นส่วนใหญ่