Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การให้คำแนะนำและการส่งเสริมสุภาพสตรีในระยะตั้งครรภ์ (คำแนะนำเรื่องอาหารที่…
การให้คำแนะนำและการส่งเสริมสุภาพสตรีในระยะตั้งครรภ์
ไตรมาส 1 1-14 wk.
ส่งเสริมการปรับตัวเพื่อยอมรับการตั้งครรภ์ :ยืนยันการตั้งครรภ์
รักษาความสะอาดร่างกายและดูแลสุขภาพฟัน :ป้องกันการติดเชื้อ
การดูแลเต้านม: ชุดชั้นในเป็นผ้าฝ้ายพอดีกับเต้านม
การพักผ่อนนอนหลับ: กลางวัน 1 hr. กลางคืน 8-19 hr. นอนตะแคงซ้าย
การทำงาน ทำงานไม่เกิน 8 hr.ต่อวัน
การเดินทาง อายุครรภ์ที่เหมาะสม 16-24 wk.ควรหยุดพักทุก 2 hr.เดินพัก 10 min
หลีกเลี่ยงปัจจัยเสียงต่อการตั้งครรภ์ การดื่มสุราวันละ > 90 ml/day ส่งผลให้เกิด fetal alcohol syndrome การบุหรี่ พบว่าทารกมักมีน้ำหนักตัวน้อย ถ้าสูบบุหรี่มากกว่า 20 มวนต่อวัน ชา กาแฟ ไม่ควรดื่มมากว่า 3 แก้วต่อวัน
การได้รับยาและวัคซีน dT ขนาด 0.5 ml. muscle
เข็ม 1 ฝากครรภ์ครั้งแรก
เข็ม 2 ห่างเข็มแรก 1 เดือน
เข็ม 3 ห่างเข็ม 2 6 เดือน
ถ้ารับครบ 3 เข็มใน 10 ปีไม่ต้องฉีด ถ้าครบ 3 เข็มเกิน 10 ปีให้ฉีดกระตุ้น 1 เข็ม ถ้าได้ 2 เข็มไม่เกิน 3 ปีไม่ตั้งฉีด ถ้าเกิน 3 ปีฉีดกระตุ้ง 1 เข็ม
นัดตรวจสุขภาพตามเกณฑ์คุณภาพ
ไตรมาส 2 15-28 wk.
โภชนาการของสตรตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น 300 kcal/day = 2,400 kcal/day
ไตรมาส 1 นน.ควรเพิ่ม 1-1.5 kg
ไตรมาส 2 นน.ควรเพิ่ม 4-5 kg.
ไตรมาส 3 นน.ควรเพิ่ม 5-6 kg
นน.ที่ควรเพิ่มขณะตั้งครรภ์
นน.ปกติ BMI = 19.8-26.0
นน.ที่ควรเพิ่มตลอดการตั้งครรภ์ 11.5-16 kg.
นน.ที่ควรเพิ่มในไตรมาส 1 = 1.6 kg.
นน.ที่ควรเพิ่มตลอดไตรมาส 2,3 = 0.44 kg.
นน.น้อย BMI = < 19.8
นน.ที่ควรเพิ่มตลอดการตั้งครรภ์ 12.5-18 kg.
นน.ที่เพิ่มในไตรมาส 1 = 2.3 kg.
นน.ที่เพิ่มตลอดไตรมาส 2,3 = 0.49 kg.
นน.มาก BMI = > 26.0
นน.ที่ควรเพิ่มตลอดการตั้งครรภ์ 7-11.5 kg.
นน.ที่เพิ่มในไตรมาส 1 = 0.9 kg
นน.ที่เพิ่มตลอดไตรมาส 2,3 = 0.3 kg
ครรภ์แฝด
นน.ที่ควรเพิ่มตลอดการตั้งครรภ์ = 16.20.5 kg.
นน.เพิ่มในไตรมาสแรก = 1.6 kg.
นน.ที่เพิ่มตลอดไตรมาส 2,3 = 0.75 kg
คำแนะนำเรื่องอาหารที่สตรีตั้งครรภ์ควรได้รับ
โปรตีน
ต้องการ 76 g/day รับประทานไข่อย่างน้อยวันละ 1 ฝอง นมวันละ 2 แก้ว เมนูอาหาร : เนื้อสัตว์ เครื่องใน ถั่งต่างๆ งา ธัญพืช
คาร์โบไฮเดรต
ไม่ต้องรับประทานเพิ่มขึ้น ปกติวันละ 9 ทัพพี ข้าวเป็นหลัก
ไขมัน
รับประทานไขมันจากพืช
แคลเซียม
ต้องการวันละ 1,200 mg. vit D ชาวยในการดูดซึม
เป็นส่วนประกอบของฟันและกระดูก ทารกจะสร้างฟันตอน 8 wk.สร้างกระดูกตอน 12 wk.
ca ป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงจากการตั้งครรภ์
นม กุ้งแห้ง ปลาเล็กปลานน้อย ปลาไส้ตัน เนื้อสัตว์ นมถั่วเหลือง เต้าหู้
เหล็ก
สตรีตั้งครรภ์ต้องการธาตุเหล็กในการสร้าง RBC ที่ต้องเพิ่มในระยะ 3 mo. ก่อนคลอด เพื่อสะสมไว้ระหว่างคลอดที่มีการเสียเลือด
ควรได้รับ 30-60 mg.day ครรภ์แฝด 60-100 mg/day ในรายภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ควรได้ 200 mg/day
vit c ช่วยดูดซึม รับประทานยาร่วมกับน้ำส้มจะดูดซึมได้เต็มที่ ธาตุเหล็กทำให้ถ่ายเหลวอุจจาระสีดำ หรือท้องผูก
ตับ ไต ม้าม เนื้อสัตว์ ไข่แดง ผักใบเขียว(ผักโขม ตำลึง ชะพลู)
Folic acid
หากขาดกรดโฟลิกอาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางชนิด megaloblastic anemia และความพิการของทารกในครรภ์ (NTD: Neural tube defect)
รับประทานในรูปของยาวันละ 1 mg.โดยเฉพาะไตรมาส 1,2
หน่อไม้ฝรั่ง ถั่งแดง อะโวคาโด ข้าวโพด บล็อกโคลี่ ไข่ กล้วย สับปะรด น้ำส้ม
B 12
ถ้าขาดอาจเกิดภาวะโลหิตจางชนิด megaloblastic anemia
ฺB 6
บรรเทาอาการแพ้ท้องในระยะแรกอถ้าได้รับปริมาณมากๆอาจทำให้ทารกเกิดความผิดปกติของระบบประสาทได้
ข้าวโอ็ต ถั่ว เมล็ดทานตะวัน ไข่ ตับ ปลา เนื้อสัตว์ ผักโขม
A
หากได้รับมากเกินไปมีความสัมพันธ์กับการเกิดความพิการของทารก
เนื้อสัตว์ ตับ ไข่ นม แครอท
ไอโอดีน
ควรได้รับเพิ่มจากปกติ 50 mg. จากอาหารทะเล และเกลือไอโอดีน
ถ้าขาดจะทำให้ทารกเกิด cretinism (โรคเอ๋อ)หรือภาวะ hypothyroidism พัฒนาการล่าช้า สติปัญญาต่ำ
ภาวะโภชนาการของมารดาตั้งครรภ์
1-3 mo. กินครบ 5 หมู่เน้นอาหารที่มีกรดโฟลิกสูง ความจำเป็น : ทารกใช้สารอาหาร กรดโฟลิกในการสร้างอวัยวะ ประสาทและเซลล์สมอง
4-6 mo. เน้น แคลเซียม เหล็ก ไอโอดีน วิตามิน ความจำเป็น : สารอาหารจำถูกนำไปสร้างเซลล์ต่างๆของอวัยวะเพิ่มขึ้น และเน้นโครงสร้างที่แข็งแรง สร้างกระดูกและฟัน
7-9 mo. เน้นอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ถั่ว กรดไขมันไม่อิ่มตัว vit B1,2,6,12 ความจำเป็น : เพิ่มขนาดของเซลล์ต่างๆโดยเฉพาะสมอง
การใช้ยาระหว่างตั้งครรภ์
High dose vit A
ผลต่อทารก เกิดความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง โครงสร้างใบหน้า ระบบหัวใจและหลอดเลือด
Hormones เช่น andregen
เกิดความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ และมะเร็งในช่องคลอดของทารกเพศหญิง
Anticoaggulation ได้แก่ wafarine , coumarin
เกิดความพิการของทารกอย่างรุนแรงและมักเสียชีวิต wafarin syndrome ได้แก่ ตาบอด ต้อกระจกตาแต่กำเนิด
Anticonvulsants(ยากันชัก) ได้แก่ phenytoin
เกิดความพิการ คือเพดานโหว่ กระดูกสันจมูกแบนกว้าง พัฒนาการช้า hypophasis ของปลายนิ้วและเล็บ
Antimicrobial ได้แก่ tetracycline, Aminoglycoside,Sulfonamide,Nitrofurantoin
ฟันทารกสีผิดปกติ,เกิดความพิการของหู,ทารกมีภาวะhyperilirubin,ภาวะ hemolytic anemia
Antihypertensive ได้แก่ ACE
มีปัญหาเกี่ยวกับไต
Analgesic drugs ยากลุ่ม NSAID
มีปัญหาของระบบหัวใจ ductus arteriosus ปิดก่อนเวลา
Sedative , narcotic ได้แก่ Diazepam,morphine
กดการทำงานของระบบหายใจ มีอาการ floppy infant syndrome , RDS
การมีเพศสัมพันธ์ มีได้ตามปกติ ยกเว้นในรายที่มีเลือดออก เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ไตรมาสแรกสามารถมีได้ท่าปกติ ไตรมาส 3 ฝ่ายชายไม่ลงนน.ทับท้องฝ่ายหญิง และงดมีเพศสัมพันธ์ในระยะ 1mo. ก่อนคลอดเพื่อป้องกันการคลอดก่อนกำหนดและป้องกันการติดเชื้อ
The Side Saddle position
The modified missionary position
The spooning position
Doggy style
The woman on top position
Scissors
การออกกำลังกาย ออกแต่พอเหมาะไม่หักโหม ขณะออกจะหลั่งสาร Endophin ช่วยให้หญิงตั้งครรภ์มีความสุข ช่วยยับยั้งอาการท้องผูกขณะตั้งครรภ์ ชนิดการออกเช่น เดินเล่น ว่ายน้ำ โยคะ
การแต่งตัว ใช้เสื้อผ้าหลวมๆ ไม่รัดรูป ใช้ยกทรงเหมาะกับเต้านม ใส่กางเกงในแบบแผ่นพยุงหน้าท้อง corset สวมรองเท้าสนเตี้ย
การนับจำนวนลูกดิ้นFetal movement count :FMC การเคลื่อนไหวสูงสุดและบันทึกเมื่อายุครรภ์ 28-34 wk.
ข้อบ่งชี้
อายุครรภ์ ใกล้คลอดทารกจะดิ้นน้อยลง เพราะน้ำคร่ำและช่องว่างในมดลูกลดลง
ช่วงเวลา ทารกจะหลับ 20 min- 2 hr.
อาหารและปริมาณน้ำตาลในเลือด หลังรับประทานอาหารทารกจะดิ้มมากขึ้น
การตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยง การไหลเวียนเลือดน้อยลูกดิ้นน้อย
ทารกในครรภ์ขาดออกซิเจน
สตรีตั้งครรภ์ที่ได้รับยาและสารเสพติด
การตรวจ จน.การดิ้น Kick count
การนับครบสิบ count to ten / Cardiff นับการดิ้นเวลา 09.00-21.00 ปกติทารกดิ้น 10 ครั้งขึ้นไปใน 12 hr
วิธีการของชาดอฟกี้ Sadovsky นับวันละ 3 ช่วงหลังอาหาร เช้า กลางวัน เย็น ช่วงละ 1 hr.ปกติทารกดิ้น > 3 ครั้งใน 1 hr.หรือ > 10 ครั้งใน 12 hr.
การกระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์
ระบบการได้ยิน ประมาณอายุครรภ์ 24-26 ขึ้นไป
การใช้เสียงมารดา พูดคุยด้วยเสียงที่นุ่มนวล สร้างความสัมพันธ์ แนวทางปฏิบัติ: การทำกรวยคล้าย Infant phone พูดกับทารก หรือเล่านิทาน
การใช้เสียงดนตรี เป็นเพลงเบาๆ โดยเฉพาะอายุครรภ์ 24 wk.ขึ้นไปเพราะประสาทสัมผัสและระบบการได้ยินของทารกจะพัฒนาค่อนข้างสมบูรณ์ เปิดเพลงบรรเลงเย็นๆ ฟังวันละครั้งๆ 10-15 min
ด้านการมองเห็น เรื่มเมื่อ 24-28 wk.ขึ้นไป การส่องไฟที่หน้าท้องจะทำให้เซลล์สมองและเส้นประสาทส่วนรับภาพและการมองเห็นพัฒนาดีและดูการเต้นของหัวใจ
ระบบความรู้สึกและการเคลื่อนไหว เริ่ม 20 wk.ขึ้นไป
การลูบ พัฒนาเส้นใยประสาทของสมองส่วนรับความรู้สึก ความไวในการรับรู้ของทารก
สัมผัสกับทารกในครรภ์เป็นจังหวะ ใช้มือตบลงเบาๆบนหน้าท้องมารดา
ตบหน้าท้องเบาๆขณะทารกดิ้น ช่วยฝึกไหวพริบ สร้างการเรียนรู้ ปรับตัวและตอบสนอง สวล.ภายนอก
การเคลื่อนไหว อายุครรภ์ 20 wk.นั่งเก้าอื้โยกหน้า-หลังหรือหมุนซ้ายขวา เพื่อการพัฒนาการทรงตัวและการเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบ
กาสร้างความสัมพันธ์ บิดา มารดา ทารกในครรภ์
ให้ตั้งชื่อ เรียกชื่อทารก เพื่อเน้นให้มารดารู้ว่าทารกคือบุคคลหนึ่ง
ส่งเสริมมารดาสนใจเกี่ยวกับการดิ้นของทารก
สอนมารดาคลำส่วนต่างๆของทารกผ่านทางหน้าท้อง
แนะนำมารดาสัมผัสหน้าท้องเมื่อทารกในครรภ์ดิ้น
ให้มารดาฟังเสียงทารก อัตราการเต้นหัวใจของตนเอง
หารมารดาได้ทำอัลตราซาวด์ จะช่วยส่งเสริมความผูกพัน
การเตรียมตัวคลอดและเตรียมบทบาทการเป็นบิดามารดา
การเตรียมกล้ามเนื้อร่างกาย
บริหารกล้ามเนื้อขา สะโพกและข้อเท้า
บริหารกล้ามเนื้อขา
บริหารกล้ามเนื้อสีข้าง
บริหารกล้ามเนื้อช่องคลอดอุ้งเชิงกราน ฝีเย็บ
บริหารกล้ามเนื้องหลัง หน้าท้อง สะโพก ต้นขาด้านหลัง
บริหารกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างหน้าท้องและอุ้งเชิงกราน
อาการก่อนคลอด
Lightening
มูกเลือดออกทางช่องคลอด
เจ็บท้องเตือนหรือจริง
เจ็บเตือน
เจ็บท้องไม่สม่ำเสมอ
อาการปวดดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่า
ปวดไม่มาก
ปวดเบาๆบริเวณหน้าท้อง
เจ็บจริง
เจ็บถี่ทุก 3-4 min ใกล้คลอดจะเจ็บถี่มากขึ้น
ปวดไม่สัมพันธ์กับท่า
ความรุนแรงจะปวดมากขึ้น
ปวดเริ่มที่หลังมาหน้าท้อง
น้ำเดิน
ปากมดลูกบางและขยาย
การบวนการคลอดและการปฏิบัติตัวในระยะคลอด
ระยะ 1 เจ็บครรภ์ถี่ขึ้น ท้องแข็งเกร็งเป็นก้อน กินเวลา 8-10 hr. และ 6-8 hr.ในท้องหลัง
ระยะ 2 ปากมดลูกเปิดเต็มที่และการคลอดของทารกเสร็จสิ้น
ระยะ 3 เป็นระยะที่จะเกิดการคลอดของรก ใช้เวลา 15-30 min หลังจากนั้นจะพักที่ รพ. 1-2 day
อาการที่ควรรีบมาพบแพทย์
เจ็บครรภ์คลอด
เลือดออกทางช่องคลอด
เด็กไม่ดิ้นหรือดิ้นน้อยลง
มีน้ำเดินทางช่องคลอด
ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว เจ็บแน่นใต้ลิ้นปี่
ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ
บวม นน.ขึ้นเกินสัปดาห์ละครึ่งกิโล