Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ทฤษฎีการบริหารยุคดั้งเดิม, นางสาวศรินทิพย์ กองแก้ว 6214871024 คบ…
ทฤษฎีการบริหารยุคดั้งเดิม
ทฤษฎีการจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์ของเทเลอร์
เฟรเดริค วินสโลว์ เทเลอร์ เป็นผู้คิดขึ้นมาและเทเลอร์เองก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์
หลักการสำคัญ อ้างถึงลูเนนเบิร์ก และออร์นสไตล์ สรุปออกมาเป็น 4 องค์ประกอบ ดังนี้
1.การวิเคราะห์งานตามหลักวิทยาศาสตร์(Scientific Job Analysis)
การวิเคราะห์จากการสังเกต การเก็บรวบรวมข้อมูล และการวัดอย่างรอบคอบ
จะกำหนดงานไว้แล้วฝึกผู้ปฏิบัติงานให้ทำงานได้ตามนั้น เป็นการทดแทนวิธีการแบบลองผิดลองถูกหรือการทำแบบตามบุญตามกรรม
2.การคัดเลือกบุคลากร(Selection of Personal)
มีการวิเคราะห์งานแต่ละงานแล้ว
หลักการต่อไปคือการคัดเลือกผู้ปฏิบัติงานตามหลักวิทยาศาสตร์ แล้วฝึกอบรม สอน และพัฒนาผู้ปฏิบัติงาน
ในอดีตผู้ปฏิบัติงานเป็นผู้เลือกงานเองและฝึกตนเองทั้งหมด
3.ความร่วมมือของฝ่ายการจัดการ(Management Cooperation)
ฝ่ายการจัดการ ร่วมมือกับผู้ปฏิบัติงาน
เพื่อให้แน่ใจว่างานทั้งหมดที่ปฏิบัติอยู่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นมาแล้ว มีมาตรฐานและวิธีการที่กำหนดไว้
4.การแบ่งงานกันทำระหว่างผู้จัดการกับผู้ปฏิบัติงาน(Division of Work between Management and Workers)
การวางแผน(Planning)
การเตรียมงาน(Preparing Work)
การควบคุมดูแล(Supervising)
ทฤษฎีการจัดการเชิงบริหาร
ทฤษฎีองค์การของฟาโยล
อ้างถึง ลูเนนเบิร์ก และออร์นสไตน์ เป็นวิศวกรรมและนักอุตสาหกรรมชาวฝรั่งเศษ และได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งทฤษฎีองค์การ
ฟาโยลเป็นผู้จัดการบริหารเหมือนถ่านหินที่ใหญ่แห่งหนึ่งของฝรั่งเศษได้ให้หลักหน้าที่และหลักการจัดองค์การจากประสบการณ์ตนเอง ดังนี้
การวางแผน(Planning)
การจัดองค์การ(Organizing)
การบังคับบัญชา(Commanding)
การประสานงาน(Coordinating)
การควบคุม(Controlling)
ทฤษฎีการจัดการองค์การของฟาโยล มี 14 ประการ ดังนี้
1.การแบ่งงานกันทำ(Division of Work)
มีความมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงประสิทธิผลของงาน โดยลดการสูญเปล่า การเพิ่มผลผลิต การทำให้การฝึกอบรมมากขึ้น
2.อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ(Authority and Responsibility)
อำนาจหน้าที่ หมายถึง สิทธิในการออกคำสั่งและอำนาจในการให้ผู้อื่นเชื่อฟัง ส่วนความรับผิดชอบ เป็นความจำเป็นที่ต้องทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จซึ่งต้องเป็นไปตามอำนาจหน้าที่
3.วินัย(Discipline)
การเคารพในกฎระเบียบที่ควบคุมองค์การ
4.เอกภาพของการบังคับบัญชา(Unity of Command)
ผู้ปฏิบัติควรได้รับคำสั่งจากหัวหน้าแต่เพียงผู้เดียว
5.เอกภาพของทิศทาง(Unity of Direction)
กิจกรรมเหมืนอกันมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันอันควรจัดกลุ่มให้อยู่ภายใต้คนเดียวกัน
6.ความสนใจส่วนตัวเป็นรอง(Subordination of Individual Interest)
ความสนใจของแต่ละคนและกลุ่มคนในองค์การควรมาทีหลังความสนใจขององค์การ
7.การให้ค่าตอบแทน(Remuneration)
เป็นเงินเดือนและค่าจ้าง หรือค่าชดใช้ต่างๆ
8.การรวมอำนาจ(Centralization)
ผู้จัดการควรรักษาความรับผิดชอบขั้นสุดท้ายแต่ควรให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีอำนาจหน้าที่พอปฏิบัติภากิจได้สำเร็จ
9.สายการบังคับบัญชา(Scalar Chain of Command)
ช่วยการควบคุมดูแลและรับผิดชอบของหัวหน้าตั้งแต่ตำแหน่งสูงสุดจนถึงล่างสุด
10.ระเบียบ(Order)
ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของทรัพยากรที่เป็นบุคคลและสิ่งของเครื่องใช้ในองค์การ
11.ความเป็นธรรม(Equity)
ในองค์การความต้องการความเป็นธรรมและการปฏิบัติเท่าเทียมกันเป็นสิ่งที่ผู้จัดการต้องคำนึงถึงเสมอ
12.ความมั่นคงของบุคลากร(Stability of Personal)
เป็นที่ต้องการในองค์การต้องมีกองกำลังปฏิบัติงานควรส่งเสริมความมุ่งมั่นในการทำงานในระยะยาวกับองค์การ
13.การริเริ่ม(Initiative)
ฝ่ายการจัดการควรส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติพัฒนาและทำแผนการปรับปรุงงานให้ดี
14.ความสามัคคี(Esprit de Corps)
ผู้จัดการควรสร้างความสมานสามัคคีในองค์การ ควรส่งเสริมและรักษาทีมงาน น้ำใจหมู่คณะ ระหว่างผู้ปฏิบัติงาน
ทฤษฏีหน้าที่การจัดการของกิวลิค
อ้างลูเนนเบิร์ก และออร์นสไตล์ เป็นทฤษฎียุคดั้งเดิมซึ่งได้หลอมรวมหน้าที่การจัดการพื้นฐานที่ 5 ประการของฟาโยล
เห็นว่ามีหน้าที่การจัดการ/การบริหารของผู้อยู่ในตำแหน่งสูงสุดในการบริหารประเทศ ควรมี 7 ประการ คือ
1.การวางแผน(Planning - P)
สิ่งที่ต้องปฏิบัติและวิธีดำเนินการสั่งนั้นสำเร็จ การวางแผนเป็นการทำนายทิศทางขององค์การในอนาคต
2.การจัดองค์การ(Organizing - O)
การกำหนดโครงสร้างของอำนาจหน้าที่ ให้คำนิยามและการประสานงานกับหน่วยงานย่อยต่างๆ เพื่อนำไปปฏิบัติ
3.การจัดอัตรากำลัง(Staffing - S)
การคัดเลือกบุคลากร การฝึกอบรม และการพัฒนาบุคลากรทั้งหมดและบำรุงรักษาสภาพการปฏิบัติงานให้เอื้ออำนวยต่อการจัดอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ในฝ่ายและส่วนต่างๆ
4.การชี้นำ(Directing - D)
ภารกิจที่ต้องปฏิบัติต่อการตัดสินใจ การสื่อสาร และการนำส่งที่ตัดสินใจแล้วไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
5.การประสานงาน(Coordinating - CO)
เป็นกิจกรรมและความพยายามที่จำเป็นต่อการผูกพันทุกส่วนขององค์การ และให้บรรลุเป้าหมายเดียวกัน
6.การรายงาน(Reporting - R)
การชี้แจงความก้าวหน้าโดยบันทึกข้อความการวิจัยและการตรวจสอบ เพื่อยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นตามแผน
7.งบประมาน(Budgeting - B)
การวางแผนทางการเงิน การจัดทำบุญชี และการควบคุมการใช้จ่ายเงินงบประมาณ
หน้าที่การจัดการของกิวลิคและเออร์วิคเป็นที่รู้จักว่า "พอสด์คอร์บ" ตามอักษรย่อของหน้าที่ 7 ประการ คือ POSDCORB
ทฤษฎีระบบราชการของเวเบอร์
เวเบอร์เป็นนักสังคมวิทยาชาวเยอรมันและเป็นผู้บุกเบิกระบบราชการ
ระบบราชการในอุดมคติมี 6 ประการ
1.แบ่งงานกันทำ(Division of Work)
แบ่งงานตามความเชี่ยวชาญในหน้าที่
2.อำนาจลดหลั่นชัดเจน(Well-defined Hierarchy of Authority)
แบ่งอำนาจหน้าที่ตามสายงานให้ชัดเจนจากระดับบนถึงระดับล่าง
3.ระบบของกฎระเบียบ(System of Procedures)
ครอบคลุมสิทธิและหน้าที่ของผู้ปฏิบัตงานทุกคน
4.ระบบของวิธีดำเนินงาน(System of Procedures)
วิธีปฏิบัติในการจัดการกับสถานการณ์ในการทำงานอย่างเป็นระบบ
5.การไม่ถือเป็นเรื่องส่วนตัว(Impersonality)
ในองค์กรความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรต้องไม่ถือตัวเป็นเรื่องส่วนตัวแต่ถือเป็นเรื่องขององค์การเท่านั้น
6.การเลือกและการเลื่อนตำแหน่งถือตามความสามารถทางวิชาการ(Selection and Promotion Based on Technical Competence)
เป็นความสามารถทางวิชาการ เป็นการเลือกบุคคลตามความรู้ความสามารถ การเลื่อนตำแหน่งก็เช่นกัน
นางสาวศรินทิพย์ กองแก้ว 6214871024 คบ.ภาษาอังกฤษ