Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
แนวทางการรักษาพยาบาล ผู้ป่วยทางศัลยกรรม - Coggle Diagram
แนวทางการรักษาพยาบาล
ผู้ป่วยทางศัลยกรรม
แนวทางปฏิบัติสำหรับการดูแลคนไข้
ที่มีบาดแผลไฟไหม้ที่ห้องฉุกเฉิน
แพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยที่ห้องฉุกเฉินควรสวมถุงมือที่ปราศจากเชื้อก่อนที่จะจับต้องหรือตรวจคนไข้ ถอดเสื้อผ้าคนไข้สวมอยู่ออกให้หมดเพื่อจะได้สามารถทำการตรวจร่างกายได้อย่างละเอียด
แนวทางปฏิบัติสำหรับคนไข้
ที่มีบาดแผลไฟไหม้ขนาดความรุนแรงน้อย
สามารถให้การรักษาแบบคนไข้นอกได้โดยล้างแผลด้วยน้ำเกลือที่ปราศจากเชื้อ และถ้ามีคราบเขมาติดแน่นอาจใช้สบู่ช่วยล้างออกได้ถ้าผนังของถุงน้ำ ยังไม่แตก ให้ใช้เข็มที่ปราศจากเชื้อเจาะและดูดเอาน้ำออกและเก็บผนังของถุงน้ำทิ้งไว้เป็น biologic dressing ห้ามถูแผลแรงๆ เพราะจะทำให้มีการบาดเจ็บ เพิ่มขึ้น หลังจากล้างแผลใช้ผ้าที่ปราศจากเชื้อซับน้ำให้แห้ง ให้ยาปฏิชีวนะชนิดทาและให้ยากันบาดทะยัก
แนวทางปฏิบัติสำหรับกรณีบาดเจ็บไฟไหม้ชนิดรุนแรง ที่ต้องรับไว้การดูแลในช่วงแรกรับที่ห้องฉุกเฉิน
• ต้องแน่ใจว่าคนไข้มีทางเดินหายใจโล่งสะดวกดี ให้อ็อกซิเจนแก่คนไข้โดยใช้humidified Oxygen 40%ถ้าคนไข้ได้รับบาดแผลไฟไหม้ในห้องที่ปิดทึบ มีการระบายอากาศไม่ดี ให้ประเมินว่าคนไข้มี inhalation injuryหรือไม่ ถ้ามีให้พิจารณาใส่ท่อช่วยหายใจ (endotracheal tube) ควรเลี่ยงการทำ Tracheostomy
• ให้สารละลาย Ringer lactate solution โดยในชั่วโมงแรกเริ่มที่อัตรา 4 มล. ต่อน้ำหนักต่อเปอร์เซนต์ของบาดแผลไฟไหม้
การดูแลในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
หลังจากอุบัติเหตุ
แนะนำให้สารละลาย ringer lactate ในปริมาณ 4 มล.ต่อน้ำหนัก(กิโลกรัม)ต่อ%
บาดแผลไฟไหม้โดยแบ่งให้ครึ่งหนึ่งของปริมาณที่คำนวณได้ใน 8 ชั่วโมงแรกและ อีกครั้งละ1ใน4ของปริมาณที่คำนวณได้ในช่วง 8-16 ชั่วโมง และ 16-24 ชั่วโมงต่อมา
การดูแลในช่วง 24-48 ชั่วโมง
หลังจากประสบอุบัติเหตุ
•ให้fluidทดแทน แทนต่อในปริมาณรวมเท่ากับ maintenance fluid กับ evaporative water loss ปริมาณของ maintenance fluid
• ชนิดของสารน้ำที่ให้ควรเป็นชนิด low salt
ปริมาณของ evaporative water loss คำนวณให้ตาม%บาดแผลและน้ำหนักตัวใน1-2 ml/kg/%burn
• สารละลายอาจให้ 5% D/W (no salt) และให้ plasma 0.3-0.5 ml/kg/% burn หรือ5% Albumin 1 gm/kg/day ร่วมด้วย เพื่อช่วยดึงน้ำกลับเข้ามาใน intravascular
การดูแลในช่วงที่เลย 48 ชั่วโมง
หลังจากประสบอุบัติเหตุไปแล้ว
แนะนำให้ fluid ทดแทนในปริมาณเท่ากับ maintenance fluid บวกกับ evaporative water loss ให้เลือดทดแทน เพื่อรักษาระดับฮีมาโตคริตให้อยู่ระหว่าง35-40% ให้ Albumin ทดแทนเพื่อให้ได้ค่า Albumin > 3 gm ควรให้อาหารทางปาก หรือ ให้อาหารผ่านทางสาย nasogastric เมื่อระบบทางเดินอาหารเริ่มทำงาน
การดูแลแผลเฉพาะที่
• บาดแผลไฟไหม้บริเวณใบหน้า ควรทาแผล ด้วย1%chloramphenicol ointment และเปิดแผลทิ้งไว้ ทายาบ่อยๆ วันละ 3-4 ครั้ง เพื่อไม่ให้แผลแห้ง
• บาดแผลไฟไหม้บริเวณหู ต้องระวังอย่าปิดแผลกดทับหู ควรทาแผลด้วย topical chemotherapeagent และอาจปิดแผลด้วย fluffy, bulky dressing
• บาดแผลไฟไหม้ที่มือ หลังจากทายาแล้วแนะนำให้ปิดแผลด้วย bulky dressing และใส่splint ในท่า functional position ยกมือและแขนสูงกว่าระดับหัวใจ
• บาดแผลไฟไหม้ที่ขา หลังจากทายาและปิดแผลด้วย bulky dressing แล้วให้ยกขาสูง และ bed rest 72 ชั่วโมง แล้วจึงเริ่มให้เดินได้ถ้าไม่มีแผลที่ฝ่าเท้า
• บาดแผลไฟไหม้ที่บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ (genitalia) ให้เปิดแผลทิ้งไว้หลังจากทายาแล้วโดยไม่ต้องปิด dressing และล้างแผลและทายาใหม่ทุกครั้งที่ขับถ่าย
การดูแลรักษาคนไข้ที่ถูก
กระแสไฟฟ้าแรงสูงช็อต
นอกจากจะใช้หลักการเดียวกับการดูแลบาดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกโดยทั่วไปแล้ว การให้สารน้ำทดแทนให้มากกว่าในคนไข้ที่มีบาดแผลไฟไหม้ทั่วไป ถ้าปัสสาวะมีสีโคล่า แสดงว่ามีการตายของกล้ามเนื้อมากจนเกิดmethemoglobinuria หรือ myoglobinuria จะต้องเพิ่มปริมาณ fluid ให้มากขึ้น เพื่อให้ได้ปัสสาวะมากกว่าปกติคือประมาณ 1.5 มล./กก./ชั่วโมง (75-100 มล./ชั่วโมง) และจนปัสสาวะมีสีใส อาจต้องให้ Mannitol และ bicarbonate ด้วย
การดูแลรักษาบาดแผลที่เกิดจากสารเคมี
จะต้องล้างสารเคมีที่เปื้อนผิวหนังออกให้มากที่สุด และใช้เวลาล้างนานพอสมควร เพื่อมิให้สารเคมีตกค้าง ถ้ามีantidote พิจารณาใช้ร่วมด้วยหลังจากที่ล้างด้วยน้ำแล้ว สารเคมีบางชนิดมีการดูดซึมผ่านผิวหนัง อาจจะมี systemic toxicityได้
การรักษาแผลจะต้องรีบตัดผิวหนังส่วนที่ถูกทำลายชนิด full thickness ออก ส่วนการดูแลรักษาอื่นๆก็รักษาแบบแผลที่ถูกไฟไหม้ การให้ fluid ทดแทนจะต้องให้มากกว่าคนไข้ที่มีแผลจากถูกไฟไหม้เพราะอาจมีการทำลายเนื้อเยื่อเพิ่มขึ้น