Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
Case Study PP นศพต.กิตติวดี กิตติทรงภพ เลขที่ 6 - Coggle Diagram
Case Study PP
นศพต.กิตติวดี กิตติทรงภพ
เลขที่ 6
ข้อมูลส่วนตัว
หญิงไทยหลังคลอด อายุ 36 ปี G4P2A1
คลอด Normal Labor 40+2 Wks by date
ทารกเพศชาย น้ำหนัก 3,100 กรัม
รับใหม่ PP วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563
รับไว้ในความดูแล วันที่ 1 ธันวาคม 2563
Term Pregnancy
Fully Dilate เวลา 16:10 น.
คลอด เวลา 17:24 น.
Blood loss ที่ LR 100 ml.
อาชีพ แม่บ้านโรงแรม
ไม่มีปัญหาเรื่องการเงิน ปัญหาเศรษฐกิจ
ANC ที่โรงพยาบาลตำรวจ 2 ครั้ง
เจ็บครรภ์ เวลา 15:30 น.
ของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563
จึงมาโรงพยาบาล
ตรวจภายในพบปากมดลูกเปิด 10 cm.
จึง Admit LR
13 B
1.Background
-G4P3012 40+2 wks. คลอด Normal Labor ทารกเพศหญิง น้ำหนัก 3190 กรัม
-ปฏิเสธประวัติการผ่าตัด
-ปฏิเสธประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว
-ปฏิเสธประวัติการแพ้ยา แพ้อาหาร การสูบบุหรี่และดื่มสุรา
-พักอาศัย บ้านเช่าที่เอกมัน ไม่มีปัญหาเศรษฐกิจ
2.Body condition
Day 0 ไม่มีซีด ไม่มีเวียนศีรษะ มีอ่อนเพลียเล็กน้อย
Day 1 มารดาสีหน้าแจ่มใส สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ให้ Breast Feeding ได้
Day 2 มารดามีสีหน้าแจ่มใส สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ลุกเดินไปปัสสาวะ อุจจาระเองได้
3.Body Temperature & Blood Pressure
วันที่ 30/11/63
-T : 37.0 องศาเซลเซียส
-BP : 131/72 mmHg
-PR : 86
-RR : 18 ครั้ง/นาที
-PS = 0 คะแนน
วันที่ 1/12/63
-T : 36 องศาเซลเซียส
-BP : 110/80 mmHg
-PR : 86
-RR : 18 ครั้ง/นาที
-PS = 1 คะแนน
วันที่ 2/12/63
-T : 36.6 องศาเซลเซียส
-BP : 116/63 mmHg
-PR : 64
-RR : 18 ครั้ง/นาที
-PS = 0 คะแนน
4.Breast & Lactation
หัวนมไม่สั้น ไม่บอด ลานนมนุ่ม ไม่มีเต้านมคัดตึง น้ำนมเริ่มไหล 1+ เป็นน้ำนมชนิด Colostum มารดาสามารถนำลูกเข้าเต้าได้เป็นเวลาประมาณ 30 นาที
5.Belly & Fundus
-หน้าท้องมี Striae garvidarum สีน้ำตาล และ Linea nigra เริ่มจางลง
-ระดับยอดมดลูก วันที่ 3/12/2563 (Day 2) 4 นิ้ว เหนือกระดูกหัวเหน่า มดลูกหดรัดตัวดี คลึงแล้วกลมแข็ง
6.Bladder
ไม่พบปัญหา Bladder Full มารดาสามารถ Void เองได้
7.Bleeding & Lochia
-Day 0 : Bleeding per vagina 30 ml น้ำคาวปลาสีแดงเข้ม ไม่มีกลิ่นเหม็น
-Day 1 : Bleeding per vagina 40 ml น้ำคาวปลาสีแดงจาง ไม่มีกลิ่นเหม็น
-Day 2 : Bleeding per vagina 20 ml น้ำคาวปลาสีแดงจาง ไม่มีกลิ่นเหม็น
8.Bottom
ไม่มีแผลฝีเย็บ
9.Bowel movement
Day 0 : ยังไม่ถ่ายอุจจาระ
Day 1 : ยังไม่ถ่ายอุจจาระ
Day 2 : ถ่ายอุจจาระ 1 ครั้ง สีเหลือง
10.Blue
Day 0 : มารดามีอ่อนเพลียเล็กน้อย สนใจบุตรดี
Day 1 : มารดาสนใจบุตร นำบุตรมานอนไว้ข้างกาย ตั้งใจในการให้ Breast Feeding กับบุตร
Day 2 : มารดาสนใจบุตร นำบุตรมานอนไว้ข้างกาย ตั้งใจในการให้ Breast Feeding กับบุตร สนใจครอบครัวและสิ่งแวล้อมโดยรอบ
11.Baby
ทารกไม่มีแผลบริเวณศีรษะและใบหน้า สีผิวแดงดี ไม่มีซีด หายใจปกติ ร้องเสียงดังดี ไม่มี Discharge ทวารหนักปกติ
12.Bonding
มารดาสนใจและเป็นห่วงบุตร มีความสนใจและตั้งใจในการให้นมบุตร เอาบุตรมานอนข้างๆตัวเสมอ
13.Belief
มารดารับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เลี้ยงบุตรด้วยน้ำนมมารดา
ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
เสี่ยงต่อภาวะตกเลือดหลังคลอด (Day 0)
วัตถุประสงค์
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตกเลือดหลังคลอด
ข้อมูลสนับสนุน
-ผู้ป่วยเสียเลือดระหว่างการคลอด 100 ml.
-ผู้ป่วยมีแผลในโพรงมดลูก
เกณฑ์การประเมินผล
V/S อยู่ในเกณฑ์ปกติ
-BP : 90-120/60-80 mmHg
-PR : 60-100 ครั้ง/นาที
-RR : 14-22 ครั้ง/นาที
-PS : 0 คะแนน
มดลูกหดรัดตัวดี คลำได้เป็นก้อนกลมแข็ง
ปริมาณเลือดออกทางช่องคลอดไม่เกิน 500 cc ใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด
ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากการเสียเลือด คือ กระสับกระส่าย ใจสั่น ตัวเย็น หน้ามืด เหงื่อออกมากอซีด อ่อนเพลีย
ไม่พบอาการขาดน้ำ
กิจกรรมการพยาบาล
วัดสัญญาณชีพทุก 4 ชั่วโมง โดยเฉพาะความดันโลหิตสูง ถ้าพบว่าสัญญาณชีพผิดปกติ เช่น ชีพจรเบาเร็ว หายใจเร็วขึ้น ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นในระยะแรกและลดต่ำลงในระยะหลัง ควรรายงานแพทย์
สังเกตการณ์หดรัดตัวของมดลูก โดยคลึงหน้าท้องบริเวณยอดมดลูกทุก 2-3 ชั่วโมง คลึงให้มดลูกกลมแข็ง และคลึงอย่างนุ่มนวล เพื่อกระกระตุ้นให้กล้ามเนื้อมดลูกหดรัดตัวดีขึ้น และถ้าตรวจพบว่ามดลูกลอยตัวสูงผิดปกติเนื่องจากปัสสาวะเต็ม ต้องดูแลผู้ป่วยให้ปัสสาวะทุก 4 ชั่วโมง
3.สังเกตสี กลิ่น และปริมาณเลือดที่ออกจากช่องคลอดโดยใส่ผ้าอนามัยไว้ ประเมินและบันทึกทุก 2-3 ชั่วโมง ในระยะ 24 ชั่วโมงแรก ไม่เกิน 500 ml. และควรเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 2-3 ชั่วโมง
ประเมินและกระตุ้นให้มารดาปัสสาวะได้เองใน 6-8 ชั่วโมงหลังคลอด หลังจากนั้นให้ปัสสาวะในทุก 3-4 ชั่วโมง เนื่องจากป้องกันภาวะ Full bladder ขัดขวางการหดรัดตัวของมดลูก
ประเมินและสังเกตอาการที่ผิดปกติที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการเสียเลือดคือ กระสับกระส่าย ใจสั่น ตัวเย็น หน้ามืด เหงื่อออกมาก ซีด อ่อนเพลีย มีเลือดออกมาก
6.ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ ลดการใช้พลังงาน และจัดท่านอนศีรษะต่ำเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้อย่างเพียงพอ
การประเมินผล
1.สัญญาณชีพอยู่ในเกณฑ์ปกติ
-T : 37.0 องศาเซลเซียส
-BP : 131/72 mmHg
-PR : 86
-RR : 18 ครั้ง/นาที
-PS = 0 คะแนน
มดลูกหดรัดตัวดี คลำได้เป็นก้อนกลมแข็ง ระดับยอดมดลูกอยู่ที่ 4 นิ้ว เหนือกระดูกหัวเหน่า
Bleeding per vagina 30 ml
มารดาดูอ่อนเพลียเล็กน้อยแต่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากการเสียเลือด เช่น กระสับกระส่าย ใจสั่น ตัวเย็น หน้ามืด เหงื่อออกมาก
เสี่ยงต่อพลัดตกหกล้ม (Day 0)
วัตถุประสงค์
เพื่อป้องกันอุบัติการณ์การพลัดตกหกล้มในมารดาหลังคลอด
ข้อมูลสนับสนุน
-มารดามีอาการอ่อนเพลียเล็กน้อย
-มารดามีแผลในโพรงมดลูก
เกณฑ์การประเมินผล
-มารดาสามารถพักผ่อนได้มากขึ้น
-มารดาไม่เกิดการพลัดตกหกล้ม
กิจกรรมการพยาบาล
ยกไม้กั้นเตียงขึ้นทั้งสองข้าง ห้ามลุกจากเตียง 6 ชั่วโมง (นับจากหลังคลอด)
ประเมินอาการที่เป็นและสัญญาณชีพมารดาหลังคลอดทุกราย เมื่อรับย้ายจากห้องคลอด
จัดสภาพแวดล้อม เช่น ความสว่างของไฟ สภาพร่างกายของคนไข้
4.จัดสิ่งของจำเป็นของมารดไว้ใกล้ตัวมารดา
ประเมินความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม
การประเมินผล
-มารดาสามารถพักผ่อนได้มากขึ้น
-มารดาไม่เกิดการพลัดตกหกล้ม
เสี่ยงต่อภาวะติดเชื้อหลังคลอดที่โพรงมดลูก (Day 1)
ข้อมูลสนับสนุน
-ผู้ป่วยมีแผลที่โพรงมดลูก
-น้ำคาวปลาสีแดงจาง ไม่มีกลิ่นเหม็น
วัตถุประสงค์
ป้องกันการเกิดการติดเชื้อที่โพรงมดลูก
เกณฑ์การประเมินผล
V/S อยู่ในเกณฑ์ปกติ
-BP : 90-120/60-80 mmHg
-PR : 60-100 ครั้ง/นาที
-RR : 14-22 ครั้ง/นาที
-PS : 0 คะแนน
มดลูกหดรัดตัวดี คลำได้เป็นก้อนกลมแข็ง
ปริมาณเลือดออกทางช่องคลอดไม่เกิน 500 cc ใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด
4.น้ำคาวปลาไม่มีความผิดปกติ ไม่มีสีเหลือง เขียว ไม่มีกลิ่นเหม็น
การประเมินผล
1.สัญญาณชีพอยู่ในเกณฑ์ปกติ
-T : 37.0 องศาเซลเซียส
-BP : 131/72 mmHg
-PR : 86
-RR : 18 ครั้ง/นาที
-PS = 0 คะแนน
2.มดลูกหดรัดตัวดี คลำได้ก้อนกลมแข็ง ระดับยอดมดลูก 3/12/2563 (Day 2) 4 นิ้ว เหนือกระดูกหัวเหน่า
3.Bleeding per vagina 20 ml
กิจกรรมการพยาบาล
1.ล้างมือให้สะอาดอย่างถูกวิธีก่อนและหลังการให้การพยาบาลทุกครั้ง ให้การพยาบาลโดยใช้หลักปลอดเชื้อ
2.ตรวจวัดสัญญาณชีพทุก 4 ชั่วโมง เพื่อประเมินอาการนำของการติดเชื้อ
3.ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 2-3 ชั่วโมงหรือเมื่อชุ่มเต็มแผ่น
4.สังเกต จำนวน สี กลิ่น ลักษณะของน้ำคาวปลา ถ้ามีความผิดปกติ กลิ่นเหม็นเน่า อาจเกิดการติดเชื้อได้ ควรรีบรายงานแพทย์
5.ตรวจวัดระดับยอดมดลูกและลงบันทึกทุกวันว่าลดลงหรือไม่ โดยระดับยอดมดลูกควรลดลงวันละ 0.5-1 นิ้ว
6.ดูแลให้คำแนะนำ การรักษาความสะอาดของปากฟัน ความสะอาดร่างกาย สามารถอาบน้ำได้ตามปกติ แต่ไม่ควรแช่อ่างอาบน้ำหรือว่ายน้ำ เน้นย้ำการทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ ต้องทำความสะอาดจากหน้าไปหลัง ภายหลังการปัสสาวะหรืออุจจาระ ตลอดจนวิธีการเปลี่ยนผ้าอนามัย โดยเปลี่ยนทุก 2-3 ชั่วโมงหรือเมื่อชุ่มเต็มแผ่น
7.ประเมินการคั่งค้างของปัสสาวะ เมื่อปัสสาวะมีอาการเจ็บแสบ ปัสสาวะบ่อยๆ หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ให้รายงานแพทย์
8.ดูแลให้รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงและมีวิตามินซี เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว ผักใบเขียว ผลไม้มีวิตามินซี เพื่อช่วยในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ป้องกันการติดเชื้อ
พยาธิสภาพของหญิงตั้งครรภ์หลังคลอดที่เปลี่ยนแปลงไป
เต้านม
-Estrogen, Progesterone ลดลง
-Anterior pituitary gland หลั่ง Prolactin ผลิตน้ำนม
-Posterior pituitary gland หลั่ง Oxytocin หลั่งน้ำนมและทำให้มดลูกหดรัดตัว
น้ำนม
นมแม่ระยะที่ 1 : หัวน้ำนม (Colostrum)
ระยะเวลา : สร้างขึ้นช่วง 1-3 วันแรกหลังคลอดเท่านั้น ถือเป็นน้ำนมที่ดีที่สุด มีภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดสำหรับลูก มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของลำไส้เพื่อช่วยขับถ่ายขี้เทาออกเป็นการป้องกันแก้ไขอาการตัวเหลืองที่อาจเกิดขึ้น มีสารสร้างภูมิต้านทานที่ดีกับลูกมากที่สุด เช่น IgA แลคโตเฟอริน เซลล์เม็ดเลือดขาว โปรตีนต่างๆ ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลูกตั้งแต่แรกเกิด ป้องกันการติดเชื้อ มีปริมาณแร่ธาตุต่างๆ เช่น โซเดียม คลอไรด์ แมกนีเซียม ปริมาณสูง ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย
นมแม่ระยะที่ 2 น้ำนมใส (Transitional milk)
ระยะเวลา : 4-14 วันแรกหลังคลอด
น้ำนมในระยะต่อมาหลังจากหมดช่วงหัวน้ำนม หรือน้ำนมเหลืองแล้ว น้ำนมจะมีลักษณะขาวขึ้น น้ำนมในช่วงนี้จะประกอบไปด้วยไขมัน แลคโตส และวิตามินที่ละลายน้ำได้ค่อนข้างสูง และจะมีปริมาณแคลอรี่มากกว่าช่วงหัวน้ำนม
นมแม่ระยะที่ 3 น้ำนมขาว (Mature milk)
ระยะเวลา : ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 หลังคลอด เป็นต้นไป
ระยะนี้น้ำนมจะเปลี่ยนเป็นน้ำนมสีขาว จึงมีชื่อเรียกว่า น้ำนมขาว ซึ่งสำหรับน้ำนมขาวนี้จะมีไขมันมากขึ้น และปริมาณน้ำนมก็จะมากขึ้นด้วย ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค เพิ่มภูมิต้านทาน หรือช่วยลดการติดเชื้อต่าง ๆ ให้กับลูกที่ได้ดื่มน้ำนมแม่ มีกรดไขมันจำเป็น ได้แก่ DHA และ AA เป็นกรดไขมันจำเป็นที่สำคัญต่อการพัฒนาระบบประสาทและการมองเห็นของลูก
ผิวหนังและอุณหภูมิ
-รอยดำ Linea nigra จะหายไปภายใน 6 สัปดาห์หลังคลอด ส่วน Striae garvidarum จะไม่หายไป แต่จะมีสีจางลง และอาการผิดปกติของหลอดเลือด เช่น อาการร้อนแดงที่ฝ่ามือจะลดลง จาก Estrogen HM ลดลง
-อุณหภูมิ 24 ชั่วโมงแรก อาจสูงได้ แต่ไม่เกิน 38 องศาเซลเซียส จากการขาดสารน้ำและการเสียพลังงาน
ทางเดินอาหาร
มีแนวโน้มเกิดอาการท้องผูก จากกล้ามเนื้อหน้าท้องหย่อนตัว การเคลื่อนไหวของลำไส้ช้าลง และการสูญเสียแรงดันภายในช่องท้องทันที
แผลฝีเย็บ
หลังคลอดจะมีอาการปวดแผลฝีเย็บ จะมีลักษณะบวม หรืออาจมีเลือดออกใต้ผิวหนัง Labia minora และ Labia majora เหี่ยวและอ่อนนุ่มมากขึ้น โดยจะหายเป็นปกติภายใน 5-7 วัน
ปากมดลูก
-หลังคลอด ปากมดลูกอ่อนนุ่ม มีรอยช้ำและรอยฉีกขาดเล็กๆ
-1 สัปดาห์ เริ่มกลับสู่สภาพเดิมเกือบสมบูรณ์
-6 สัปดาห์ เป็นรูปยาวรี ไม่กลมเหมือนก่อนตั้งครรภ์
ช่องคลอดและบริเวณพื้นเชิงกราน
-หลังคลอดเยื่อบุช่องคลอดบางลง รอยย่นลดลง ยืดขยายได้มากขึ้น
-หลังจาก 3 สัปดาห์หลังคลอด รอยย่นจะค่อยๆเพิ่มมากขึ้น ช่องคลอดจะค่อยๆกลับคืนสู่สภาพเดิม แต่ไม่สมบูรณ์เท่าก่อนตั้งครรภ์ และกล้ามเนื้อบริเวณพื้นเชิงกรานจะมีความตึงตัวดีขึ้นประมาณ 4-6 สัปดาห์ โดยขมิบบริเวณช่องคลอดจะมีส่วนสำคัญในการช่วยให้กล้ามเนื้อมีความตึงตัวดีขึ้น
น้ำคาวปลา
แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1.Lochia rubra 1-3 วันแรกหลังคลอด ลักษณะสีแดงคล้ำและข้น ประกอบด้วยเลือดส่วนใหญ่
2.Lochia serosa 4-9 วันหลังคลอด ลักษณะสีจาง แดงชมพูหรือค่อนข้างเหลือง เนื่องจากมีเม็ดเลือดขาวปนน้ำเหลือง
3.Lochia alba 10 วันหลังคลอด ลักษณะสีเหลืองจางๆหรือขาว ปริมาณจะค่อยๆน้อยลงจนถึงไม่มี
มดลูก
ลดขนาดลงวันละ ½-1 นิ้ว
โดยภายหลังคลอดทันทีมดลูกจะอยู่ระหว่างสะดือกับหัวเหน่าและมีน้ำหนักประมาณ 1000 กรัม
-1 ชั่วโมงต่อมามดลูกจะลอยตัวขึ้นมาเหนือระดับสะดือ
-7 วันหลังคลอดมดลูกอยู่ระหว่างหัวเหน่ากับสะดือ ประมาณ 3 นิ้ว
-2 สัปดาห์หลังคลอดมดลูกอยู่ระดับหัวเหน่าหรือคลำไม่พบทางหน้าท้อง
-6 สัปดาห์หลังคลอดมดลูกมีขนาดเท่ากับก่อนตั้งครรภ์คือประมาณ 50 กรัม ขนาด 3x2x1 ซม.
ปัสสาวะ
ส่วนนำของทารกจะไปกดทับบริเวณกระเพาะปัสสาวะในระหว่างการทำคลอด ทำให้ผนังใต้เยื่อบุกระเพาะปัสสาวะเกิดการบวม มีความยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้เกิดการโป่งพองของกระเพาะปัสสาวะ เมื่อปัสสาวะก็จะถ่ายออกไม่หมด
สภาพจิตใจ
ระยะที่ 1 Taking in phase 1-3 วันหลังคลอด ร่างกายมีความอ่อนล้า ไม่สุขสบาย สนใจแต่ตนเอง มีความต้องการพึ่งพาผู้อื่น
ระยะที่ 2 Taking hold phase 3-10 วันหลังคลอด ผู้ป่วยช่วยเหลือตนเองมากขึ้น เริ่มสนใจลูกและผู้คนรอบข้าง
ระยะที่ 3 Letting go phase 10 วันหลังคลอด ผู้ป่วยปรับตัวเข้าสู่บทบาทใหม่และแสดงบทบาทได้ดี
การมีประจำเดือน
หลังคลอดจะไม่มีประจำเดือนจากการที่ระหว่างตั้งครรภ์ รังไข่จะหยุดทำงานและการเพิ่มขึ้นของ Estrogen HM,Progesterone HM
-มารดาที่ไม่ได้เลี้ยงทารกด้วยน้ำนมตนเอง จะเริ่มมีประจำเดือน 6-8 สัปดาห์หลังคลอด
-มารดาที่เลี้ยงทารกด้วยน้ำนมตนเองนาน 3 เดือน จะเริ่มมีประจำเดือน 7-9 เดือนหลังคลอด
คำแนะนำหลังกลับบ้าน
มดลูก
ควรคลึงให้มดลูกกลมแข็ง และมดลูกควรลดขนาดลงวันละ 0.5-1 นิ้ว เมื่อครบ 2 สัปดาห์จะต้องคลำไม่พบก้อนบริเวณหน้าท้อง ถ้ายังคลำพบแสดงว่ามดลูกยังไม่เข้าอู่ ควรมาพบแพทย์
การดูแลเต้านม
-2-3 วันแรกหลังคลอด มารดาจะมีน้ำนมสีเหลืองๆ (Colostrum) หลั่งออกมา โดยในน้ำนมตัวนี้ประกอบด้วย วิตามิน แร่ธาตุ สารอาหารที่ครบถ้วน รวมถึงภูมิคุ้มกันที่เสริมสร้างร่างกายให้แก่บุตร มารดาควรให้บุตรได้รับนม
-วันที่ 3 หลังคลอด มารดาจะรู้สึกคัดตึงเต้านม และอาจมีไข้ได้จากการคัดตึงเต้านม (Milk fever)
น้ำนม
ควรกระตุ้นให้ทารกดูดนมทุก 2-3 ชั่วโมงหลังคลอด หรือเมื่อทารกร้องหิวนม และควรอมลึกถึงลานนม ดูดให้เกลี้ยงเต้า และดูแลให้ทารกได้รับนมเพียงอย่างเดียวจนถึง 6 เดือน เมื่อครบ 6 เดือน เริ่มให้ทารกได้รับอาหารเสริมเช่น ฟักทองบด เป็นต้น
ประจำเดือน
มารดาที่เลี้ยงดูบุตรด้วยน้ำนมตนเอง จะไม่มีประจำเดือน แต่ถ้ามีระจำเดือนระหว่างให้นมบุตร ไม่ถือว่าผิดปกติ โดยการให้นมแม่ไม่ใช่เป็นการคุมกำเนิด หากเกิน 3 เดือนไปแล้ว สามารถไข่ตกเมื่อใดก็ได้ ถ้าไม่มีการคุมกำเนิดประเภทอื่น ก็อาจตั้งครรภ์ได้
แผลฝีเย็บ
ควรทำความสะอาดทุกครั้งหลังปัสสาวะหรืออุจจาระด้วยสบู่และน้ำสะอาด ทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลัง ไม่ย้อนกลับและซับให้แห้งและควรเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 2-3 ชั่วโมง ห้ามใช้ผ้าอนามัยแบบสอด
การทำความสะอาดร่างกาย
มารดาอาบน้ำได้ตามปกติ แต่ไม่ควรแช่น้ำในอ่างหรือว่ายน้ำ เนื่องจากปากมดลูกยังปิดไม่สนิท อาจทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ทางช่องคลอดเกิดการติดเชื้อได้
น้ำคาวปลา
1.Lochia rubra 2-3 วันแรกหลังคลอด ลักษณะสีแดงคล้ำและข้น ประกอบด้วยเลือดส่วนใหญ่
2.Lochia serosa 4-9 วันหลังคลอด ลักษณะสีจาง แดงชมพูหรือค่อนข้างเหลือง เนื่องจากมีเม็ดเลือดขาวปนน้ำเหลือง
3.Lochia alba 10 วันหลังคลอด ลักษณะสีเหลืองจางๆหรือขาว ปริมาณจะค่อยๆน้อยลงจนถึงไม่มี
น้ำคาวปลาที่ผิดปกติ : มีสีเขียว กลิ่นเหม็นมาก หรือมีสีแดงสด มีกลิ่น ปริมาณมาก ควรรีบมาพบแพทย์
การรับประทานอาหาร
ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเน้นโปรตีน เช่น เนื้อ นม ไข่ เพื่อช่วยเสริมสร้างร่างกายให้มีสารอาหารเพียงพอที่จะสร้างน้ำนมให้ลูก นอกจากนี้การรับประทานผลไม้ ยังสามารถช่วยป้องกันท้องผูกได้อีกด้วย ในมารดาที่ให้นมบุตรควรรับประทานอาหารให้ครบถ้วน และดื่มน้ำให้มากๆ วันละ 7-8 แก้ว
-อาการที่เสริมสร้างน้ำนมให้แก่ทารก เช่น หัวปลี ใบกะเพรา น้ำขิง ใบแมงลัก มะละกอ
-อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง คืออาหารประเภทหมักดองอาหารรสชาติจัด ชา กาแฟ ยาดองเหล้า และอาหารที่มีแอลกอฮอล์ เนื่องจากสารเหล่านี้ถูกขับออกทางน้ำนมได้ ซึ่งลำไส้ของทารกยังทำงานไม่สมบูรณ์ส่งผลให้ทารกอาจเกิดภาวะลำไส้อักเสบได้
การนอนหลับพักผ่อน
หลังคลอด มารดาจะอ่อนเพลียจากการสูญเสียพลังงานในระยะคลอด ดังนั้นควรได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอวันละ 8-10 ชั่วโมง โดยเฉพาะช่วง 2 สัปดาห์แรก
กิจวัตรประจำวัน
ระยะหลังคลอด 6 สัปดาห์แรก ควรทำกิจกรรมที่ต้องไม่ออกแรงมาก เช่น ทำอาหาร กวาดบ้าน ไม่ควรยกของหนัก หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้กล้ามเนื้อหน้าท้อง
การกายบริหารหลังคลอด
แนะนำให้มารดาทำ Kegel exercise หรือทำการขมิบช่องคลอด ซึ่งช่วยให้กล้ามเนื้อช่องคลอดกลับมาสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น และสามารถออกกำลังกายที่ไม่ใช้แรงเยอะ เช่น การทำงานบ้าน ทำอาหาร เป็นต้น
การมีเพศสัมพันธ์
ควรงดมีเพศสัมพันธ์ภายใน 6 สัปดาห์หลังคลอด เนื่องจากในระยะหลังคลอดมีน้ำคาวปลาและปากมดลูกยังปิดไม่สนิท และอวัยวะอื่นๆภายในยังไม่กลับสู่สภาวะปกติ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย