Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
ลักษณะความผิดปกติทางด้านอารมณ์ - Coggle Diagram
ลักษณะความผิดปกติทางด้านอารมณ์
ระยะคลุ้มคลั่งระดับต่ำ (Hypomanic episode)
ทางด้านอารมณ์ (Emotional symptoms) ผู้ป่วยจะแสดงอารมณ์ แจ่มใส ชื่นบาน และมีความสุข แต่ถ้าถูกขัดใจ ผู้ป่วยจะแสดงอารมณ์ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากอารมณ์ดีมาเป็นหงุดหงิด (Irritability) ลักษณะอารมณ์ไม่คงที่ เปลี่ยนแปลงได้ง่าย
ทางด้านความคิด (Cognitive symptoms) ผู้ป่วยจะคิดว่าตนเองมี ความสามารถมาก หรือคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่ (Grandiosity) ไม่มีสมาธิ
ทางด้านพฤติกรรม (Behavioral symptoms) ผู้ป่วยจะทำกิจกรรม ต่างๆ มากขึ้น พูดมากกว่าปกติ (Talkative) สนใจเรื่องเพศมากขึ้น ชอบพูดคุยกับผู้อื่น ใช้จ่าย สิ้นเปลือง อาการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมชัดเจน
เกณฑ์การวินิจฉัยระยะคลุ้มคลั่งระดับต่ำ (Hypomanic episode)
A. มีอารมณ์สนุกสนานรื่นเริงผิดปกติ หรือมีอารมณ์หงุดหงิด โกรธง่ายผิดปกติอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับมีพลัง เรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นคงอยู่ตลอดอย่างน้อย 4 วันติดต่อกัน เป็นเกือบทั้งวันแทบทุกวัน
B. ในช่วงที่มีความผิดปกติทางอารมณ์ ต้องมีอาการต่อไปนี้อย่างน้อย 3 อาการ (หรือ 4 อาการ หากมีอารมณ์แบบหงุดหงิด) และอาการนี้รุนแรงอย่างมีความสาคัญและแตกต่างจาก พฤติกรรมปกติ
มี self-esteem เพิ่มมากขึ้น หรือมีความคิดว่าตนยิ่งใหญ่ (grandiosity)
ความต้องการนอนลดลง
พูดคุยมากกว่าปกติ หรือต้องการพูดอย่างไม่หยุด
Fight of idea หรือผู้ป่วยรู้สึกว่ามีความคิดแล่นเร็ว
หันเหความสนใจง่าย (distractibility)
มีกิจกรรมซึ่งมีจุดหมายเพิ่มขึ้นมากหรือกระวนกระวายอยู่นิ่งไม่ได้
หมกมุ่นอย่างมากกับกิจกรรมที่ทาให้เพลิดเพลิน แต่มีโอกาสสูงที่จะก่อให้เกิดความ ยุ่งยากตามมา
C. ระยะที่มีอาการมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ซึ่งไม่ใช่ลักษณะประจาของ บุคคลนั้นขณะไม่มีอาการ
D. มีผู้อื่นสังเกตเห็นความผิดปกติด้านอารมณ์และการเปลี่ยนแปลงในด้านการทำงานต่างๆ
E. อาการไม่ได้รุนแรงพอที่จะทำให้เกิดความบกพร่องด้านสังคมหรือหน้าที่การงาน ไม่ต้องอยู่โรงพยาบาล และไม่มีอาการทางจิต
F. อาการไม่ได้เกิดจากผลทางสรีรวิทยาของสาร
หมายเหตุ
: หากอาการใน hypomanic episode เกิดระหว่างการรักษาอาการเศร้า (เช่น การใช้ยา การรักษาด้วยไฟฟ้า) และยังคงมีอาการต่อเนื่องเกินกว่าที่จะอธิบายว่าเป็นผลมา จากทางสรีรวิทยาของการรักษานั้น ก็นับว่าเป็น hypomanic episode ได้ อย่างไรก็ตาม หากมีอาการเพียง 1-2 อาการ (โดยเฉพาะอาการหงุดหงิด กังวล หรือกระสับกระส่ายหลัง ได้รับยารักษาอาการซึมเศร้า) ถือว่ายังไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยว่าเป็น hypomanic episode และยังไม่บ่งชี้ว่าเป็น bipolar
โรค Bipolar II disorder
ผู้ป่วยมีอาการระยะคลุ้มคลั่งระดับต่า (Hypomanic episode) สลับกับ
ระยะอารมณ์ซึมเศร้า (Depressive episode)
เกณฑ์การวินิจฉัยโรค Bipolar II disorder
การวินิจฉัยโรค Bipolar II disorder ตามเกณฑ์ของ DSM-V (APA, 2013) มีดังนี้
A. มีอาการเข้าเกณฑ์ของ hypomanic episode อย่างน้อย 1 ครั้ง (ตามเกณฑ์ในข้อ A-F ใน การวินิจฉัย hypomanic episode) และ major depressive episode อย่างน้อย 1 ครั้ง (ตามเกณฑ์ในข้อ A-C ในการวินิจฉัย major depressive episode)
B. ไม่เคยมีอาการ manic episode
C. Hypomanic episode หรือ major depressive episode ไม่ใช่อาการของ schizoaffective disorder หรือ schizophrenia หรือ schizophreniform disorder หรือ delusional disorder หรือ โรคทางจิตอื่นๆ
D. อาการก่อให้เกิดความทุกข์อย่างมาก หรือทำให้กิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านที่สาคัญ ต่างๆ บกพร่องไป
โรคอารมณ์แปรปรวนเรื้อรัง (Cyclothymic disorder)
โรคอารมณ์แปรปรวนเรื้อรัง (Cyclothymic disorder) จัดเป็น mild form of bipolar disorder จะมีอาการของ hypomania สลับกับอาการซึมเศร้าที่ไม่รุนแรงถึงขั้น major depressive disorder ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้าเป็นส่วนใหญ่ ระยะเวลาที่ เป็นในแต่ละด้านจะค่อนข้างสั้นเมื่อเทียบกับ bipolar disorder
เกณฑ์การวินิจฉัยโรคอารมณ์แปรปรวนเรื้อรัง (Cyclothymic disorder)
การวินิจฉัยโรคอารมณ์แปรปรวนเรื้อรัง (Cyclothymic disorder) ตาม เกณฑ์ของ DSM-V (APA, 2013) มีดังนี้
A. มีช่วงที่มีอาการ hypomanic จำนวนหลายครั้ง ที่ไม่ครบเกณฑ์การวินิจฉัย hypomanic episode และมีช่วงที่มีอาการ depressive จำนวนหลายครั้ง ที่ไม่ครบเกณฑ์การวินิจฉัย major depressive episode ในช่วงเวลาอย่างน้อย 2 ปี (ในเด็กและวัยรุ่นต้องเป็นอย่าง น้อย 1 ปี)
B. ในระยะเวลา 2 ปี ข้างต้น (1 ปี ในเด็กและวัยรุ่น) ผู้ป่วยต้องมีอาการ hypomanic และ depressive บ่อยๆ อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเวลา และผู้ป่วยมาปราศจากอาการเกิดกว่า 2 เดือน
C. ไม่เคยมี major depressive episode, manic episode หรือ hypomanic episode
D. อาการในข้อ A ไม่ใช่อาการของ schizoaffective disorder หรือ schizophrenia หรือ schizophreniform disorder หรือ delusional disorder หรือ โรคทางจิตอื่นๆ
E. อาการไม่ได้เป็นจากผลทางด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความ
เจ็บป่วยทางกาย (เช่น hypothyroidism)
F. อาการก่อให้เกิดความทุกข์อย่างมาก หรือทาให้กิจกรรมด้านสังคม การงาน หรือด้านสาคัญ ต่างๆ บกพร่องไป
โรค Bipolar I disorder
ผู้ป่วยมีอาการระยะคลุ้มคลั่ง (Manic episode) สลับกับระยะอารมณ์
ซึมเศร้า (Depressive episode)
เกณฑ์การวินิจฉัยโรค Bipolar I disorder
การวินิจฉัยโรค Bipolar I disorder ตามเกณฑ์ของ DSM-V (APA, 2013) มี ดังนี้
A. มีอาการเข้าเกณฑ์ของ manic episode อย่างน้อย 1 ครั้ง (ตามเกณฑ์ในข้อ A-D ในการ วินิจฉัย manic episode)
B. Manic episode หรือ major depressive episode ไม่ใช่อาการของ schizoaffective disorder หรือ schizophrenia หรือ schizophreniform disorder หรือ delusional disorder หรือ โรคทางจิตอื่นๆ
การรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางด้านอารมณ์
การรักษาด้วยยา (Pharmacological treatment) ในผู้ป่วยอารมณ์ซึมเศร้า (Depression) แพทย์จะให้ยารักษาอารมณ์เศร้า (Antidepressant drugs) การจะให้ยาตัวใดแล้วแต่ แพทย์จะพิจารณา เพราะถ้าผู้ป่วยเป็น major depressive disorder และมีอาการหลงผิดด้วย แพทย์จะให้ยา neuroleptics ร่วมด้วย ในผู้ป่วย mania แพทย์จะให้ยาควบคุมอารมณ์ (Mood stabilizing drugs) เช่น lithium carbonate ระดับของยา lithium carbonate ในกระแสเลือดที่ จะมีผลต่อการบาบัด จะอยู่ในระดับ 0.8-1.2 mEq/L
การรักษาด้วยกระแสไฟฟ้า (Electroconvulsive therapy: ECT) เป็นการ รักษาที่มีประสิทธิภาพสาหรับโรคซึมเศร้า โรคอารมณ์แปรปรวนทั้งระยะซึมเศร้า และระยะคลุ้มคลั่ง จะใช้รักษาหลังจากที่ใช้ยารักษาแล้วไม่ได้ผล หรือในผู้ป่วยที่มีประวัติว่ารักษาด้วย ECT แล้วได้ผลดี หรือในรายที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย
การรักษาทางจิตสังคม (Psychological treatment)
1) จิตบำบัด (Psychotherapy) อาจจะเป็นการทำจิตบำบัดเป็นรายบุคคล
หรือเป็นกลุ่มเพื่อให้โอกาสผู้ป่วยได้มีโอกาสระบายความรู้สึกไม่สบายใจ
2) การบาบัดความคิด (Cognitive therapy) หลักการของวิธีการรักษานี้เชื่อ
ว่าผู้ป่วยมีความคิดที่ผิดพลาด (Cognitive distortion)
3) พฤติกรรมบำบัด (Behavior therapy) ในผู้ป่วยซึมเศร้าจะเป็นการนำพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของผู้ป่วยมาเป็นเป้าหมายในการรักษา
4) การจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อการบำบัด (Milieu therapy) โดยจัดบรรยากาศในหอผู้ป่วยให้รู้สึกปลอดภัย อบอุ่น เป็นมิตร ผู้ป่วยรู้สึกกล้าที่จะเข้ามาติดต่อกับเจ้าหน้าที่เพื่อขอความช่วยเหลือ