Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
รัชกาลที่ 5 กับการปฏิรูปประเทศ - Coggle Diagram
รัชกาลที่ 5 กับการปฏิรูปประเทศ
การปฏิรูปการปกครอง
ยกเลิกหัวเมือง เอก โท ตรี จัตวา และยกเลิกหัวเมืองประเทศราช จัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล แบ่งเขตการปกครองเป็นมณฑล เมือง อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย เป็นการรวมอำนาจตามหัวเมืองเข้าสู่ราชธานี
เมือง
มีผู้ว่าราชการเป็นผู้ดูแล แต่ละเมืองแบ่งออกเป็นอำเภอ
อำเภอ
มีนายอำเภอเป็นผู้ดูแล แต่ละอำเภอแบ่งออกเป็นตำบล
ตำบล
มีกำนันเป็นผู้ดูแล แต่ละตำบลแบ่งออกเป็นหมู่บ้าน
หมู่บ้าน
มีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ดูแล
มณฑล
มีข้าหลวงเทศาภิบาล เป็นผู้ดูแล แต่ละมณฑลแบ่งออกเป็น เมือง
ทรงริเริ่มให้สิทธิแก่ราษฎรในการเลือกผู้ปกครองตนเองเป็นครั้งแรก โปรดเกล้าฯ ให้มีการทดลองเลือกตั้ง “ผู้ใหญ่บ้าน” ที่บางปะอิน จังหวัดพระ นครศรีอยุธยา แทนการแต่งตั้งโดยเจ้าเมือง ต่อมาใน พ.ศ. 2440 ทรงออกพระราชบัญญัติการปกครองท้องที่ ร.ศ.116 กำหนดการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน โดยอาศัยเสียงข้างมากของราษฎร
โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก และสุขาภิบาลหัวเมืองแห่งแรก ที่ตำบลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร โดยมีคณะกรรมการประกอบด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทำหน้าที่บริหารงาน สุขาภิบาล มีรายได้จากภาษีโรงเรือนในท้องถิ่น
การปฏิรูประบบเงินตรา เนื่องจากการค้าได้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง รัชกาลที่ 5 จึงทรงเห็นความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงระบบเงินตราให้เป็นสื่อกลางในการซื้อขายที่ทันสมัย ดังเช่นที่ประเทศตะวันตกปฏิบัติกันอยู่ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการซื้อขายยิ่งขึ้น
พ.ศ.2422 โปรดเกล้าฯให้สร้างหน่วยเงินที่เรียกว่า “สตางค์
สาเหตุสำคัญในการปฏิรูปการปกครอง
ปรับปรุงประเทศให้เจริญก้าวหน้าเพื่อป้องกันการคุกคามของประเทศมหาอำนาจตะวันตก
การปกครองแบบเก่า อำนาจการปกครองบ้านเมืองตกอยู่กับขุนนาง ถ้าปฏิรูปการปกครองใหม่ จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจอย่างแท้จริง การปรับปรุงระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
ผลของการปฏิรูปการปกครอง
ก่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในราชอาณาจักรซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปกครองส่วนภูมิภาคในรูปมณฑลเทศาภิบาลโดยมีศูนย์ รวมอยู่ที่กรุงเทพมหานคร
รัฐบาลไทยที่กรุงเทพฯ สามารถขยายอำนาจเข้าควบคุมพื้นที่ภายในราชอาณาจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ ทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการหยุดยั้งการคุกคามจากประเทศมหาอำนาจตะวันตก ต่อประเทศไทย
ทำให้กลุ่มผู้เสียผลประโยชน์จากการปฏิรูปการปกครอง พากันก่อปฏิกิริยาต่อรัฐบาลที่กรุงเทพฯ ดังจะเห็นได้จากกรณีกบฏผู้มีบุญภาคอีสาน ร.ศ.121 กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ ร.ศ.121 กบฏแขกเจ็ดหัวเมือง ร.ศ.121 แต่รัฐบาลก็สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้
การยกเลิกระบบไพร่ ทาส
รัชกาลที่ 5 ทรงเริ่มต้นขึ้นใน พ.ศ.2413 ภายหลังที่ครองราชสมบัติได้เพียง 2 ปี โดยทรงตั้งกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ใน พ.ศ.2413 และทรงคัดเลือกเอาบรรดาราชวงศ์และบุตรหลานขุนนางที่ได้ถวายตัว ทั้งผู้ใหญ่และเด็กเป็นจำนวนมากกว่าพันคน โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุรศักดิ์มนตรี (แสง)เป็นผู้บังคับการคนแรก
ผลของการยกเลิกระบบไพร่
ผลกระทบทางตรง คือ ฐานอำนาจของขุนนางที่มีไพร่อยู่ในสังกัด ทั้งอำนาจการควบคุมกำลังคนก็ตกอยู่ในพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยสิ้นเชิง ขุนนางไม่สามารถจะแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงานของไพร่อีกต่อไป
ผลกระทบทางอ้อม คือก่อให้เกิดการขยายตัวทางด้านธุรกิจการลงทุนมากขึ้น เพราะการเลิกระบบไพร่ได้ทำให้เกิดแรงงานเสรี ซึ่งจะสามารถสนองความต้องการแรงงานเสรีของระบบทุนนิยม ซึ่งกำลังเริ่มต้นในสังคมไทยภายหลังสนธิสัญญาบาวริงใน พ.ศ.2398 เป็นต้นมา และแรงงานเสรีจะเป็นแรงงานที่มีคุณภาพเพราะจะได้รับค่าตอบแทนจากนายจ้าง
การเสด็จประพาส
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงชื่นชอบการเสด็จประพาสยิ่งนัก พระองค์ทรงเสด็จประพาสทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ บางครั้งทรงปลอมพระองค์ทรงปลอมพระองค์เป็นสามัญชนบ้าง ปลอมเป็นขุนนางบ้าง เพื่อเสด็จดูแลทุกข์สุขของประชาชน
การเสด็จประพาสในประเทศ
5 สิงหาคม 2447 เสด็จทอดพระเนตรที่ว่าการเมือง
สุพรรณบุรี
วัดมหาธาตุ หลักเมือง และวัดป่าเลไลยก์
๑๔ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๒๓ ล่องลงมาตามลำน้ำเจ้าพระยาเสด็จประทับวัดปรมัยยิกาวาสครู่หนึ่ง แล้วเลยเสด็จประพาสสวนสะท้อนของนายบุตร ที่แม่น้ำอ้อมแขวงเมือง
นนทบุรี
๑๗ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๒๓ เสด็จจากวัดโชติกายารามเมืองราชบุรีเวลาเช้า กระบวนเสด็จถึง
ราชบุรี
เวลาเที่ยง จอดเรือพระที่นั่งที่บ้านเทศา
๒๔ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๒๓ เวลาเช้า เสด็จประทับเรือฉลอมไปทอดพระเนตรละมุที่ปากอ่าวแม่กลอง ประทับที่เมือง
เพชรบุรี
ฯลฯ
การเสด็จประพาสต่างประเทศ
ในปี พ.ศ. 2413 ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านเป็นครั้งแรก ทรงเลือกที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปในประเทศเพื่อบ้านใกล้เคียง ด้วยทรงต้องการที่จะเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้านในแถบอินโดจีนด้วย
ประเทศสิงคโปร์
ประเทศชวา
ประเทศอินเดีย
ประเทศพม่า
ประเทศอังกฤษ
ประเทศฝรั่งเศส
ประเทศเดนมาร์ก
ประเทศสวีเดน
ประเทศเบลเยี่ยม
ประเทศอิตาลี
ประเทศออสเตรเลีย
ประเทศฮังการี
ประเทศสเปน
ประเทศเนเธอร์แลนด์
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ประเทศอียิปต์
ประเทศเยอรมัน