Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 8 ภาษาและวัฒนธรรมเพื่อสันติ (Language and Culture for Peace),…
บทที่ 8
ภาษาและวัฒนธรรมเพื่อสันติ
(Language and Culture for Peace)
พฤติกรรมการสื่อสารแบบ Bully
การ Bully
คือ พฤติกรรมก้าวร้าวที่คนหรือกลุ่มคนที่มีความได้เปรียบ
ทางใดทางหนึ่งกระทำต่อผู้ที่เสียเปรียบหรืออ่อนแอกว่าอย่างต่อจนผู้ถูกกระทำรู้สึกแย่ เจ็บปวด หรือเกิดความเครียด ซึ่งการกระทาดังกล่าวอาจเป็นการใช้กำลัง
การใช้ถ้อยคำทำร้ายจิตใจ การใช้แรงกดดันทางเนื่องซ้ำๆสังคม การกีดกันริดรอนสิทธิหรือการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือการปฏิบัติใดๆ ก็ตามในทางลบ
การ Bully อาจแบ่งออกตามลักษณะความรุนแรงได้เป็นประเภทหลัก ดังไปนี้
การใช้กำลังบังคับหรือทำร้ายร่างกาย
การใช้คำพูดทำร้ายความรู้สึก
การกลั่นแกล้งทางสังคม
การกลั่นแกล้งทางโซเชียล หรือ Cyberbullying
การกลั่นแกล้งในที่ทำงาน
สัญญาณที่บ่งบอกว่าเด็กอาจกำลังถูก Bully
สัญญาณที่อาจบ่งบอกว่าลูกหรือเด็กในปกครอง
กำลังตกเป็นเหยื่อของการถูกกลั่นแกล้ง มีดังนี้
เด็กบอกว่าทำของหายบ่อย ๆ
มีร่องรอยบาดเจ็บหรือแผลฟกช้าตามตัว โดยไม่สามารถบอกสาเหตุได้อย่างชัดเจน
มีเพื่อนน้อย หรืออยู่ ๆ ก็มีเพื่อนน้อยลง
มีพฤติกรรมการกินผิดปกติอาจกินเยอะกว่าที่เคยเมื่อกลับจากโรงเรียน เนื่องจากถูกรังแกไม่ให้กินอาหารเที่ยง
เด็กดูเครียด หรือมีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ปวดท้อง ไม่อยากอาหาร ปัสสาวะรดที่ นอนทั้งๆที่เคยกลั้นได้แล้ว
มีอาการทางจิต เช่น หงุดหงิด วิตกกังวล ซึมเศร้า นอนไม่หลับ ฝันร้ายบ่อยครั้ง ดูเหนื่อยล้า ในตอนเช้า ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง ไม่เคยเห็นคุณค่าของตัวเอง ปลีกตัว เป็นต้น
หลีกเลี่ยงการเข้าสังคม ไปเรียนสาย ไม่อยากไปโรงเรียน ขาดเรียนบ่อย เกรดตก
หนีออกจากบ้าน ทำร้ายตัวเอง หรือคิดฆ่าตัวตาย
วิธีช่วยเหลือนักเรียนจากการถูก Bully
แนวทางปกป้องเด็กไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการ Bullyและการรับมือกับการ Bully ที่เกิดขึ้น มีดังนี้
พูดคุยกับลูกอย่างตรงไปตรงมา อาจให้สมาชิกในครอบครัวคนอื่นร่วมพูดคุยและแชร์ประสบการณ์การถูก Bully ด้วยกัน
พยายามให้นักเรียนรู้สึกดีกับตัวเอง ความมั่นใจและการเห็น
คุณค่าในตัวเองเป็นสิ่งสาคัญที่ ทำให้เด็กมีความกล้าและสามารถเผชิญหน้ากับการถูก Bully ได้
อย่าปล่อยให้นักเรียนเสี่ยงตกเป็นเหยื่อของการถูกกลั่นแกล้ง
สอนให้นักเรียนอยู่เป็นกลุ่มกับเพื่อน
สอนให้รู้จักรับมืออย่างกล้าหาญและใจเย็น
พูดคุยกับพ่อแม่ของนักเรียนที่เป็นผู้ Bully เพื่อให้ผู้ใหญ่รับทราบ
ปัญหาและหาแนวทางจัดการกับเรื่องดังกล่าวอีกแรง
ภาษาเพื่อสันติ
มนุษย์ทุกคนมีความกรุณาเป็นพื้นฐาน
ทุกศาสนาในโลกต่างพูดตรงกันว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีความดีงามภายใน
เบื้องหลังทุกการกระทำและคำพูดของมนุษย์ล้วนตอบสนองความต้องการลึก ๆ บางอย่าง
ใส่ใจและให้คุณค่ากับความต้องการของทุกฝ่าย เพื่อสร้าง
ความสัมพันธ์และความเข้าใจ ก่อนคิดแก้ไขปัญหาหรือทางออก
หลักกาลามสูตรกับสันติภาพ
อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา (มา อนุสฺสเวน)
อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสีบๆกันมา (มา ปรมฺปราย)
อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (มา อิติกิราย)
อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตารา หรือคัมภีร์ (มา ปิฏกสมฺปทาเนน)
อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก (มา ตกฺกเหตุ)
อย่าปลงใจเชื่อ เพราะอนุมาน (มา นยเหตุ)
อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (มา อาการปริวิตกฺเกน)
อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว (มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา)
อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ (มา ภพฺพรูปตาย)
อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา (มา สมโณ โน ครูติ)
ต่อเมื่อใด รู้เข้าใจด้วยตนว่า สิ่งที่ตัวเองได้ยินได้ฟังมาเหล่านั้น เป็นอกุศล
เป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษเป็นต้นแล้ว จึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น
หลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
เมตตากายกรรม
เมตตาวจีกรรม
เมตตามโนกรรม
สาธารณโภคิตา
สีลสามัญญตา
ทิฐิสามัญญตา
หากเราสามารถนาธรรมทั้ง 6 ข้อนี้มาใช้จะ
เกิดประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกันอย่างมากมาย
หลักการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม
เรียนรู้ความแตกต่าง โดยการเปิดใจให้กว้าง และพร้อมรับสิ่งใหม
ศึกษาวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา ภาษา ของชนกลุ่มอื่น ผ่านแหล่งความรู้ที่หลากหลาย และควรศึกษาด้วยใจที่เป็นกลางปราศจากอคต
เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
หรือกิจกรรมที่มีคนจากหลายวัฒนธรรม
มาทำกิจกรรมร่วมกัน
ยึดมั่นในขันติธรรม มีความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่าง
ปรับวิธีคิดและท่าทีให้เป็นกลาง สอดคล้องกับสภาพสังคมแห่งความหลากหลาย
คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน มีความยุติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติหรือให้สิทธิพิเศษเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
เคารพและให้เกียรติต่อความแตกต่างของเพื่อนร่วมสังคม โดยไม่เยาะเย้ยถากถางหรือลบหลู่ดูหมิ่น ความเป็นอัตลักษณ์ของกันและกัน
ไม่กระทำการที่ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและทางิตใจแก่เพื่อนร่วมสังคม ปฏิบัติตามหน้าที่ สิทธิเสรีภาพของตน โดยไม่ไปละเมิดสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพของผู้อื่น
Culture Shock
Culture Shock คือ อาการที่เกิดจากความไม่คุ้นเคย
กับสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม ซึ่งมักเกิดขึ้นกับผู้ที่ต้อง
ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะไปเรียน หรือไปทำงาน
สาเหตุของ Culture Shock อาจมีตั้งแต่การทักทายภาษากาย น้ำเสียงที่ใช้พูด การแสดงออกทางสีหน้า
ทัศนคติของคนในวัฒนธรรมนั้น
อาการ Culture Shock แบ่งออกเป็น4 ระดับ ได้แก่
ความตื่นเต้นช่วงแรก
อาการต่อต้าน
กระบวนการปรับตัว
สภาวะคงตัว
Culture Shock เกิดขึ้นจากความไม่คุ้นเคยทางวัฒนธรรม
ที่แปลกใหม่ ดังนั้นวิธีการรับมือ Culture Shock ก็คือการเปิดใจยอมรับวัฒนธรรมที่แตกต่าง พยายามเข้าใจความแตกต่าง
ทางวัฒนธรรม เพราะเราไม่สามารถไปแก้ที่ตัวคนที่มีวัฒนธรรมต่างจากเราได้ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องใช้ความเคยชิน
นางสาว วนิสรา กองเกียรติเจริญ
63031040161 Section.19