Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
กรณีศึกษาที่ 2 เรื่องการพยาบาลสตรีที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ - Coggle…
กรณีศึกษาที่ 2
เรื่องการพยาบาลสตรีที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
1.สตรีตั้งครรภ์รายนี้ควรได้รับการคัดกรองเบาหวานตั้งแต่ครั้งแรกที่มาฝากครรภ์หรือไม่ เพราะเหตุใด
ควรได้รับการคัดกรองตั้งแต่ครั้งแรกที่มาฝากครรภ์ เนื่องจากมีประวัติว่ามารดาของหญิงตั้งครรภ์เป็น โรคเบาหวาน
เกณฑ์อยู่ในระดับความเสี่ยง
ดังนี้
อ้วนมาก (BMI: มากกว่า 30)
เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
มีน้ำตาลในปัสสาวะ
ญาติสายตรงเป็นเบาหวาน
impaired glucose metabolism
น้ำหนักแรกคลอดบุตรมากกว่า 4,000 กรัม
อายุ (มากกว่า 30 ปี)
High blood pressure and pre-eclampsia
2.หากสตรีตั้งครรภ์รายนี้จําเป็นต้องได้รับการตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จะมีการตรวจอะไรบ้าง
1) การซักประวัติ : ประวัติการเป็นโรคเบาหวานในครอบครัว ประวัติการคลอดบุตร
2) การตรวจร่างกาย : รูปร่างอ้วน? ตรวจครรภ์ใหญ่กว่าปกติหรือไม่
3) การตรวจทางห้องปฏิบัติการ : ตรวจหาน้ำตาลในปัสสาวะ ตรวจหาระดับน้ําตาลในกระแสเลือด แบบ 2 ขั้นตอน
ตรวจครั้งแรกที่มาฝากครรภ์ โดยวิธี 50g GCT หากได้ผลว่าผิดปกติ ให้นัดมาตรวจด้วยวิธี 100g OGTT อีกประมาณ 3-4 วัน)
50 g Glucose challenge test (50g GCT) เพื่อคัดกรอง
100 g Oral glucose tolerance test (100g OGTT) เพื่อตรวจวินิฉัย
3.นักศึกษาคิดว่าสตรีตั้งครรภ์รายนี้ เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงหรือความเสี่ยงต่ำในการเป็นเบาหวานขณะ ตั้งครรภ์ เพราะเหตุใด
เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง เนื่องจากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน คือ มารดาของสตรีตั้งครรภ์เป็นเบา หวาน ซึ่งเป็นญาติสายตรง สตรีตั้งครรภ์รายนี้จึงมีความเสี่ยงสูง
4.ท่านควรแนะนำการเตรียมตัวเพื่อตรวจ 50g GCT และ 100 g OGTT แก่สตรีตั้งครรภ์รายนี้อย่างไรบ้าง
การตรวจคัดกรอง
50 g Glucose challenge test (50g GCT) เพื่อคัดกรอง
ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร
Plasma glucose เท่ากับ 140 มก/ดล หรือมากกว่า ถือว่าผิดปกติ
ถ้าผิดปกติให้ตรวจวินิจฉัยต่อด้วย 100 กรัม OGTT
การตรวจวินิจฉัย
100 g Oral glucose tolerance test (100g OGTT)
งดน้ำและอาหารมาก่อน อย่างน้อย 8-14 hr.
ผิดปกติตั้งแต่ 2 ค่าขึ้นไป
ถ้าผิดปกติตั้งแต่ 1 ค่า ขณะที่อายุครรภ์ 32 สัปดาห์ ควรให้นัดมาตรวจซ้ำ
สตรีตั้งครรภ์รายนี้เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือไม่ เพราะเหตุใด
เป็นเบาหวาน เนื่องจากพบว่า มี 100g OGTT ผิดปกติ 2 ค่าขึ้นไป และ FBS มากกว่าปกติ วินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ GDM A2
6.จงอธิบายพยาธิสรีรวิทยาของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ของสตรีรายนี้
7.ท่านคิดว่ามีปัจจัยใดบ้างที่หญิงตั้งครรภ์รายนี้เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
1.หญิงรายนี้มีอายุมาก คือ อายุ38ปี เมื่ออายุมากขึ้นเซลล์ในร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินน้อยลง จึงเพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวาน
2.ประวัติมีมารดาเป็นเบาหวาน
4.ในการตั้งครรภ์มีการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมน progesterone estrogens cortisolฮอร์โมนดังกล่าวไปยับยั้งการทำงานของอินซูลินทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
3.ผล 50 g GCTเท่ากับ 150 mg/dl มีค่าสูง ปกติไม่เกิน 140 mg/dl บ่งบอกถึงระดับน้ำตาลในเลือดสูง และแพทย์นัดตรวจ 100 g OGTT พบว่า FBS=100mg
1 hr-PPG = 170 mg 2 hr-PPG = 150 mg 3 hr-PPG = 130 mg
แปลผลโดยใช้เกณฑ์ carpenter ผิกปกติเพียง 1ค่า คือค่า FBS ควรนัดตรวจอีกครั้ง ตอน32สัปดาห์
8.หากระบุว่าสตรีตั้งครรภ์รายนี้เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์อย่างแน่นอน ในแต่ละครั้งที่มีฝากครรภ์สตรีตั้งครรภ์ควรได้รับการซักประวัติและประเมินเรื่องใดบ้าง
ซักประวัติเรื่องการควบคุมระดับน้ำตาล และอาหาร การปรับขนาดอินซูลิน และปัญหาต่างๆในระหว่าง การตั้งครรภ์
ประเมินในแต่ละครั้งของการฝากครรภ์ มีดังนี้
1.ประเมินเรื่องการควบคุมอาหาร
2.ประเมินการจดบันทึกการใช้อินซูลินและระดับน้ำตาล
3.ประเมินการการตรวจระดับน้ำตาล และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในค่าปกติ ในการมาฝากครรภ์ในแต่ละครั้ง
4.การติดตามสุขภาพทารกในครรภ์ (Fetal surveillance)
5.การประเมินน้ำหนักทารกในครรภ์ก่อนคลอด
9.ท่านคิดว่าสตรีตั้งครรภ์รายนี้ได้รับผลกระทบจากการเป็นเบาหวานแล้วหรือยังมีข้อมูลใดสนับสนุน
ข้อมูลสนับสนุน
ระดับยอดมดลูกไม่มีความสัมพันธ์กับอายุครรภ์
ผลกระทบด้านมารดาที่อาจจะเกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์
GDM
Abortion
Hypoglycemia
Preterm lobor
Gestational
Hypertension
Polyhydramnios
Infection
Diabetic ketoacidosis
Macrosomia
C/S
ผลกระทบด้านทารกที่อาจเกิดขึ้น
พิการ
dead fetus in utero
Macrosomia
IUGR
ได้รับบาดเจ็บจากการคลอดทางช่องคลอด
RDS
Neonatal
Hypoglycemia
Polycythemia
Hyperbilirubinemia
อายุครรภ์และความสัมพันธ์กับระดับยอดมดลูก
10.สตรีตั้งครรภ์รายนี้ควรได้รับการดูแลอย่างไรบ้าง
•การควบคุมอาหาร
•การออกกำลังกาย
•การรักษาด้วยอินซูลิน
•การทดสอบความพร้อมสมบูรณ์ของปอดทารกในครรภ์
•ตรวจครรภ์ทุก 1-2 สัปดาห์
•ตรวจติดตามการทํางานของไต
•ตรวจสุขภาพทารกในครรภ์
11.ท่านสามารถกำหนดข้อวินิจฉัยการพยาบาลและวางแผนการรักษาได้อย่างไรบ้าง
11.1) เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์
ข้อมูลสนับสนุน O:สตรีตั้งครรภ์มีภาวะ GDM A2
กิจกรรมการพยาบาล:
1.จัดท่านอนพักบนเตียงโดยให้ศีรษะสูงเล็กน้อย (Semi Fowler’s position) เพื่อช่วยให้มดลูกไม่ กดทับ Inferior vena cava และไม่เบียดกระบังลม ช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนได้ดีขึ้น
2.สังเกตอาการ หากพบอาการผิดปกติ เช่น อาการและอาการแสดงของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
คือ ใจสั่น วิงเวียนศีรษะ คล้ายจะเป็นลม เหงื่อออกมาก ตัวเย็น น้ำตาลในเลือดต่ำกว่า 80 mg/dl รายงานแพทย์
3.ประเมินสภาพทารกในครรภ์ โดยการฟัง FHS หากพบความผิดปกติ เช่น FHS มากกว่า 160 ครั้ง/นาทีหรือน้อยกว่า 120 ครั้ง/นาที หรือจังหวะไม่สม่ำเสมอ ให้ออกซิเจน 5ลิตร/นาที
เพื่อช่วย เพิ่มออกซิเจนให้แก่ทารกในครรภ์ และรายงานแพทย์
11.2) เสี่ยงต่อการมีภาวะ large for gestational age, LGA เนื่องจากมารดาเป็นเบาหวาน
ข้อมูลสนับสนุน:
O: สตรีตั้งครรภ์มีภาวะ GDM A2
:ระดับยอดมดลูกในweekที่ 25อยู่ในระดับ 2/4 >ระดับสะดือ
กิจกรรมการพยาบาล:
1.การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดมารดาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
2.แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีข้อห้ามในการออกกำลังกาย แบบแอโรบิค
3.ดูแลให้ได้รับ insulin ตามแผนการรักษา
11.3)สตรีตั้งครรภ์มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะสุขภาพของตนเองและทารกในครรภ์จากโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์
ข้อมูลสนับสนุน O: สตรีตั้งครรภ์มีภาวะ GDM A2
กิจกรรมการพยาบาล
1.แสดงความเป็นมิตร ปลอบโยนให้รู้สึกอบอุ่น คลายความกังวล เพื่อให้สตรีตั้งครรภ์คลายความ วิตกกังวล
2.ซักถามและเปิดโอกาสให้สตรีตั้งครรภ์ได้เล่าถึงสาเหตุความวิตกกังวล
3.อธิบายให้ทราบถึงลักษณะ อาการ สาเหตุ ผลของโรคต่อการตั้งครรภ์ และแนวทางการ รักษาพยาบาล
12.เมื่อเข้าสู่ระยะคลอด สตรีตั้งครรภ์รายนี้ ควรได้รับการดูแลอย่างไรบ้าง
ดูแลโดยให้คลอดปกติทางช่องคลอด
ในรายที่ได้รับอินซูลิน เมื่อเข้าสู่ระยะคลอด (active labor)
ตรวจระดับน้ำตาลก่อนให้สารน้ำ
ตรวจติดตามระดับน้ำตาลทุก 1 ชั่วโมง ให้มีค่าประมาณ 80-120 มก./ดล.
ให้Regular(short-acting)
ตรวจสอบการฉีกขาดของแผลฝีเย็บอย่างละเอียด
ประเมินอาการทารกแรกเกิดอย่างใกล้ชิด