Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย - Coggle Diagram
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย
1.สถานะของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย
1.1.โครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางถนน
ประเทศไทยมีเครื่องข่ายทางหลวงและถนนครอบคลุมทั้งประเทศอีกทั้งรัฐบาลยังมีนโยบายสร้างถนนเชื่อมถนนระหว่างภาค ส่วนโหนดมีอำนวยความสะดวกอยู่หลากหลายจุดและหลากหลายรูปแบบภายในประเทศ ปัจจุบันรัฐบาลได้ทำโครงการพัฒนาตามแนวชายแดนระหว่างประเทศพื้นบ้านเช่นลาวและเมียนมาร์เพื่อลองรับเส้นทางที่ในอนาคตประเทศเหล่านี้จะเป็นทางผ่านไปยังประเทศจีนตอนใต้ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีปัญหาเรื่องมลภาวะและการจราจรติดขัดที่ยังต้องแก้ไข
1.3.การขนส่งทางน้ำ
มีการขนส่งในประเทศซึ่งใช้แม่น้ำเจ้าพระยา บางปะกง ป่าสัก และอื่นๆ การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเช่นแม่น้ำโขงใช้ขนส่งได้หลายประเทศ การขนส่งตามเครือข่ายแนวชายฝั่งเช่นท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพ ปัญหาที่พบมักจะเกี่ยวกับด้านเวลาและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
1.5การขนส่งทางท่อ
Thappline และ FPT เป็นผู้ให้บริการท่อส่งน้ำมันสองราย ปัญหาคือการที่ต้องถึงปัจจัยเสี่ยงเช่นผู้ใช้รถใช้ถนน
1.4 การขนส่งทางอากาศ
ประเทศไทยมีสนามบินทั้งหมด 35 แห่ง มีคลังสินค้า 4 แห่งภายใต้การท่าอากาศแห่งประเทศไทย สายการบินของไทยไม่มีเครื่องบินขนส่งสินค้าท าให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น พื้นที่จัดเก็บความเย็นมีจำากัด การส่งออกจำนวนมาก อาจเกิดปัญหาได้
1.2.การขนส่งด้วยรถไฟ
มักขาดความลื่นไหลและอาจล่าช้า มีปัญหาและข้อจำกัด เช่น การเกิด อุบัติเหตุมักเกิดจากการส่งสัญญาณที่ติดขัด ขาดอุปกรณ์ป้องกัน มีความแออัด และตู้รถไฟไม่ เพียงพอต่อความต่อความต้องการ
แผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
2.1 แนวทางการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย
2.2แผนการในอนาคต
2.2.4. แผนอนาคตสำหรับการขนส่งชายฝั่ง เช่น การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกปากบารา
2.2.3. แผนอนาคตทางน้ำ มีการส่งเสริมการใช้การขนส่งทางน้ำให้ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติที่มีอยู่
2.2.5. แผนอนาคตสำหรับการขนส่งทางอากาศ เช่นโครงการพัฒนาการขนส่งทางอากาศ ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ โครงการก่อสร้างและปรับปรุงสนามบินเชียงใหม่และภูเก็ต
2.2.2. แผนอนาคตสำหรับรถไฟ เช่น การก่อสร้างบางส่วนของรางคู่แห่งชาติ การก่อสร้างทางคู่สำหรับรถไฟชายฝั่งตะวันออก โครงการก่อสร้างทางคู่เส้นทาง มาบตะเภา - ปากช่อง – นครราชสีมา การบำรุงรักษาทางรถไฟระยะที่ 4, 5 และ 6
2.2.6. แผนอนาคตสำหรับท่อ โครงการขยายการขนส่งทางท่อสองโครงการ เครือข่ายภาคเหนือและเครือข่ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
2.2.1. แผนในอนาคตสำหรับโครงสร้างพื้นฐานทางถนน เช่นโครงการปรับปรุงมอเตอร์เวย์ โครงการทางด่วนถนนกรุงเทพและปริมณฑล โครงการขยายทางหลวงสี่เลน เพื่อรองรับการเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน
ประเด็นสำคัญในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย
ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุความแออัดและความเสียหาย สุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม จากการปล่อยไอเสียและเสียงรบกวน
ข้อตกลงการขนส่งข้ามพรมแดนสำหรับการรวมตลาด
ประเทศไทยใช้การขนส่งทางถนนเป็นส่วนใหญ่ทำให้เกิดปัญหารรุมเร้า รัฐบาลจึง พยายามบังคับใช้นโยบายเปลี่ยนการขนส่งทางถนนไปสู่การขนส่งที่มีประสิทธิภาพและ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น ทางรถไฟและทางน้ำ
ข้อแนะนำนโยบาย
4.2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่ง มีองค์ประกอบที่สำคัญ 7 ประการในกลยุทธ์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการขนส่ง เช่น 1.สร้างมอเตอร์เวย์ระหว่างเมืองสำหรับทางเดินเหนือ - ใต้และตะวันออก – ตะวันตก 2.สร้างระบบรถไฟความเร็วสูงที่มีความเร็วขั้นต่ำอย่างน้อยกว่า200 กม. / ชม. เพื่อรองรับความต้องการในการขนส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ในอนาคต 3.พัฒนามอเตอร์เวย์ทางทะเลเพื่อตอบสนองความต้องการของการขนส่งสินค้า 4.พัฒนาท่าเรือน้ำลึกท่าเรือชายฝั่งและท่าเรือแม่น้ำเพื่อให้สามารถรับมือความต้องการในอนาคต 5.พัฒนาสนามบินระหว่างประเทศและภูมิภาคเพื่อให้สามารถตอบสนองความจ้องการในอนาคต 6.สร้างศูนย์โลจิสติกส์ในจุดชายแดนที่สำคัญและอื่น ๆ 7.สร้างศูนย์การขนส่งเพื่อการขนส่งผู้โดยสารเพื่อส่งเสริมการขนส่งสาธารณะ
4.1. การพัฒนาเอกสารนโยบาย รายงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เสนอแนะให้รัฐบาลจัดทำสมุดปกขาวโดยสรุปกลยุทธ์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับภาคการขนส่ง เอกสาร White Paper ควรระบุวัตถุประสงค์เป้าหมายกลยุทธ์และแผนการพัฒนาในระยะยาวรวมถึงการวางแผนโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ 15 ปีข้างหน้า ควรมีจุดมุ่งหมายเพื่อเตรียมแผนการลงทุนและแก้ไขปัญหาที่สำคัญเช่น การจัดการทรัพยากรมนุษย์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
4.3. กฎหมายข้อบังคับและกฎเกณฑ์ ต้องใช้กฎหมายอย่างถูกต้องและเคร่งคัดเช่นกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความสูงความกว้างความยาวและน้ำหนักของรถบรรทุกและกำหนดนโยบายการขนส่งเพื่อให้สอดคล้องกับแผนในอนาคต
4.4การเพิ่มการรวมภูมิภาคผ่านการขนส่งข้ามพรมแดน จะช่วยให้ประเทศที่เข้าร่วมสามารถเข้าถึงตลาดผลิตภัณฑ์ของตนได้ดีขึ้นและมีทางเลือกหลายหลายในการจัดหาและการขาย อีกทั้งจะสามารถจัดสรรและใช้ทรัพยากรของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น