Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
กรณีศึกษาที่ 1, ผู้ป่วยมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ - Coggle Diagram
กรณีศึกษาที่ 1
ข้อมูลเพิ่มเติมที่สำคัญ
การซักประวัติ
-อาการสำคัญเช่นไอหอบอาจมีภาวะซีดเขียวหรือหยุดหายใจอ่อนเพลียกินอาหารได้น้อยลง
-ประวัติ ANC
-ประวัติการคลอดเช่นการสำลักน้ำคร่ำกน้ำคร่ำขณะคลอดบาดเจ็บ CIS Preterm
-ประวัติการเลี้ยงดูจากผู้ดูแล
-ประวัติการเจ็บป่วยในอดีตของเด็กเช่นโรคประจำตัวการเจ็บป่วยในอดีตเกี่ยวกับทางเดินหายใจ
-ประวัติสิ่งแวดล้อมเช่นอยู่ในชุมชนที่แออัดมีฝุ่นละอองควันบุหรี่
-ประวัติการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ประวัติด้านโภชนาการเช่นการสำลักอาหารหรือนม
การตรวจร่างกาย
-ดูและฟังเสียงการเคลื่อนไหวของทรวงอกและปอด
-ดูลักษณะการหายใจ, chest pain, การดึงรั้งของผนังทรวงอกและการใช้กล้ามเนื้อเสริมช่วยในการหายใจ
-ประเมินอาการหายใจลำบากเช่นอกปุ่มเวลาหายใจเข้าการหายใจเร็วผิดปกติ
-ประเมินเสียงหายใจที่ผิดปกติ fine หรือ medium crepitation, rhonchi และ wheezing
-ทดสอบ capillary refill เพื่อประเมินการไหลเวียนของเลือด
-วัด Oxygen saturation เพื่อดูประสิทธิภาพของปอดในการลำเลียงออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือด
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
-การย้อมเสมหะหรือการส่งเสมหะเพาะเชื้อพร้อมทั้งประเมินปริมาณเสมหะลักษณะของเสมหะสีของเสมหะ
-การถ่ายภาพรังสีปอด
แนวทางการวินิจฉัยโรคและแผนการรักษาวิเคราะห์การให้ยาที่ได้รับแต่ละชนิดเป็นยาอะไรกล่มุใด ออกฤทธ์ิและมีการพยาบาลที่สำคัญ
การตรวจวินิจฉัย
1.การวินิจฉัยแยกโรค
1.1.ถ้าเกิดจากเชื้อแบคทีเรียจะมีไข้สูงซึมลงหายใจหอบ มีการหายใจลำบาก หดร้ังของกล้ามเน้ือช่วยหายใจ ปอดมีเสียง crepitation ผล X-ray ปอดจะพบ Lobar Consolidation ผลการตรวจเลือด CBC จะพบ WBCมากกว่า 15,000ลบ.มม. การดำเนินโรคแบบเฉียบพลัน
1.2. เชื้อไวรัสจะมีไข้สูงได้ ไอ มีน้ำมูก หายใจดัง พบเสียงปอดผิดปกติคือ crepitation มี wheezing มี hyp erinflation ร่วมกับ bilateralinterstitialinfiltration ผลการการตรวจเลือดWBC อาจปกติหรือสูง เล็กน้อยการดำเนินโรคแบบเฉียบพลัน
2.การตรวจเลือดหรือจำนวนเม็ดเลือดขาวและการส่งเพาะเชื้อในรายที่สงสัยมีการติดเชื้อแบคทีเรีย
[[3.การส่งเสมหะย้อมหรือเพาะเชื้อจากโพรงจมูกอาจ ไม่ได้ช่วยเท่าไหร่เนื่องจากมีการเจริญเติบโตในเด็ก เป็นปกติ) :
4.การตรวจหา Antigen ของไวรัสจาก nasopharynge al aspirate ช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคไวรัส
5.การตรวจทางรังสีวิทยาถ้าเป็นเชื้อแบคทีเรียจะมีลักษณะเป็น lobarConsolidation หรือ alveolarinfil trates อาจพบ plural effusion emphysema เป็นภาวะแทรกซ้อนถ้าเป็นลักษณะการติดเชื้อไวรัสจะ พบภาพรังสีทรวงอกเจอ interstitial infiltrates
การรักษา
4.Supportive treatment เช่น การให้ยาขยายหลอดลมยาละลายเสมหะ ยาลดไข้ เช่น ยาลดไข้กลุ่ม acetaminophenการ ให้ยาแก้ไข antitassives ต้องให้อย่างระมัด ระวัง
5.การให้ยาปฏิชีวนะในรายท่ีรุนแรงหรือสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรีย กลุ่มยาฉีด เช่น ampicillin, cefotaxime, ceftriaxone หรือ gentamicin ข้ึนอยู่กับเชื้อที่สงสัยหรือตรวจพบพยาธิสภาพ ที่เกิดหรือแหล่งของการติดเชื้อ เช่นถ้าเป็นชนิดติดเชื้อในชุมชน บริหารยาให้ ampicillin 150-200 mg / kg / day luvão 4 doses inilunsadəlulsuwununa gentamicin 7.5 mg / kg / day แบ่งให้ 3 dosesในเด็กอายุน้อยกว่า 5ปีมากกว่า 5ปีให้6-7.5mg/kg| dayหรืออาจจะให้AmikacinหรือCefazidimeเป็นต้น
3.การให้สารน้ำให้เพียงพอ แนะนำให้ดื่มน้ำมาก ๆ ในรายที่มีอาการหอบมากพิจารณาให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำและงดให้กินทางปาก และนอกจากน้ีเด็กยังเสี่ยงต่อการสำลักอาหารแต่พยายามหลีกเลี่ยงวิธีการใส่สายให้อาหาร เนื่องจากหายใจยากอยู่แล้วติดตามค่าเกลือแร่ เนื่องจากเด็กมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะ SIADH
7.การทำกายภาพบำบัดไม่ค่อยมีผลต่อการหายของโรคและระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลเท่าไหร่ในผู้ป่วยเด็กจากการประเมินจากไข้ระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลและผลการตรวจทางรังสีวิทยา
2.การควบคุมการติดเชื้อแพร่กระจายเชื้อ เน้นเรื่องการล้างมือ การป้องกันเสมหะ
6.Viral pneumonia ไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ ยกเว้นมีภาวะแทรกซ้อนติดเชื้อแบคทีเรียเพิ่มเข้ามา การติดเชื้อ influenza virus อาจมีการให้ต้านไวรัส เช่น oseltamivir เร็วที่สุด
1.การรักษาทั่วไปให้ออกซิเจนในรายที่มีการหายใจเร็ว มีหายใจหอบเขียวประเมินติดตามความจำเป็นหรือข้อบ่งชี้ในการใช้เครื่องช่วยหายใจหรือการใช้ท่อช่วย หายใจในรายที่มีการหายใจล้มเหลว
ยา
• Ceftriaxone กลุ่มยา Cephalosporin
การพยาบาล
1.ผู้ใหญ่ฉีดยาเข้าเส้นเลือด 1 กรัม หรือใช้วิธีหยดยาเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ 2-4 นาทีในรายที่มีการติดเชื้อรุนแรงเพิ่มปริมาณเป็น2-4กรัมทุกวัน วันละคร้ัง
2.เด็กอายุ12ปีหรือต่ำกว่า ฉีดยาเข้าเส้นเลือดท่ีมีความเข้มข้นยา20-50มิลลิกรัม/กิโลกรัม วันละคร้ังหรือ80 มิลลิกรัม / กิโลกรัม ในรายที่มีการติดเชื้อรุนแรงหากให้ยา 250 มิลลิกรัม / กิโลกรัมควรหยดเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ อย่างน้อย 30 นาที
3.เด็กแรกเกิดปริมาณยาสูงสุด50มิลลิกรัม/กิโลกรัมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆให้นานกว่า60นาทีต่อวัน
กลไกการออกฤทธ์ิ
ตัวยามีฤทธ์ิเข้าจับกับ penicillin-bindingprotein(PEPS)ที่จะยับยั้งกระบวนการทรานส์เปปทิเดชั่นในตอนสุดท้ายของการสังเคราะห์เปปทิโดไกลแคนของผนังเซลลข์องแบคทีเรีย
เป็นผลให้ยับยั้งสารชีวสังเคราะห์ของผนังเซลล์แบคทีเรียและหยดุการประกอบโครงสร้างของผนังเซลลเ์ซฟไตรอะโซน(Ceftriaxone)
มีฤทธ์ิในการต้านเชื้อที่กว้างในแบคทีเรียท่ีมีเอนไซมเ์บต้าเเลคแตม เพื่อทำลายยา พบว่า เซฟไตรอะโซน มีความคงตัวมากที่สุด
ข้อบ่งใช้
รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียได้หลายโรค เช่น หูชั้นกลางอักเสบ เยื่อบุหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดอักเสบ
ผลข้างเคียง
มีอาการบวมแดง เจ็บปวดในบริเวณที่ฉีดยา ท้องร่วงหรือคลื่นไส้อาเจียนเล็กน้อย ปวดศีรษะมึนงง
• Ventolin กล่มุยา Short Acting β2-Agonist (ยาขยายหลอดลมที่ออกฤทธ์ิกระตุ้น เบต้า 2 บริเวณหลอดลมชนิดออกฤทธ์ิสั้น )
กลไกการออกฤทธ์ิ
ออกฤทธ์ิโดยกระตุ้นเอนไซม์ อะดีนิลไซเคลส (adenylcyclase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่กระตุ้นการสร้างไซคลิกอะดีโนซีน -3’ , 5’- โมโนฟอสเฟต (cyclic adenosine -3’ , 5’- monophosphate ; cAMP)
นำไปสู่การกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์โปรตีนไคเนสชนิดเอ (protein kinase A) ซึ่งจะยับยั้งการเกิดกระบวนการฟอสโฟรีเลชั่นของไมโอซีน
ซึ่งเป็นอนุพนัธ์ที่ส่งผลต่อการหดตัวของกล้ามเน้ือและลดระดับความเข้มข้นของแคลเซียมไอออนภายในเซลล์เป็นผลใหเ้กิดการคลายตัวของกล้ามเน้ือเรียบ
ข้อบ่งใช้
ยา Ventolin ใช้สำหรับอาการหดของหลอดลมในผู้ป่วยโรคหืดหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ถุงลมโป่งพองหายใจลำบากเฉียบพลัน หืดเฉียบพลันชนิดรุนแรง
ยาในรูปแบบ evohaler พ่นหน่ึงถึงสองคร้ัง สี่คร้ังต่อวัน ยาในรูปแบบ nebulizer ขนาดการใช้ยาในผู้ใหญ่และเด็กขนาดเริ่มต้น 2.5 มิลลิกรัม สามารถเพิ่มขนาดยาได้ถึง 5 มิลลิกรัมวันละสี่คร้ัง ขนาดยาสูงสุดในผู้ใหญ่คือ 40 มิลลิกรัม
อาการไม่พึงประสงค์
กล้ามเน้ือลายสั่น หลอดเลือดส่วนปลายขยาย เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ปวดศีรษะ ตะคริว ภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ
ในเด็กหลอดลมเกิดภาวะหดเกร็ง เมื่อใช้ยาในรูปแบบยาสูด จะทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ
ฤทธ์ิข้างเคียงและอาการไม่พึงประสงค์
1.ยาน้ีหากใช้ในขนาดและวิธีการรักษาที่ถูกต้องจะไม่มีอาการข้างเคียง หรือ อาการพิษที่รุนแรง
2.อาจมีอาการผื่นข้ึน หากมีอาการแพ้ยา ทำให้มีผื่นข้ึนตามผิวหนัง อาการลมพิษและคัน
Paracetamol กลุ่ม Analgesics/อะนัลเจสิค
กลไกการออกฤทธิ์
(เป็นยาท่ีมีฤทธ์ิยับยั้งการสร้างพรอสตาแกลนดิน(Prostaglandins)ในสมองสามารถลดไข้ แก้ปวด แต่มีฤทธ์ิอ่อนมากในการต้านการอักเสบ และไม่มีผลต่อการทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร)
ข้อบ่งใช้
ใช้ระงับอาการปวดทั่วไปที่ไม่รุนแรง เช่น ปวดศีรษะ ปวดฟัน ปวดเมื่อยกล้ามเน้ือ ปวดบาดแผล และใช้ทดแทน Aspirin ในผู้ป่วยที่แพ้หรือใช้ยา Aspirin ไม่ได้ เช่นผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ผู้ที่เลือดออกนานผิดปกติ
ใช้ลดไข้ เช่น ไข้ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคที่เรีย หรือไวรัส หรือมีภาวะอักเสบ (Inframmation) :
บรรเทาอาการปวดในผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม ขนาดและวิธีการใช้ยา
ผู้ใหญ่ รับประทานคร้ังละ 1 -2 เม็ด (500 mg) ถ้าไม่หายทานซ้ำได้ทุก 4 - 6 ชั่วโมง จนกว่าจะทุเลา สูงสุดไม่เกิน 4000 mg / วัน
ชนิดฉีด ฉีดเข้ากล้ามเน้ือ คร้ังละ 1/2 ถึง 1 หลอด
เด็ก (อายุต่ำกว่า 12 ปี ) รับประทานครั้งละ 10 - 15 mg / Kg / Dose ตัวอย่าง เช่น เด็ก น้ำหนักตัว 12 กิโลกรัม ควรให้ยา 120 mg ต่อคร้ัง ยาพาราเซตามอลชนิดน้ำเชื่อม มีตัวยา 120 mg/5ml จึงให้ยาจำนวน 5ml หรือคิดเป็น1ช้อนชา(1ช้อนชา=5ml)
ฤทธ์ิระงับปวด
มีฤทธ์ิระงับปวดในระดับความรุนแรงต่ำ หรือปานกลาง เช่นปวดศีรษะ ปวดข้อ ปวดกล้ามเน้ือ ฯลฯ แต่ ไม่มีผลในการรักษาความเจ็บปวดรุนแรงปวดแผลผ่าตัด ปวดอวัยวะภายในช่องท้อง กลไกกรออกฤทธ์ิระงับปวดผ่าน
สมองออกฤทธ์ิโดยตรงที่Hypothalamus ทำให้ลดความเจ็บปวดโดยไม่เกิดอาการเปลี่ยนแปลงทางจิตผ่านระบบประสาทส่วนปลาย ออกฤทธ์ิโดยการสังเคราะห์ Prostaglandin และ Bradykinin ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด
ฤทธ์ิในการลดไข้
ผ่านสมองออกฤทธ์ิโดยตรงท่ีศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในHypothalamus ทำให้เพิ่มการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกาย ด้วยวิธีการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดท่ีผิวหนัง และเพิ่มการขับเหงื่อ แต่ไม่มีฤทธ์ิยับยั้งการสร้างความร้อนของร่างกาย ลดการสังเคราะห์
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
แนวทางในการป้องกันการติดเชื้อในเด็ก
1)การล้างมือบ่อย ด้วยน้ำสบู่ และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนที่จะสัมผัสกับทารกหรือเด็กเล็ก
2)ใช้กระดาษทิชชู่ปิดปากเมื่อมีการไอหรือจามแล้วรีบล้างมือให้สะอาด หรือสวมหน้ากากอนามัย ในขณะที่อุ้มเด็กทารก และเปลี่ยนหน้ากากอนามัย อันใหม่เมื่อรู้สึกว่ามีความชื้นหรือเปียกที่หน้ากากอนามัย
3)หลีกเลี่ยงการนำทารกที่อายุน้อยกว่า 6 เดือนทารกคลอดก่อนกำหนด หรือทารกที่อายุน้อยกว่า1ขวบ ที่มีโรคปอดเรื้อรังหรือโรคหัวใจไปในชุมชนหรือบริเวณที่มีคนหนาแน่นโดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อ RSV (ช่วงเดือนพฤศจิกายน)
4)นำเด็กเล็กออกห่างจากผู้ที่มีไข้หรือติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
5)กรณีที่จำเป็นต้องส่งบุตรหลานไปเลี้ยงที่ Nursery/Daycare ควรเลือกสถานที่ที่มีจำนวนเด็กค่อนข้างน้อย
6)หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ในการบริเวณบ้าน หรือการพาทารกไปอยู่ในบริเวณที่มีการสูบบุหรี่ เนื่องจากควันบุหรี่จะทำให้เด็กมีอาการรุนแรงขึ้นเมื่อมีการติดเชื้อ RSV
น้ำหนึ่ง เหนี่ยงจิตต์.(2563).อันตรายจากการติดเชื้อไวรัส RSVในเด็กเล็ก.Royal Thai Air Force Medical Gazette,3,96-100.
การมีส่วนร่วมในการป้องกันการติดเชื้อ
จากงานวิจัยพบว่าพยาบาลต้องมีส่วนร่วมในการลดการติดเชื้อ มีความสามารถในการประเมินความเสี่ยงของการทำงานระบบทางเดินหายใจ สามารถประเมินสภาพแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน บ้าน เพื่อป้องกันการติดเชื้อในเบื้องต้น รวมถึงการสอนครอบครัวในการให้เด็กเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ก่อให้เกิดการแพ้ เช่น เกสรดอกไม้ สภาพอากาศที่หนาว เป็นต้น
Maureen George ,Jean-Marie Bruzzese , Lea Ann Matura.(2017).Climate Change Effects on Respiratory Health: Implications for Nursing.Journal of Nursing Scholarship,6,644-652.
สาเหตุ+พยาธิสภาพ
เด็กหญิงไทยอายุ 10 เดือน
ติดเชื้อเเบคทีเรีย Streptococcus pneumoniae Group A beta streptococci
เชื้อเข้าสู่ปอด
Fluid in the lung
In flammation in the interstitial spaces,
The alveoli and often the bronchioles
Lung defenses including inflammation
air way damage
Inflamation response
1 more item...
Resolution infection
Hypothalamus set point
2 more items...
Ceftriaxone 400 mg v OD
(50 mg/kg/day)
ติดเชื้อไวรัส
Influenza virus
Respiratory Syncytial virus (RSV)
หลักการบําบัดทรวงอกมีความจําเป็นหรือไม่
จะทําในกรณีใดบ้าง และมีหลักการทําอย่างไร
มีความจำเป็น
วัตถุประสงค์
ทำให้การแลกเปลี่ยนก๊าซมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ลดการติดเชื้อ อันเนื่องจากการสะสมและคั่งค้างของเสมหะ
ส่งเสริมให้ทางเดินหายใจโล่ง ป้องกันการคั่งค้างของเสมหะ ส่งเสริมให้มีการเคลื่อนตัวของเสมหะออกจากหลอดลม ทำให้กระบวนการไอดีขึ้น
ข้อบ่งชี้ในการทำกายภาพบำบัดทรวงอก
มีเสมหะเหนียวข้นและมีปริมาณมากเช่น pneumonia, lung absess
ใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นเวลานานนอนบนเตียงนาน ๆ เช่น เด็กที่เป็นสมองพิการอัมพาต
มีภาวะปอดแฟบ (Atelectasis) เนื่องจากเสมหะอุดกั้น
ทางเดินหายใจ
พิการ แต่กำเนิดเช่นไส้เลื่อนกระบังลม
หลังถอดท่อช่วยหายใจใหม่ ๆ เพื่อป้องกันปอดแฟบ
ทารกแรกเกิดหรือเด็กเล็กที่มีเสมหะไม่สามารถไอ
เอาเสมหะออกเองได้
ทารกที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง (bronchopulmonary dysplasia), สูดสำลักน้ำคร่ำ (meconium aspiration )
Chest physiotherapy
การจัดท่าทาง (positioning) เพื่อทำให้เกิดการขยายตัวในส่วนต่างๆของปอดดีขึ้น
และกระตุ้นพัฒนาการด้านความตึงตัวของกล้ามเนื้อในการงอ
ท่าที่ 1 ปอดกลีบซ้ายบนส่วนยอด
จัดให้เด็กอยู่ในท่านั่งเอนตัวมาข้างหลังประมาณ 30°เคาะบริเวณด้านบน เหนือทรวงอกด้านซ้าย ระหว่างกระดูกไหปลาร้าและกระดูกสะบัก
ท่าที่ 2 ปอดกลีบซ้ายบนด้านหลัง
จัดท่าให้เด็กนั่งคร่อมตัวมาทางด้านหน้าเล็กน้อย (30°) บนแขนของผู้ให้การบำบัด เคาะบริเวณด้านหลังตอนบนเหนือกระดูกสะบัก ระหว่างกระดูกต้นคอและหัวไหล่
ท่าที่ 3 ปอดกลีบซ้ายบนด้านหน้า
จัดท่านอนหงายราบ เคาะบริเวณเหนือราวนมต่ำจากกระดูกไหปลาร้าเล็กน้อย
ท่าที่ 4 ปอดกลีบซ้ายส่วนกลาง
จัดท่าให้ศีรษะต่ำลงประมาณ 15° และตะแคงด้านซ้ายขึ้นมาประมาณ ? จากแนวราบ และเคาะบริเวณราวนมด้านซ้าย
ท่าที่ 5 ปอดกลีบซ้ายล่างส่วนชายปอดด้านหน้า
จัดให้เด็กนอนตะแคงกึ่งคว่ำหน้า ศีรษะต่ำ 30°ประคองทรวงอกบริเวณชายโครงด้านซ้ายหงายขึ้นมา เล็กน้อยเคาะบริเวณเหนือชายโครงด้านข้างตอนหน้าต่ำจากราวนมลงมาเล็กน้อย
ท่าที่ 6 ปอดกลีบซ้ายล่างส่วนชายปอดด้านข้าง
จัดท่าศีรษะต่ำ 30o นอนตะแคงเกือบคว่ำเคาะบริเวณด้านข้างเหนือชายโครงระดับเดียวกับท่าที่ 5 ใต้ต่อรักแร้ของเด็ก
j
ท่าที่ 7 ปอดกลีบซ้ายล่างส่วนหลัง
จัดท่าศีรษะต่ำ 30° นอนคว่ำ เคาะบริเวณด้านหลังต่ำจากกระดูกสะบักลงมาในระดับเดียวกับชายโครงด้านหน้า
การสั่นทรวงอก (vibration) เป็นการช่วยให้เสมหะเคลื่อนตัวออกจากหลอดลมเล็กสู่หลอดลมใหญ่ในเด็กโต
ใช้มือข้างเดียวหรือสองข้างวางซ้อนกันวางราบบนผิวหนังบริเวณทรวงอกในเด็กเล็กใช้นิ้วมือนิ้วมือทั้งสี่นิ้ว
และในทารกหรือทารกแรกเกิดใช้ปลายนิ้วมือโดยทำปลายนิ้วมือสั่นในขณะหายใจออกหรือทำการสั่นสะเทือน
ด้วยเครื่องมือเช่นเครื่องนวดตัวหรือนวดหน้าใช้ในเด็กโตแปรงสีฟันไฟฟ้าใช้ในทารกและเด็กเล็ก
การเคาะทรวงอก (percussion) เป็นวิธีการที่ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนบริเวณทรวงอกแรงสั่นสะเทือน
จะผ่านไปยังหลอดลมทำให้เสมหะที่ติดอยู่ผนังหลอดลมหลุดออกโดยการทำมือให้เป็นลักษณะคุ้ม
นิ้วแต่ละนิ้วชิดกัน (cupped hand) เคาะขนานกับกระดูกซี่โครงในทารกแรกเกิดใช้ปลายนิ้วชนกันแล้วเคาะ
โดยใช้มือเคาะเบา ๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอหรือใช้แก้วยาขนาดเล็กหรือส่วนหัวของสเตทโตสโคปเคาะแทนมือ
ได้บริเวณที่ทำการเคาะควรรองด้วยผ้าบาง
การจัดท่าเพื่อระบายเสมหะ (postural drainage) เป็นวิธีการอาศัยแรงโน้มถ่วง
ของโลกทำให้หลอดลมของปอดส่วนที่จะทำการระบายเสมหะอยู่ในแนวดิ่งเพื่อให้เสมหะ
สามารถเคลื่อนตัวตามแรงโน้มถ่วงของโลกจะทำให้เสมหะไหลออกจากหลอดลมเล็ก
สู่หลอดลมใหญ่ในทารกแรกเกิดและทารกนิยมจัดท่าร่วมกับการเคาะและการสั่นทรวงอก
ผู้ป่วยมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
ข้อมูลสนับสนุน
มีเสมหะมาก,มีไข้ 38.6 องศาเซลเซียส,RR 66 bpm, PR 156 bpm, ฟังเสียงปอดพบ crepitation upper lobe RT. Lung, WBC 15,500 cell / mm,Neutrophil 89%,Lymphocyte 19%, CXR พบ infiltration Lt upper lobe
เป้าหมายการพยาบาล
ผู้ป่วยไม่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
เกณฑ์การประเมินผล
ผล CXR ไม่พบ infiltration Lt upper lobe
ค่า neutrophil ปกติ (50 - 70 %)
ฟังเสียงปอดไม่พบ crepitation upper lobe RT เสียงปอดปกติ
PR อยู่ในเกณฑ์ปกติ (80 - 140 bpm)
ค่า Lymphocyte ปกติ (20-40%)
ค่า WBC ปกติ (4000 -11000 cell/mm3)
RR อยู่ในเกณฑ์ปกติ (30 - 50 bpm)
ผู้ป่วยไม่มีไข้ BT อยู่ในเกณฑ์ปกติ (36.5 - 37.5 องศาเซลเซียส)
ผู้ป่วยไม่มีเสมหะหรือเสมหะลดลงจากเดิม
กิจกรรมการพยาบาล
2.ล้งมือก่อนให้การพยาบาลผู้ป่วย พื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ผู้ป่วย
1.ประเมินสภาพร่างกายก่อนทำกิจกรรมการพยาบาล เพื่อ วางแผนการพยาบาลที่ถูกต้อง
3.ดูแลทำความสะอาดช่องปากของผู้ป่วย เพื่อลดการสะสมของเชื้อ และ แบคทีเรีย