Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
บทที่ 2 การดูแลผู้คลอดเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดในระยะคลอด (โดยไม่ใช้ยา)…
บทที่ 2 การดูแลผู้คลอดเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดในระยะคลอด (โดยไม่ใช้ยา) และการส่งเสริมสุขภาพในระยะคลอด
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดในระยะคลอด
การเจ็บครรภ์เกิดจากการหดรัดตัวของมดลูก และการถ่างขยายของปากมดลูกตลอดเวลา ความปวดที่เกิดขึ้นจะหายไปเมื่อสิ้นสุดกระบวนการคลอด นอกจากนี้แล้วกลไกอาการเจ็บครรภ์ยังสามารถอธิบายได้จากทฤษฎีต่าง ๆ ในร่างกาย
ทฤษฎีการยืดขยายของมดลูก (uterine stretch theories)
เชื่อว่าการคลอดจะเริ่มต้น เมื่อมดลูกมีการยืดขยายถึงจุดสูงสุด เกิดกระบวนการมีการทำงานประสานกันของมดลูกส่วนบนและส่วนล่าง
ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนระหว่าง Estrogen และ progesterone
เกิดจากในระยะท้าย ๆ ของการตั้งครรภ์ โดยจะมี estrogen ในเลือดมากขึ้น กระตุ้นให้ Alpha receptor ทำงานมากขึ้นส่งผลให้กล้ามเนื้อมดลูกหดรัดตัวและเกิดการเจ็บครรภ์คลอด
ทฤษฎีกระตุ้นฮอร์โมน Oxytocin
เชื่อว่าการคลอดเป็นภาวะเครียดของร่างกาย ทำให่ต่อมใต้สมองส่วนหลังของผู้คลอดหลั่ง Oxytocin ออกมามากขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง Oxytocin receptor ในกล้ามเนื้อมดลูกก็จะทำงานทำให้เกิดการหดรัดตัวของมดลูก
ทฤษฎีการหลั่งฮอร์โมน Protasglandin
เชื่อว่าต่อมหมวกไตของทารกจะหลั่งสารที่กระตุ้นให้เยื่อหุ้มทารกชั้น chorion และ amnion รวมทั้ง decidual ของผู้คลอดสร้าง Prostaglandin ออกมา ส่งผลให้มีการหดรัดตัวของมดลูกและมีอาการเจ็บครรภ์คลอดตามมา
ปฏิกิริยาและการตอบสนองต่อความเจ็บปวดผู้คลอดและทารกในครรภ์ในระยะคลอด
ปฏิกิริยาและการตอบสนองต่อความเจ็บปวดในระยะคลอดของผู้คลอด
ปฏิกิริยาเฉพาะที่
มดลูกหดรัดตัวปล่อย prostaglandin กระตุ้นปลายประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวด เนื้อเยื่อหลั่งสาร bradykinin และ histamine ทำให้มดลูกไวต่อความเจ็บปวด ทำให้มีการตอบสนองบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย
ระดับไขสันหลัง มี reflex ทำให้กล้ามเนื้อลายและหลอดเลือดหดตัว ขาดเลือดมาเลี้ยง ส่งผลให้เกิด anaerobic metabolism ส่งผลให้เกิด lactic acid และ local acidosis ทำให้เจ็บปวดกล้ามเนื้อระบบทางเดินอาหาร ระบบขับถ่ายลดลง
ระดับเหนือไขสันหลัง มีการกระตุ้น autonomic center ในไฮโปธาลามัสเร่งการทำงานของประสาทซิมพาเธติคให้หลั่ง epinephrine เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจและความดันโลหิตสูงขึ้นถ้าเจ็บมากและเจ็บนาน จะกระตุ้นการทำงานของพาราซิมพาเธติค ส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตลดลง หลอดเลือดส่วนปลายขยายตัว อาจทำให่ช็อคได้
ระดับเปลือกสมอง ทำให้เกิดปฏิกิริยา ดังนี้
ปฏิกิริยาทางจิตทำให้วิตกกังวล กล้ว เศร้า โกรธ มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านอารมณ์ เปลี่ยนแปลงจากปกติ หงุดหงิด โมโหง่าย ไม่มีสมาธิ กระสับกระส่าย
ปฏิกิริยาทางจิตสรีระ ได้แก่ พฤติกรรมด้านน้ำเสียง ด้านการเคลื่อนไหว
ปฏิกิริยาและการตอบสนองต่อความเจ็บปวดด้านทารกในครรภ์
ขณะเจ็บครรภ์ เกิด fetal distress ทารกชดเชยโดยการเพิ่ม cardiac output ถ้าขาดออกซิเจนนานอัตราการเต้นของหัวใจทารกมีภาวะ late deceleration สมองของทารกอาจได้รับความกระทบกระเทือนจากการหดรัดตัวของมดลูก
การยับยั้งการส่งพลังประสาทความเจ็บปวดไปยังสมอง
การทำงานของใยประสาทการรับรู้ของใยประสาทขนาดใหญ่และขนาดเล็ก
โดยพลังประสาทจากใยประสาทขนาดเล็ก จะทำหน้าที่เปิดประตู ส่วนพลังประสาทจากใยประสาทขนาดใหญ่ (อยู่บริเวณใต้ผิวหนัง) จะทำหน้าที่ปิดประตู การลูบ นวด หรือที่ผิวหนังจึงลดความเจ็บปวดได้
การส่งสัญญาณจากเรติคูลาร์ฟอร์เมชั่นในก้านสมอง
มีการปรับสัญญาณที่เข้าและออก ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทำให้ประตูปิด เช่น การเบี่ยงเบนความสนใจอาจยับยั้งความเจ็บปวดได้
การส่งสัญญาณจากเปลือกสมองและธาลามัส
กระบวนการสติปัญญา (Cognitive) และความรู้สึกหรืออารมณ์ (affective) เช่น ความเชื่อของบุคคล ประสบการณ์ความเจ็บปวดในอดีต
แนวทางการบรรเทาการเจ็บครรภ์คลอดจากหลักฐานเชิงประจักษ์
ด้านจริยธรรมและสิทธิผู้คลอด
ควรมีวิธีการบรรเทาปวดให้ผู้คลอดได้ตัดสินใจเลือกวิธีการที่ได้ผลดีที่สุดสำหรับตัวเอง
ผู้คลอดทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการประเมินอาการปวดที่เหมาะสม
ผู้คลอดทุกคนมีสิทธิในการได้รับการจัดการอาการปวดที่เหมาะสม
ผู้คลอดและครอบครัวมีสิทธิที่จะได้รับความรู้เกี่ยวกับการเจ็บครรภ์คลอด กระบวนการคลอดที่เพิ่มการเจ็บครรภ์คลอด และวิธีการบรรเทาการเจ็บครรภ์
ด้านการประเมินความเจ็บปวด
ประเมินอาการเจ็บครรภ์ตั้งแต่แรกรับผู้คลอดไว้ในหน่วยคลอด
ใช้เครื่องมือประเมินการเจ็บครรภ์ที่โดยใช้การรายงานอาการเจ็บครรภ์จากความรู้สึกของผู้คลอด
แนวปฏิบัติในการบรรเทาการเจ็บครรภ์คลอดจากหลักฐานเชิงประจักษ์
วิธีการไม่ใช้ยา/ ใช้ร่วมกับใช้ยา
การเตรียมความรู้ก่อนคลอด (Childbirth education)
เนื้อหาความรู้ที่ให้แก่ผู้คลอด ผู้ดูแล หรือญาติและครอบครัว และเจ้าหน้าที่ในทีมการดูแลผู้คลอดเกี่ยวกับ
ลักษณะปวด ความรุนแรง ความแรงที่สัมพันธ์กับระยะการรอคลอด
เครื่องมือที่ใช้ประเมินการเจ็บครรภ์และแนวทางการรายงานการเจ็บครรภ์ให้เจ้าหน้าที่ในทีมสุขภาพที่ดูแลผู้คลอด
การมีส่วนร่วมของครอบครัว
การพยาบาลเพื่อบรรเทาการเจ็บครรภ์ทั้งการใช้ยาและไม่ใช้ยา
การวางแผนการพยาบาลเพื่อบรรเทาจากการเจ็บครรภ์ร่วมกันระหว่างผู้คลอด ผู้ดูแล
โปรแกรมการใช้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ในทีมสุขภาพ
การประเมินการเจ็บครรภ์
วิธีการพยาบาลเพื่อบรรเทาการเจ็บครรภ์ทั้งการใช้ยาและไม่ใช้ยา
ผลข้างเคียงจากวิธีการบรรเทาความทุกข์ทรมานจากการเจ็บครรภ์
การให้ความรู้เรื่องงการเจ็บครรภ์ กับผู้คลอด
เทคนิคของวิธีการบรรเทาความทุกข์ทรมานจากการเจ็บครรภ์แบบไม่ใช้ยาแต่ละชนิด
ประเด็นจริยธรรมในการบรรเทาความทุกข์ทรมานจากการเจ็บครรภ์
การดูแลอย่างต่อเนื่อง (Labor Support)
ควรมีทางเลือกให้ผู้คลอดนำญาติหรือสามีเข้ามาดูแลในระยะรอคลอด
ให้การดูแลต่อเนื่อง (Continuous labor support)
การปรับท่าทางและการเคลื่อนไหวในระยะคลอด (Maternal movement and positioning)
ในรายที่ปากมดลูกเปิดน้อย (latent phase) และไม่มีข้อห้าม ควรส่งเสริมให้ผู้คลอด เดิน/ยืน ทำให้ความเจ็บปวดจากการหดรัดตัวของมดลูกลดลง
ในขณะรอคลอดควรปรับให้ผู้คลอดอยู่ในท่า Upright โดยการนั่งพิง/ท่าคลาน ทำให้ความเจ็บปวดจากการปวดหลังลดลง
การนั่งเก้าอี้ช่วยส่งเสริมให้ผู้คลอดอยู่ในท่า upright และแรงโน้มถ่วงจะช่วยให้คลอดง่ายและการนั่งพักยังช่วยผ่อนคลาย และหายเหนื่อย
การนั่งขัดสมาธิกับพื้น สามารถทำให้สบายมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยยืดกล้ามเนื้อต้นขาและหลังด้วย
ในรายที่ปากมดลูกเปิด 6-8 ซม. ควรปรับให้ผู้คลอดอยู่ในท่าดีกว่าท่านอน และส่งเสริมให้เปลี่ยนท่าทุก 30-60 นาที เพื่อเพิ่มความสุขสบายและลดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ
การนั่งหันหน้าไปทางพนัก ทำให้ลดแรงกดไปที่หลัง ท่านี้มีส่วนช่วยได้มากในผู้คลอดที่ทารกเป็นท่า OP
ในรายที่ปากมาลูกเปิด 7-10 ซม. และไม่มีข้อห้ามควรปรับอยู่ในท่ายืน ประมาณ 30 นาที ดีกว่าให้ผู้คลอดท่านั่งหรือนอน
การนวดและการสัมผัส (Touch and message)
นวดที่บริเวณศีรษะ หลัง มือ เท้า ตามบริเวณที่ผู้คลอดชอบ เป็นเวลานานอย่างน้อย 20 นาที จะช่วยลดอาการไม่สุขสบายจากการเจ็บครรภ์
นวดแบบกดเน้นบริเวณกระดูกกระเบนเหน็บ เพื่อช่วยลดความเจ็บปวดเมื่อศีรษะทารกเคลื่อนต่ำ
การสัมผัสโดยพยาบาลหรือผู้ดูแล เป็นการสัมผัสเพื่อให้กำลังใจเป็นเวลาอย่างน้อย 5-10 นาที นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บครรภ์ยังช่วยลดความวิตกกังวลด้วย
การบำบัดด้วยน้ำ (Hydrotherapy-warm or cool) เป็นการใช้ความร้อนหรือความเย็นจากน้ำ
การประคบร้อน โดยการใช้ผ้าประคบร้อน ประคบบริเวณท้องส่วนล่าง ต้นขา ขาหนีบ ฝีเย็บและหลัง ความร้อนจะช่วยลดความเจ็บปวดเฉียบพลันและอาการปวดหลังได้ดี
การประคบเย็น เป็นการใช้ผ้าเย็นเช็ดใบหน้า ลำตัว ช่วยให้สุขสบาย หรือประคบบริเวณหลังและลำคอส่วนหลัง ตามความชอบของผู้คลอด
การผ่อนคลายหรือการหายใจ (Relaxation and breathing) โดยการฝึกใช้เทคนิคการหายใจ/ การผ่อนคลายในการเตรียมคลอด
การใช้เทคนิคหายใจ (Breathing) การหายใจที่ถูกต้อง จะทำให้มีการแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังช่วยเบี่ยงเบนความกลัว วิตกกังวล เครียดและความไม่สุขสบายจากการเจ็บครรภ์
เมื่อมดลูกเริ่มหดรัดตัว หายใจล้างปอด 1 ครั้ง โดยการหายใจล้างปอด คือการสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ทางจมูก ให้เต็มปอด แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปาก
หายใจเข้าทางจมูกออกทางปาก ในลักษณะห่อปาก โดยใช้ทรวงอกช้าๆ 6-8 ครั้งต่อนาทีจนกระทั่งมดลูกคลายตัว หายใจล้างปอดอีก 1 ครั้ง
การใช้เทคนิคผ่อนคลาย (Relaxation) เป็นการใช้เทคนิคผ่อนคลายจากการอบรมเพื่อเตรียมคลอด ทำให้การรับรู้ความเจ็บปวดลดลง ความทนต่อความเจ็บปวดดีขึ้น
วิธีการ อื่น ๆ
การปรับสภาพแวดล้อมในห้องรอคลอด เช่น การลดแสงกระตุ้น การลดเสียงรบกวน ทำให้มีผลอาการเจ็บครรภ์
การส่งเสริมความเป็นส่วนตัว ปิดม่านขณะทำกิจกรรม ทำให้ผู้คลอดเพิ่มความรู้สึกในการควบคุมอาการเจ็บครรภ์
วิธีการใช้ยา
มีข้อเสนอแนะจากงานวิจัยว่าหลังจากใช้ยาแก้ปวดแล้ว หากผู้คลอดไม่สามารถเผชิญความเจ็บปวดได้เหมาะสม ควรส่งเสริมให้ผู้คลอดนำเทคนิคบรรเทาปวดที่ใช้ได้ผลก่อนหน้านี้มาใช้ต่อเนื่อง
การดูแลเพื่อบรรเทาความปวดในระยะคลอดโดยไม่ใช้ยา
การลดตัวกระตุ้นความปวด
การเคลื่อนไหว
การนั่ง การนั่งเก้าอี้โยก (rocking) การนั่งเอียงไปมาบนลูกบอล (swaying) การนั่งเก้าอี้ที่กลับหลังและซบหน้าบนพนักพิงเก้าอี้ (sitting backwards on a chir)
ท่า
ท่าศีรษะและลำตัวสูง (upright position) เป็นท่าที่ศีรษะและกระดูกสันหลังทำมุม 30-90 องศากับแนวราบ
ท่าคุกเข่า (all four or hands and knees position) ช่วยลดอาการปวดหลังกรณีที่ทารกมีท้ายทอยอยู่ด้านหลังช่องเชิงกรานมารดา
ท่าพีเอสยูแคท (PSU Cat)
ท่าคุกเข่าโน้มตัวไปข้างหน้าโอบแขนและพักบนลูกบอลที่มีความสูงระดับไหล่
ท่านั่งยอง
ท่าเคลื่อนไหวอย่างอิสระ
การกระตุ้นประสาทส่วนปลาย
การประคบร้อน และเย็น อุณหภูมิที่ใช้ต้องไม่สูงหรือต่ำมาก
การบำบัดโดยใช้น้ำหรือวารีบำบัด โดยให้ผู้คลอดแช่ในน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่น น้ำอุ่นจะกระตุ้นเส้นประสาทขนาดใหญ่ทำให้ประตูความปวดที่ไขสันหลังปิด
การสัมผัส การนวด และการกดจุด ซึ่งเป็นการกระตุ้นจากภายนอก มีผลทำให้เกิดการตอบสนองของระบบประสาท โดยไปกระตุ้นใยประสาทขนาดใหญ๋
การลูบ โดยการลูบหน้าท้องมี 2 วิธีคือ ใช้ปลายฝ่ามือทั้ง 5 นิ้วของข้างที่ถนัดนวดเป็นวงกลม วนขวาจากวงเล็ก ๆ แล้วค่อยขยายเป็นวงกลมใหญ่ขึ้นด้วยจังหวะสม่ำเสมอ และวางฝ่ามือทั้ง 2 ข้าง ที่เหนือหัวหน่าวของสตรีตั้งครรภ์ เมื่อมดลูกเริ่มหดรัดตัวให้ลูบฝ่ามืิขึ้นไปที่ยอดมดลูกทางด้านข้างของครรภ์ทั้ง 2 ข้าง ให้มือมาเจอที่ยอดมดลูกแล้วลูบตรง ๆไปที่หัวหน่าว
การนวด ให้เน้นบริเวณไหล่ หลัง กระเบนเหน็บ และต้นขา
การกดจุด กดจุดที่ตำแหน่งเอสพี 6 (SP6) ซึ่งอยู่เหนือข้อเท้า แอลไอ 4 (LI4) หรือจุดเหอกู่ (Hegu) ซึ่งอยู่ระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ส่วนแรก และบีแอล 67 (BL67) อยู่บริเวณปลายนิ้วหก้อยของนิ้วเท้า
การส่งเสริมการยับยั้งการส่งกระแสประสาทจากไขสันหลังในระดับสมอง
การใช้ตนตรี 45-50 เดซิบิล
การเพ่งและเบี่ยงเบนความสนใจ (attemtion-focusing and distraction)
ระยะปากมดลูกเปิด 1-4 ซม. แนะนำให้เดิน พูดคุย หรืออ่านหนังสือ
ระยะปวากมดลูกเปิด 4-8 ซม.แนะนำให้ตั้งใจจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นับลมหายใจเข้าออกขณะมดลูกหดรัดตัว
ระยะปากมดลูกเปิด 8-10 ซม. แนะนำให้หายใจลึก ๆ เพ่งตามองที่จุดหนึ่งจุดใดอย่างแน่วแน่ ขณะมดลูกหดรัดตัว
สุคนธบำบัด เป็นการใช้น้ำมันหอมระเหยจากพืชหอม สกัดจากดอกไม้ ใบไม้ เปลือกไม้ เนื้อไม้ ราก และเมล็ด ส่วนใหญ่จะใช้ในรูปแบบการสูดดม
การใช้เทคนิตการหายจใจ (breathing technique)
วิธีหายใจในระยะปากมดลูกเปิดช้า ระยะปากมดลูกเปิดไม่เกิน 3 ซม. ควรแนะนำการหายใจแบบช้า (slow-deep chest breathing)
วิธีหายใจในระยะปากมดลูกเปิดเร็ว ระยะนี้จะมีความปวดเพิ่มขึ้นมาก
หายใจแบบเร็วตื้นและเบา (shallow accelerated decelerated breathing) ใช้ในระยะปากมดลูกเปิด 4-7 ซม.
หายใจแบบหอบสลับเป่าปาก (shallow breathing with forced blowing out) สำหรับระยะเปลี่ยนผ่าน (transitional phase) ปากมดลูกเปิด 8-10 ซม.
การเบ่งคลอด (pushing)
การเบ่งคลอดแบบวัลซัลวา (valsalva pushing)
การเบ่งคอดแบบเปิดกล่องเสียง (opened glottis pushing)
การส่งเสริมความสุขสบายในระยะคลอด
เนื่องจากในระยะคลอด ผู้คลอดจะมีความไม่สุขสบายอย่างมาก เนื่องจากมดลูกหดรัดตัว ปากมดลูกเปิดขยายมีการฉีกขาดของช่องคลอดททำให้มีความรู้สึกปวด
การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล
ดูแลให้ผู้คลอดบ้วนปากบ่อย ๆ
เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าให้หากพบว่าชื้นด้วยเหงื่อ
การช่วยให้ผู้คลอดเผชิญกับความปวดและความไม่สุขสบาย
มีหลากหลายวิธี อาจเลือกเพียงหนึ่งวิธีหรือใช้หลายวิธีมาผสมผสานกัน สามารถให้ยาลดปวดได้ตามแผนการรักษาของแพทย์
การดูแลสิ่งแวดล้อม
ด้วยการจัดสิ่งแวดล้อมให้มีความเป็นส่วนตัวมากเท่าที่จะได้ เช่น กั้นม่าน เป็นต้น ปูเตียงด้วยผ้าสะอาด แห้ง ให้เรียบตึง มีผ้ารองเลือดหรือน้ำคร่ำใต้ก้นผู้คลอด เปลี่ยนผ้าให้ทุกครั้งที่ผ้าชุ่ม และอนุญาตให้ญาติเฝ้าคลอดได้
การจัดการความเจ็บปวดในระยะคลอดโดายการใช้ยา
การจัดการความปวดโดยใช้ยา ให้ยา Pethidine/ Fentanyl ตามแนวปฏิบัติในการบริหารยา มักให้ในกรณีที่ผู้คลอดอยู่ในระยะ Active ปากมดลูกเปิด มากกว่า 3 เซนติเมตร
แนวทางการจัดการยา Pethidine (Meperidine)
วัตถุประสงค์
การเก็บรักษา
เพื่อลดโอกาสการเข้าถึงยา
ป้องกันการสูญหาย
การใช้ยาโดยไม่มีคำสั่ง
ป้องกันความคลาดเคลื่อนในการเตรียมด้านประเภทของยา
การสั่งใช้ยาและการคัดลอกยา
เพื่อความชัดเจนในการสื่อสารและความปลอดภัยของผู้ป่วย
การเตรียมยา
เพื่อช่วยตรวจสอบความถูกต้องของการใช้ เพื่อเป็นไปตามข้อกำหนด เพื่อความปลอดภัยของผู้ป้วย
การบริหารยา
เพื่อช่วยตรวจสอบความถูกต้องของการสั่งใช้ ที่เป็นไปตามข้อกำหนดและเป็นหลักประกันความคลาดเคลื่อนในการบริหารยา
การติดตามผล
เพื่อติดตามผลการตอบสนอง มุ่งความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญโดยติดตามผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นตามมา
แนวทางการจัดการยา Fetanyl
วัตถุประสงค์
การเก็บรักษา
เพื่อลดโอกาสการเข้าถึงยา
ป้องกันการสูญหาย
การใช้ยาโดยไม่มีคำสั่ง
ป้องกันความคลาดเคลื่อนในการเตรียมด้านประเภทของยา
การสั่งใช้ยาและการคัดลอกยา
เพื่อความชัดเจนในการสื่อสารและความปลอดภัยของผู้ป่วย
การเตรียมยา
เพื่อช่วยตรวจสอบความถูกต้องของการใช้ เพื่อเป็นไปตามข้อกำหนดและเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
การบริหารยา
เพื่อช่วยตรวจสอบความถูกต้องของการสั่งใช้ ที่เป็นไปตามข้อกำหนดและเป็นหลักประกันความคลาดเคลื่อนในการบริหารยา
การติดตามผล
เพื่อติดตามผลการตอบสนองมุ่งความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ โดยติดตามผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นตามมา
การบันทึก
เพื่อความชัดเจนในการสื่อสารและความปลอดถัยของผู้คลอด