Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
การพยาบาลในระยะที่ 1,2 ของการคลอด - Coggle Diagram
การพยาบาลในระยะที่ 1,2 ของการคลอด
ระยะที่ 1 ของการคลอด(The stage of cervical dilatation)
คือ ระยะตั้งแต่เริ่มจากเจ็บครรภ์จริงจนปากมดลูกเปิดหมด 10 ซม.
-ครรภ์แรกใช้เวลา 8-24 ชม. เฉลี่ย 12 ชม.
-ครรภ์หลังใช้เวลา 4-12 ชม. เฉลี่ย 6 ชม.
-เกิดแรงดันของการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก
แบ่งเป็น 2 ระยะ
1.Latent phase
-เริ่มเจ็บครรภ์จริงไปจนถึงปาดมดลูกเปิด 3 ซม.
-ครรภ์แรกใช้เวลา ไม่เกิน 20 ชม. ครรภ์หลังไม่เกิน 14 ชม.
-มีการหดรัดตัวทุก 5-10 นาที
2.Active phase
-เริ่มตั้งแต่ปากมดลูกเปิด 3-10 ซม.
-ในครรภ์แรกเปิดอย่างน้อย 1.2 ซม./ชม. ครรภ์หลังอย่างน้อย 1.5 ซม./ชม.
-มีการหดรัดตัวทุก 2-3 นาที
แบ่งเป็นช่วงย่อยๆดังนี้
-ระยะปากมดลูกเปิดอย่างรวดเร็ว ปากมดลูกเปิด 3-5 ซม.
-ระยะปากมดลูกเปิดอย่างรวดเร็วมากที่สุด ปากมดลูกเปิด 5-9 ซม.
-ระยะปากมดลูกเปิดช้าลง ปากมดลูกเปิด 9-10 ซม.
การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา
1.การเปลี่ยนแปลงเฉพาะที่
1.1การหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก
-กล้ามเนื้อมดลูกอยู่นอกอำนาจจิตใจ
-เกิดขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
แบ่งออก 4 ประการ
1.ระยะการหดรัดตัวหรือความนาน
2.ระยะพัก
3.ระยะห่างของการหดรัดตัวและความถี่
4.ความรุนแรง
1.2 การทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อมดลูก
-กล้ามเนื้อมดลูกส่วนบน เรียกว่า active segment
-กล้ามเนื้อมดลูกส่วนล่าง เรียกว่า passive segment
-ลักษณะเรียงตัวเป็นวงกลม
-ส่วนบนและส่วนล่างมีความก้าวหน้าของการคลอด
1.3การสั้นบางและการเปิดขยายของปากมดลูก
การสั้นบาง(effacement)
-ปากมดลูกสั้นลงเกิดจากกล้ามเนื้อปาดมดลูก
การเปิดขยาย(dilatation)
-การขยายของ external os ในระยะก่อนคลอด
-จะปิดสนิทหรือเปิดเพียง 2-3 มิลลิเมตร
-ปากมดลูกเปิดขยายได้เส้นผ่าศูนย์กลาง 10 ซม.
1.4การมีมูกหรือมูกปนเลือดออกทางช่องคลอด
-ขณะตั้งครรภ์จะมีปากมดลูก ลักษณะเหนียวข้นอุดอยู่ที่ปากมดลูก เรียก mucous plug
-mucous show ลักษณะเป็นมูกใสๆ หรือเหลืองข้นๆ
1.5การเปลี่ยนแปลงของน้ำทูนหัว และภายในถุงน้ำคร่ำ
-ถุงน้ำทูนหัว
-ปกติมีค่าประมาณ 50 mmHg
-ทำให้ทารกไม่ขาดออกซิเจนและไม่ถูกบีบรัดโดยตรงจากแรงในการหดรัดตัวของมดลูก
ส่วนนำที่มาอุดกั้นบริเวณมดลูกส่วนล่าง ถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน
-น้ำที่อยู่ต่ำกว่าส่วนนำ
-น้ำที่อยู่เหนือส่วนนำล้อมรอบตัวทารก
1.6การหดรัดตัวของกล้ามเนื้อเอ็นต่างๆที่ยึดมดลูก
1.Round ligment
-การหดรัดตัวจะทำให้ rond ligement สั้นลง
-ทำให้มดลูกสูงขึ้น
2.Utero-sacral ligement
-เกาะอยู่ด้านหลังของคอมดลูก
3.Cardinal ligement
-ยึดเกาะบริเวณสองข้างของคอมดลูก
-ผนังด้านข้างของช่องเชิงกราน
2.การเปลี่ยนแปลงระบบหัวใจและหลอดเลือด
2.1 Cardiac output
การหดรัดตัวของมดลูกแต่ละครั้ง จะมีเลือดจากมดลูกเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตของมารดา
ประมาณ 400 มิลลิลิตร
2.2 Blood pressure
ความดัน systolic เพิ่มขึ้น 10-15 mmHg
ความดัน diastolic เพิ่มขึ้น 5-10 mmHg
2.3 pulse
ชีพจรจะไม่เปลี่ยนแปลงเมื่ออยู่ในท่านอนตะแคง
โดยทั่วไปเฉลี่ย 80-100 ครั้ง/นาที
3. การเปลี่ยนแปลงของระบบเลือดและเม็ดเลือด
-มี Hemoglobin เพิ่ม 1.2 gm%
-ลดลงในวันแรกหลังคลอด
-ในระยะที่ ๅ ของการคลอด WBC เพิ่มขึ้น 15,000 cell/mm3
4.การเปลี่ยนแปลงของระบบหายใจ
การหายใจจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ขณะมดลูกหดรัดตัว อัตราการหายใจเพิ่มขึ้น 60-70 ครั้ง/นาที
5.การเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินอาหาร และการเผาผลาญพลังงาน
การทำงานของกระเพาะอาหารช้า
การเคลื่อนไหวและการดูดซึมของลำไส้ลดลง
มีการคั่งค้างในกระเพาะอาหารนาน
6. การเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่าย
มีปัสสาวะมากและพบในโปรตีนในปัสสาวะระดับ trace ถึง +1
กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะมีความตึงตัวลดลง
7. การเปลี่ยนแปลงของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก
มีอาการปวดหลังและปวดตามข้อต่างๆ
มีการคลายตัวของเอ็นยึดกระดูก
8.การเปลี่ยนแปลงของระบบต่อมไร้ท่อ
ต่อมไร้ท่อทำงานมากขึ้น
มีการหลั่ง estrogen ลดลง
การเปลี่ยนแปลงทางจิตสังคม
ความวิตกกังวล หรือความเครียด
-ถูกแยกจากสังคม
-การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาในการคลอด
การขาดความรู้
-สิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาล
ความกลัว
ความอ่อนล้า หมดแรง
การพยาบาลมารดาในระยะที่ 1 ของการคลอด
หลักการพยาบาลมารดาที่อยู่ในระยะคลอด
1.ให้การพยาบาลที่มีประสิทธิภาพโดย
ดูแลให้ผู็คลอดได้รับความสุขสบาย
ใช้หลัก aseptic technique ตลอดระยะเวลาการคลอด
เฝ้าดูและสังเกตอาการของผู้คลอดอย่างใกล้ชิด
ให้การพยาบาลแก่ผู้คลอดที่เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างรีบด่วนได้
2.เข้าใจถึงภาวะจิตสังคมของมารดาในระยะคลอด
- การพยาบาลในระยะนี้แบ่งเป็น 2 ช่วง
1.การพยาบาลในระยะแรกรับ
1.การซักประวัติ
ข้อมูลทั่วไป
อาการสำคัญที่มาโรงพยาบาล
ประวัติการตั้งครรภ์ปัจจุบัน
ประวัติการตั้งครรภ์ และการคลอดในอดีต
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีตและปัจจุบัน
ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว
2.การตรวจร่างกาย
ตรวจร่างกายทั่วไป
-ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง
-ตรวจสัญญาณชีพ
-ตรวจลักษณะร่างกายทั่วๆไป
-ตรวจร่างกายตามระบบต่างๆ
ตรวจครรภ์
-การดู
-การคลำ
-การฟังเสียงอัตราการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์
-การประเมินการหดรัดตัวของมดลูก
ตรวจความก้าวหน้าของการคลอดจากการตรวจภายในช่องคลอด
ข้อบ่งชี้ในการตรวจ
-เมื่อรับใหม่ผู้คลอดที่ไม่มีข้อห้าม
-เมื่อมีอาการแสดงที่บ่งชี้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
-เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมในการตรวจ
วิธีการตรวจ
-การเปิดขยายของปากมดลูก ประเมินความกว้างของปากมดลูก
-ความบางของปากมดลูก ประเมินการบางเป็นร้อยละ
-สภาพถุงน้ำทูนหัว
-ระดับของส่วนนำ
-ลักษณะของส่วนนำ
-ตำแหน่งของปากมดลูก
-ขนาดของเชิงกราน
-สภาพฝีเย็บ
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
-ส่วนใหญ่จะได้รับการตรวจ Hematrocrit,blood type,Rh test,VDRL,HBsAg ประมาณ 1-2 ครั้งก่อนคลอด
-ตรวจหา albumin และ sugar ในปัสสาวะเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูง
การเตรียมผู้คลอด
1.การเตรียมบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์
2.การสวนอุจจาระ
ข้อห้ามในการสวนอุจจาระ
มีประวัติเลือดออกทางช่องคลอด
เมื่อใกล้คลอด ครรภ์แรกปากมดลูกเปิด 8 ซม. ขึ้นไป
มีถุงน้ำแตก
ครรภ์ไม่ครบกำหนดคลอด
มีความผิดปกติของหลอดเลือดและหัวใจ
ผู้คลอดเป็นริดสีดวงทวารระยะอักเสบ
มีอุจจาระร่วงภายใน 24 ชม.ก่อนสวนอุจจาระ
3.การทำความสะอาดร่างกาย
4.การพยาบาลด้านจิตสังคม
แสดงพฤติกรรมต้อนรับผู็คลอดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
แสดงพฤติกรรมยอมรับการแสดงออกของผู้คลอด
ปฐมนิเทศผู้คลอดเกี่ยวกับสถานที่
ภายหลังการประเมินสภพด้วยการซักประวัติ
ปฏิบัติการพยาบาลด้วยความนุ่มนวล
ควรอนุญาตให้สามีหรือญาติเข้ามาช่วยบีบนวด ให้กำลังใจ
5.การบันทึกการพยาบาลเมื่อรับใหม่ผู้คลอด
การพยาบาลในระยะเจ็บครรภ์คลอด
1.การพยาบาลด้านสุขวิทยา
การรับประทานอาหาร
การขับถ่าย
การพักผ่อนและการนอนหลับ
ท่าของผู้คลอดและการทำกิจกรรม
2.การพยาบาลเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด
ให้ความรู้เกี่ยวกับการคลอด
ทบทวนเทคนิคการผ่อนคลายความเจ็บปวดที่ผู้คลอดได้รับ
ประคบด้วยความร้อนและความเย็น
การบรรเทาปวดด้วยน้ำ
3.การประเมินความก้าวหน้าของการคลอด
การตรวจภายนอก
-การหดรัดตัวของมดลูก
-การเคลื่อนต่ำของส่วนนำ
-การเปลี่ยนแปลงของ show เมื่อใกล้คลอด
การตรวจทางช่องคลอด
-fully dilatation
-การเคลื่อนต่ำของส่วนนำ
-การหมุนภายในหัวเด็ก
4.การควบคุมการหดรัดตัวของมดลูก
5.การประเมินสภาพของมารดาและทารกในครรภ์อย่างใกล้ชิด
6.การพยาบาลด้านจิตสังคม
ระยะที่ 2 ของการคลอด(The stage of expulsion)
ระยะตั้งแต่ปากมดลูกเปิด 10 ซม. จนถึงทารกคลอดมาหมดทั้งตัว
ระยะเวลาสำหรับครรภ์แรก 1ชม. ไม่ควรเกิน 2 ชม.
ครรภ์หลัง 30 นาที ไม่ควรเกิน 60 นาที
1.Early หรือ late phase
ผู้คลอดเริ่มมีอาการสงบลง
ความถี่และความรุนแรงของการหดรัดตัวของมดลูกลดลง
2.Descent หรือ active phase
การเคลื่อนต่ำของส่วนนำเห็นได้อย่างชัดเจน
มีการหดรัดตัวของมดลูกประมาณ 2-3 ครั้ง
3.Perineal phase
ฝีเย็บเริ่มบาง โป่งตึง อาจมีอุุจจาระออกมาด้วย
การหดรัดตัวของมดลูกจะถี่และรุนแรงขึ้น
สาเหตุที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดในระยะนี้คือ
1.เซลล์ของกล้ามเนื้อมดลูกมีภาวะพร่องออกซิเจน
2.การยืดขยายของหนทางคลอดของส่วนล่าง ช่องคลอด ฝีเย็บ
3.แรงกดบริเวณอวัยวะใกล้เคียงจากการเคลื่อนต่ำของส่วนนำ
อาการที่แสดง
-จากแรงเบ่ง แต่อาจไม่แน่นอน
-ถุงน้ำทูนหัวแตก
-มีมูกเลือดออกมาเปรอะเปื้อนบริเวณช่องคลอด
-การตรวจภายในทางทวารหนักหรือทางช่องคลอด
การย้ายผู้คลอดเข้าสู่ห้องคลอด
- ครรภ์แรก
-ปากช่องคลอดเริ่มถ่างขยายจนมองเห็นส่วนของเด็ก
- ครรภ์หลัง
-ย้ายเมื่อปากมดลูกเปิด 8 ซม.
-มีการหดรัดตัวของมดลูกรุนแรงและถี่
-สตรีตั้งครรภ์ที่มีประวัติการคลอดเร็วมาก
-ย้ายเข้าห้องคลอดเมื่อปากมดลูกเปิด 5-6 ซม.
การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา
1.การเปลี่ยนแปลงของแรงผลักดันทารก
-การหดรัดตัวของมดลูก
-การหดรัดตัวของกล้ามเนื้อหน้าท้องและกระบังลม
2.การเปลี่ยนแปลงของทารก
3.การเปลี่ยนแปลงของพื้นเชิงกรานและฝีเย็บ
อาการและอาการแสดง
-รู้สึกอยากเบ่งหรืออยากถ่ายอุจจาระ
-ฝีเย็บโป่งตึง หรือรูทวารหนักเปิด
-มองเห็นส่วนนำของทารก
-มีการแตกของน้ำทูนหัว
-มีมูกปนเลือดออกทางช่องคลอดเพิ่มมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตสังคม
ผู้คลอดจะมีความเครียดมากขึ้น
ผู้คลอดแยกตัว ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม
ความสามารถในการตัดสินใจลดลง
กลไกการคลอด
มี 7 ระยะ
1.Engagement
การเคลื่อนเข้าสู่อุ้งเชิงกรานของศีรษะ
ข้อมูลการตรวจของแต่ละท่า
1.Pawlik's Grip ไม่สามารถโยกหัวเด็กเคลื่อนไหวไปมาได้
2.Bilateral inguinal grip ปลายมือทั้งสองที่ตามบริเวณด้านข้างของส่วนนำลงไปหากระดูกหัวเหน่า
กลไกของศีรษะทารก
1.Molding
คือ การเปลี่ยนแปลงของรูปร่างของหัวเด็กให้ขนาดเล็กลง
2.Descent
ศีรษะเคลื่อนต่ำลงมาตามช่องทางคลอด
เกิดจากแรงดันของน้ำคร่ำ
เกิดจากการบีบรัดตัวของกล้ามเนื้อผนังหน้าท้อง
3.Flexion
การก้มของศีรษะทารกจนคางชิดหน้าอก
ทารกใช้เส้นผ่าศูนย์กลางที่เล็กที่สุดเป็นส่วนนำ ผ่าานทางช่องคลอดออกมา
สิ่งที่ช่วยให้เกิดการก้มของศีรษะทารก
1.Fetal axis pressure
2.ลักษณะของช่องเชิงกราน
3.แรงบีบจากผนังช่องทางคลอดที่ล้อมรอบตัวเด็กอยู่
แรงต้านทานเสียดสีจากช่องคลอดที่ล้อมรอบหัวเเด็กอยู่
4.lnternal rotation
-การหมุนของส่วนศีรษะทารกเกิดภายในช่องเชิงกราน
-ช่องเชิงกรานมีลักษณะ รูปรีตามแนวยาว
5.Extention
-การที่ศีรษะทารกเงยหน้าผ่านพ้นช่องทางคลอดออกมา
6.Restitution
-การหมุนกลับของศีรษะทารกภายนอกช่องคลอด
7.Expulsion
-การขับเคลื่อนเอาตัวเด็กออกมาทั้งหมด
-ทำให้ posterior shoulder คลอดและส่วนที่เหลือคลอดตาม
การพยาบาลในระยะที่ 2 ของการคลอด
1.ป้องกันการติดเชื้อ และทำลายเชื้อ
2.ได้รับความเจ็บปวดจากการคลอดน้อยที่สุด
3.ป้องกันหนทางคลอดฉีกขาด
4.ป้องกันภาวะแทรกซ้อน
5.การช่วยชีวิตของทารก
1.การหดรัดตัวของมดลูก
-โดยประเมินทุก 5-10 นาที
-ระยะนี้มดลูกจะหดรัดตัวทุก 2-3 นาที
-ในการดูแลไม่ควรให้เกิดอันตรายอยู่ระหว่าง 45-60 วินาที
2.สภาวะของทารกในครรภ์
-ฟังเสียงหัวใจทารกทุก 15 นาที
-ฟังหลังจากมดลูกหดรัดตัวทุกครั้ง
-อัตราการเต้นของหัวใจทารก 120-160 ครั้ง/นาทที
3.สภาวะของผู้คลอด
-การตรวจและบันทึกสัญญาณชีพ
-ควรงดน้ำและอาหาร
-ดูแลกระเพาะปัสสาวะให้ว่างอยู่เสมอ
-การพักผ่อน
-การช่วยเหลือเกี่ยวกับความเจ็บปวดในการคลอด
4.การสำรวจแรงเบ่ง
-ดูระยะถี่ห่างของแรงเบ่ง
-การเบ่งทุกครั้งต้องสัมพันธ์กันกับการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก
-แนะนำวิธีเบ่งที่ถูกต้องให้แก่ผู้คลอด
5.การสำรวจการเคลื่อนต่ำของส่วนนำ
-เมื่อปากมดลูกเปิดหมด ไม่มีอะไรกีดขวางส่วนนำของเด็ก
6.สภาวะจิตใจของผู้คลอด
-แจ้งให้ผู้คลอดทราบถึงความก้าวหน้าของการคลอด
-เข้าใจพฤติกรรมของผู้คลอด
-ให้คำชมเชย
-ต้องระมัดระวังคำพูด
การคลอดปกติ
1.การเตรียมคลอด
เตรียมสถานที่
เตรียมเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำคลอด
การเตรียมผู้คลอด ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ
การเตรียมผู้ทำคลอด
2.การช่วยเหลือการคลอด
การทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์
การปูผ้า
การเชียร์เบ่ง
การตัดฝีเย็บ
การทำคลอดศีรษะ
การทำคลอดไหล่
การทำคลอดลำตัว
การผูกและตัดสายสะดือ
บทบาทหน้าที่ของผู้ช่วยทำคลอด
-ช่วยจัดท่าผู้คลอด
-เตรียมและดูแลเครื่องมือเครื่องใช้
-ดูแลให้ผู้คลอดเบ่งอย่างถูกวิธี
-วัดสัญญาณชีพผู้คลอดทุก 15 นาที
-ประเมินการหดรัดตัวของมดลูกทุก 5 นาที
-ฟังเสียงหัวใจทารกในครรภ์ทุก 15 นาที
-ดูแลความสุขสบายทั่วไปของผู้คลอด
-สังเกตอาการของผู้คลอด
-บันทึกเวลาการคลอด
-เขียนและผูกป้ายข้อมือทารก
-ชั่งน้ำหนักทารก