Please enable JavaScript.
Coggle requires JavaScript to display documents.
นายศุภกิตติ์ สุตราม 5802510006 (:star:บทที่4 การป้องกันการเจาะระบบและการกู…
นายศุภกิตติ์ สุตราม 5802510006
:star:
บทที่4 การป้องกันการเจาะระบบและการกู้คืนระบบ
การเจาะระบบหรือการแฮค (Hacking)
คือ การใช้ความชำนาญด้วยการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อให้สามารถเข้าถึงระบบไฟล์ หรือเครือข่ายได้โดยที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือผิดกฎหมาย
ช่องโหว่ของระบบคอมพิวเตอร์ (Computer Vulnerabilities)
คือ จุดอ่อนของระบบที่แฮคเกอร์สามารถเจาะเข้ามาทำในสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาตในระบบได้ ช่องโหว่ของระบบมี
ขั้นตอนการเจาะระบบ
1. การเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม
เครื่องมือสำหรับการโจมตีสามารถหาได้ไม่ยากจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยให้กับระบบได้เพื่อการเฝ้าระวังการโจมตีที่จะเกิดขึ้น
2. การสำรวจเป้าหมายด้วยการสแกนเครือข่าย โฮสต์ และพอร์ต
เป็นการสแกนเครือข่ายเพื่อเก็บข้อมูลเบื้องต้นของเป้าหมายที่ต้องการโจมตี ซึ่งต้องสแกนจากหลายๆ ตำแหน่ง เพื่อให้ทราบถึงช่องโหว่แต่ละจุด และเมื่อโจมตีจริง จะมีโอกาสสำเร็จหรือไม่ เรียกขั้นตอนนี้ว่า การทำฟุตพรินติ้ง (Foot Printing)
3. การโจมตีผ่านช่องโหว่
เมื่อค้นหาช่องโหว่หรือจุดอ่อนพบแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การเลือกใช้เครื่องมือหรือโปรแกรมในการโจมตีช่องโหว่หรือจุดอ่อนนั้น โดยเลือกเครื่องมือโจมตีที่เหมาะกับช่องโหว่หรือจุดอ่อนที่พบ
การแฮคและเครื่องมือของแฮคเกอร์
การโจมตีแบบ DoS ด้วยวิธี Ping of Death
การโจมตีแบบ DoS ด้วยวิธี Ping Flood
การโจมตีแบบ Smurf Attack
การเรียนรู้โทโปโลยีของเป้าหมายด้วย Traceroute และ Zenmap
การตรวจสอบการโจมตีด้วย netstat
การแอบดักจับข้อมูลผ่านเครือข่ายด้วย Wireshark
การสแกนเครือข่ายด้วย Angry IP Scanner
การสแกนเครือข่ายด้วย SuperScan
การสแกนเครือข่ายด้วย SoftPerfect Network Scanner
การสำรวจเครือข่ายด้วย Nmap
การโจมตีแบบ ARP Poisoning
การโจมตีแบบ Man-in-the-middle ด้วย Cain and Abel
การถอดรหัสพาสเวิร์ดด้วย John the Ripper
การสแกนช่องโหว่ของเว็บไซต์ด้วย Nikto
Rootkit
การโจมตีแบบ Cross Site Scripting (XSS หรือ CSS)
การโจมตีแบบ SQL Injection
การป้องกันการเจาะระบบ
สแกนหาช่องโหว่และติดตั้งแพตช์ป้องกันด้วย GFI LANguard
สแกนเครือข่ายด้วย eEye Retina
ตรวจสอบช่องโหว่วินโดวส์ด้วย MBSA
สแกนเครือข่ายด้วย Nessus
การกู้คืนระบบ
การตรวจจับการถูกโจมตี
การควบคุมสถานการณ์
การวิเคราะห์มัลแวร์
การกู้คืนระบบ
ไฟร์วอลล์ (Firewall)
เป็นระบบหรือกลุ่มของระบบที่ทำหน้าที่ในการควบคุมการเข้าถึงระหว่างเน็ตเวิร์กภายนอก (Internet) หรือเน็ตเวิร์กที่เราคิดว่าไม่ปลอดภัย กับเน็ตเวิร์กภายใน (Intranet) โดยเป็นระบบหรือกลุ่มของระบบที่บังคับใช้นโยบายการควบคุมการเข้าถึงของระหว่างสองเครือข่าย
:star:
บทที่5 การควบคุมการเข้าถึง (Access Control)
การควบคุมการเข้าถึง (Access Control)
หมายถึง การทำให้มั่นใจว่าทรัพยากรต่างๆ ของระบบจะได้รับอนุญาตให้ถูกใช้โดยผู้ที่มีสิทธิ์เท่านั้น ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยีต่างๆ เป็นกลไกการทำงาน ประกอบด้วย 4 กลไก ได้แก่
การระบุตัวตน (Identification)
การพิสูจน์ทราบตัวตน (Authentication)
การกำหนดสิทธิ์ (Authorization)
การจัดทำประวัติการเข้าใช้ระบบ (Accountability)
สิ่งที่ใช้สำหรับการพิสูจน์ทราบตัวตน
การพิสูจน์ทราบตัวตนจำเป็นต้องแสดงหลักฐานบางอย่างเพื่อพิสูจน์ว่าคือใครหลักฐานนั้นสามารถแบ่งได้ 3 ลักษณะคือ
สิ่งที่คุณรู้ (What you know) เช่น รหัสผ่าน (Passwords) หรือพิน (PIN)
สิ่งที่คุณมี (What you have) เช่น กุญแจ บัตรประจำตัว พาสสปอร์ต เครดิตการ์ด ฯลฯ
สิ่งที่คุณเป็น (What you are) เช่น ลายนิ้วมื้อ ลายมือ ม่านตา (Iris) จอตา (Retina) โครงหน้า
การพิสูจน์ทราบตัวตนด้วย Biometrics
ระบบจะต้องจัดเก็บลักษณะทางชีวภาพไว้ในฐานข้อมูลก่อน เมื่อผู้ใช้สแกนข้อมูลทางชีวภาพดังกล่าวเข้าสู่ระบบ ระบบจะทำการเปรียบเทียบหรือวัดคุณลักษณะของข้อมูลที่รับเข้ามากับข้อมูลที่มีในฐานข้อมูล หากมีลักษณะตรงกันจะถือว่าเป็นผู้ใช้ที่แท้จริง ก็จะอนุญาตให้เข้าสู่ระบบได้
การที่องค์กรจะนำระบบควบคุมการเข้าถึงแบบ Biometric มาใช้ ต้องพิจารณาถึงปัจจัย 3 ประการ คือ
1.ความน่าเชื่อถือของระบบ
2.ต้นทุนและความพร้อมใช้
3.ความเต็มใจของผู้ใช้
ระบบ Biometrics ประกอบด้วยขั้นตอนการทำงาน
ดังนี้
การแสดงลักษณะทางชีวภาพของผู้ใช้ (Present Biometric)
การจับข้อมูล (Capture)
การประมวลผลสัญญาณข้อมูล (Signal Processing)
การจัดเก็บข้อมูล (Data Storage)
การเปรียบเทียบข้อมูล (Compare) มีการทำงานร่วมกันของ 2 กระบวนการได้แก่ จับคู่ข้อมูล (Matching) และการตัดสินใจ (Decision)
การกำหนดสิทธิ์ (Authorization)
คือ การจำกัดสิทธิ์ในการกระทำใดๆ ต่อระบบและข้อมูลในระบบของผู้ใช้ ที่ผ่านการพิสูจน์ตัวตนมาแล้วแม้ผู้ใช้จะผ่านการพิสูจน์ตัวตนและสามารถเข้าสู่ระบบได้แล้ว ก็ไม่สามารถกระทำการใดๆ กับระบบและข้อมูลในระบบได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ แต่จะกระทำได้ตราบเท่าที่ได้รับสิทธิ์ (ได้รับอนุญาต) ตามนโยบายความมั่นคงปลอดภัยขององค์กรและตามอำนาจหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบเท่านั้น
วิธีการป้องกันห้องคอมพิวเตอร์ โดยการควบคุมทางสภาพแวดล้อมและทางกายภาพของห้องคอมพิวเตอร์ในเอกสารเผยแพร่ มีดังนี้
คีย์การ์ดสำหรับเข้า – ออกอาคารและห้องทำงาน
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชม. ทุกประตูเข้า – ออก
ระบบล็อกประตูแบบเข้ารหัส
ยกพื้นห้องคอมพิวเตอร์ เช่น ยกพื้นให้สูงขึ้น 30 เซนติเมตร
ห้องปรับอุณหภูมิ เหมาะสำหรับห้องเก็บเครื่อง Server
เครื่องทำความชื้นสำหรับห้องเก็บเทป
ระบบไฟฟ้าสำรองฉุกเฉินในห้องคอมพิวเตอร์
เครื่องดับเพลิงอัตโนมัติ
เครื่องดับเพลิงที่สามารถดับเพลิง
ระบบตรวจจับควัน น้ำรั่วซึม และความร้อน
เครื่องตัดไฟอัตโนมัติกรณีฉุกเฉิน ทำงานเมื่อประตูฉุกเฉินเปิด
อุปกรณ์ป้องกันไฟกระชาก
สำรองการทำงานของ Server กรณีฉุกเฉิน
ระบบ Sprinkler แบบท่อแห้งใช้ในอาคาร
ตัวจ่ายไฟพิเศษสำหรับเครื่อง Server ของระบบ LAN
รองปลั๊กไฟและตัวตัดไฟสำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วง
รางปลั๊กไฟและตัวตัดไฟสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์
ระบบป้องกันการเข้า – ออกห้อง Server
แผ่นพลาสติกป้องกันน้ำ
โทรทัศน์วงจรปิด
:star:
บทที่6 การเข้ารหัสข้อมูลเบื้องต้น (Cryptography)
การสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตจะใช้โปรโตคอล TCP/IP (Transmission Control Protocal/Internet Protocal) ซึ่งอนุญาติให้ข้อมูลสามารถส่งจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง โดยอาจผ่านคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายอีกมากมายกว่าข้อมูลจะเดินทางถึงปลายทาง ทำให้เสี่ยงต่อภัยคุกคามต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้
การแอบดักอ่านข้อมูล (Eavesdropping) เป็นการแอบดักอ่านข้อมูลที่รับ/ส่งระหว่างผู้รับผู้ส่ง ข้อมูลอาจไม่ถูกแก้ไข แต่ความลับของข้อมูลก็ถูกเปิดเผยต่อผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต เช่น การแอบดักอ่านข้อมูล หมายเลขบัตรเครดิต ข้อมูลส่วนตัว เป็นต้น
การแอบแก้ไขข้อมูล (Tampering หรือ Man-in-the-middle attack) ข้อมูลที่ถูกส่งไปจะถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยบุคคลที่สาม เช่น การแก้ใบสั่งซื้อ หรือบัญชีที่ต้องการให้โอนเงินเข้า เป็นต้น
3.การปลอมตัวหรือการหลอกลวง (Impersonation) แบ่งได้เป็น
3.1Spoofing : การที่บุคคลหนึ่งปลอมตัวหรือหลอกว่าเป็นอีกบุคคลหนึ่ง เช่น การหลอกโดยใช้อีเมล์ที่ใกล้เคียงกับอีเมล์จริง เป็นต้น
3.2Misrepresentation : การหลอกว่าเป็นตัวแทน เช่น สร้างเว็บไซต์เพื่อหลอกว่าตัวเองเป็นตัวแทนขององค์กรเพื่อขอรับบริจาคแต่จริงๆแล้วไม่ใช่
การเข้ารหัสข้อมูล (Cryptography)
เกี่ยวข้องกับศาสตร์และศิลป์ของการศึกษาด้านรหัสลับ (Cryptology) คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องได้แก่
Cryptology คือ ศาสตร์และศิลป์ของการสร้างและไข รหัสลับ (Secret Code)
Cryptography คือ การสร้างรหัสลับ (Making)
Crypanalysis คือ การไขรหัสลับ (Breaking)
Crypto คือ คำย่อที่ใช้เรียกแทนทุกคำที่กล่าวข้างต้น
Cipher หรือ Cryptosystem คือระบบรหัสลับที่ประกอบด้วยองค์ประกอบหลายส่วน เป็นระบบที่ทำหน้าที่เข้ารหัสข้อมูล (Encryption)
ระบบรหัสลับ (Cryptosystems) หรือ Cipher
มีองค์ประกอบหลายส่วนเพื่อการเข้ารหัสข้อมูล โดยทั่วไปประกอบด้วย อัลกอริธึม เทคนิคการจัดการข้อมูล กระบวนการ และขั้นตอนการทำงาน โดยจะนำมาผสมผสานเข้าด้วยกันเพื่อเข้ารหัสข้อมูล
Substitution Cipher หรือ Caesar’s Cipher
หรือเรียกว่า ระบบรหัสลับแบบแทนค่า มีหลักการคือ แทนค่าตัวอักษรในข้อความ Plaintext ด้วยตัวอักษรตัวอื่น เช่น แทนด้วยตัวอักษรในภาษาอังกฤษ
Vigenere Cipherเป็น Substitution Cipher ชนิดหนึ่งที่ใช้ตารางตัวอักษรเป็นรหัสลับ เรียกว่า ตาราง Vigenere Square เป็นตารางที่ประกอบไปด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ 26 ตัว แต่ละตัวถูกจัดวางเรียงลำดับ ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน รวมเป็น 26x26
Transposition Cipher หรือ Permutation Cipherคือ ระบบรหัสแบบเปลี่ยนตำแหน่ง เป็นการสลับตำแหน่งของข้อความ Plaintext เมื่อสลับครบทุกตัวอักษรของ Plaintext จะได้ Ciphertext ที่สมบูรณ์ ความสำคัญของการเข้ารหัสชนิดนนี้คือ การกำหนดรูปแบบการสลับตำแหน่ง เรียกว่า Key Pattern
Double Transposition Cipherการสลับตำแหน่งข้อความ Plaintext ตามวิธี Transposition Cipher เป็นแบบ 1 มิติ แต่วิธี Double Transposition Cipher เป็นการสลับตำแหน่งข้อความ Plaintext แบบ Array 2 มิติ คือวางข้อความไว้ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน